ตำนานผีเปรต

      

       ในปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักเปรต  แต่ในอดีตนั้นเปรตเป็นผู้ที่ชาวบ้านจะพากันกลัวมากเพราะพวกมันมักจะออกมาให้พบเห็นยามค่ำคืน  ซึ่งเปรตนั้นบางคนชื่อว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ให้กำเนิด

ซึ่งเราเรียกเปรตเหล่านี้ว่า โอปาติกะ ต้นกำเนิดของเปรตนั้นมาจากคนที่ตอนมีชีวิตอยู่แล้วนิสัยไม่ดีเช่นชอบดุด่าพ่อแม่ทุบตีพ่อแม่เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดใหม่กลายเป็นเปรต ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกเพื่อชดใช้กรรม และเมื่อหมออายุขัยในนรกก็ต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์แทน แต่ด้วยกรรมที่เคยทำเอาไว้ยังไม่หมด

ทำให้ต้องมาชดใช้กรรมต่อที่โลกมนุษย์ โดยมีการเรียกชื่อเปรตเหล่านี้ว่า เปรตาวิสัย  และยังมีเปรตอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจจะทำความชั่วไม่มากนักไม่จำเป็นต้องไปรับกรรมถึงในนรกแต่ให้มารับกรรมที่โลกมนุษย์แทนเลย ซึ่งเปรตเหล่านี้จะมีการชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์ยาวนานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการทำชั่วของตนเองว่ามีการทำชั่วมามากน้อยแค่ไหนไป

แต่ละตัวจะมีอายุขัยแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับผลกรรมของตนเองที่เคยทำมา ซึ่งเปรตมีหลายประเภท เช่น หากในสมัยที่ยังเป็นคนมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเมื่อตายไปจะกลายเป็นเปรตซึ่งลักษณะรูปร่างจะเป็นก้อนเนื้อล่องลอยอยู่ในกลางอากาศและจะมีเหล่านกกามาคอยจิกกิน หรือบางตัวหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเหมือนคนก็มี และยังมีเปรตที่มีปากเหม็นทั้งที่รูปร่างสวยงาม สำหรับเปรตชนิดนี้ เกิดมาจากตอนที่สมัยเป็นคนนั้นชอบด่าว่าพระสงฆ์เมื่อตายไปเป็นเปรตแล้ว

จึงกลายเป็นเปรตที่มีรูปร่างสวยงามแต่มีปากที่เน่าเหม็น   สำหรับลักษณะของเกรดที่มีการพูดถึงกันส่วนใหญ่จะพูดถึงความสูงของเปรตที่มีความสูงมากกว่าต้นตาลมีรูปร่างผอมโทรมแขนยาวคอยาวมีผมยาวและมีมือใหญ่เท่ากับใบตาล ผิวดำและท้องใหญ่มาก ที่สำคัญปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ทำให้กินอะไรก็ไม่ได้ มือก็ใหญ่เกินไปก็หยิบอะไรกินไม่ได้

ทำให้ผู้คนมักจะบอกว่าเปรตมักจะมาขอส่วนบุญตามงานบุญต่างๆและถึงแม้มันจะมาขอส่วนบุญก็ไม่สามารถที่จะกินบุญได้เนื่องจากว่าผลกรรมที่ทำมาทำให้ปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าทำบาปเกี่ยวกับอะไรไว้ เปรตแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันก็คือเปรตที่จะต้องกินผลบุญจากคนที่มีการทำบุญให้ถ้าไม่มีใครทำบุญให้ก็จะต้องกินเลือดเนื้อของตนเอง  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นเป็นเปรตที่มักจะหิวโหยอยู่เสมอเพราะไม่มีอะไรกิน

  และเปรตประเภทที่สามจะเป็นเปรตที่มักจะถูกไฟเผาทำให้ร่างกายต้องร้อนรุ่มตลอดเวลาและเปรตกลุ่มสุดท้ายเป็นเปรตอสุรกาย ในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะพบเห็นเปรตเดินออกมาขอส่วนบุญในช่วงเวลากลางคืนอยู่เสมอแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏการพูดถึงเปรตเลย