สัตว์เมนูแปลกที่ต้องยกนิ้วให้กันเลย

วันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่พวกมนุษย์นำเอามาเป็นอาหารที่แสนจะอร่อยที่มีรูปร่างที่ดูน่าเกลียดและน่ากลัวเหล่านี้สิ่งมันจะทำให้คุณนั้นถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงกันเลยที่เดียวและมันจะมีสัตว์อะไรบ้างนั้นไปดูกัน

ปลาออเรนจ์

สำหรับเจ้าปลาชนิดนี้ซึ่งเรามองไปทั้งตัวของมันแล้วลำตัวของมันก็จะมีสีแดงโดยมันได้เป็นปลาทะเลแดงที่มันมีราคาแพงและหาได้ยากมาเลย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการออกล่าปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมากเพื่อนำเอามาใช้แทนปลาทูน่าเจ้าปลาชนิดนี้มันก็เริ่มเหลือน้อยลงไปทุกทีเนื่องจากว่าปลาชนิดนี้นั้นมันได้ขยายพันธุ์ได้ยากมากและเมนูที่ได้ใช้เจ้าปลาเหล่านี้มาเป็นอาหารก็คือทอด สเต็ก ต้มยำอะไรทำนองนี้ซึ่งมันจะเป็นอาหารของคนที่เขานั้นรวยกันก็ปล่อยพวกเขาไป

หมูป่าวอร์ทธ็อก

สำหรับสัตว์หมูป่าที่มันได้มีรูปร่างที่ประหลาดตัวนี้มันจะถูกให้จัดอยู่จำพวกหมูแอฟริกาที่มันได้มีงาสองงาและจมูกสองข้างที่มันได้อยู่ห่างกันแลละยังได้มีเดือยสองข้างที่มันได้โพล่ออกมาอยู่ด้านข้างของใบหน้าและมันจะมีเส้นผมที่ได้อยู่บนหัวประมาณเล็กน้อย นอกจากนี้พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ว่าเจ้าหมูป่าชนิดนี้นั้นมันได้กลายมาเป็นอาหารที่เอาไว้เรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว โดยคนส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้านำเอาเนื้อของหมูป่าชนิดนี้นำเอามาปิ้งทำบาร์บีคิวและมันก็ยังได้มีรสชาติที่อร่อยเอามากๆเลยทีเดียว

แร้งไก่งวง

ไม่น่าเชื่อกันเลยใช่หรือไม่ว่าเจ้านกรูปร่างน่าตาประหลาดมีหัวที่ดูคล้ายกับไก่งวงตัวนี้มันได้กลายมาเป็นเมนูกับเขาไปด้วยซึ่งในที่จริงแล้วมันก็ได้เป็นนกแร้งที่ได้อยู่สายพันธุ์เดียวกันกับเหยี่ยวที่มันได้มีรูปร่างน่าตาน่าเกลียดตัวนี้ก็อย่างที่ทุกคนนั้นได้ทราบกันดีว่าเจ้านกเหล่านี้มันกินซากศพเป็นอาหาร ซึ่งเมื่อได้ดูรูปร่างของพวกมันแล้วนั้นมันก็จะคิดว่ามันไม่น่ากินกันเลยใช่หรือไม่แต่เนื่องด้วยตามวัฒนธรรมของเขานั้นก็ได้เชื่อกันว่าใครที่ได้รับประทานเจ้าแร้งไก่งวงนี้คุณก็จะมีอายุที่ยืนยาวและก็มีสุขภาพที่แข็งแรงพอได้ยินแบบนี้แล้วทุกคนก็ได้ออกล่าหามาทำเมนูจานเด็ดไม่ว่าจะเป็นสเต็กย่างก็ว่ากันไปเอาที่สะดวกกันเลย

สถานที่ที่หลายประเทศอยากครอบครอง

ทวารกา

นอกจากนี้มันคือสสถานที่โบราณที่มันได้อยู่ใต้น้ำทะเลที่มันได้อยู่ในประเทศอินเดียที่จะต้องดำน้ำลึกลงไปถึงประมาณเกือบ40เมตรถึงจะได้เห็น เนื่องจากด้านชาวฮินดูเขาก็ยังได้เชื่อว่า สถานที่เมืองทวารกาแห่งนี้นั้นมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยพระเจ้ากฤษณะ ซึ่งมันได้เป็นร่างอวตารในร่างหนึ่งของพระนารายณ์และสถานที่เมืองแห่งนี้ยังได้เป็นเมืองที่เป็น1ใน7ที่เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุด

ที่อยู่ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้ในความสวยงามเหล่านี้มันได้อยู่ตรงที่รูปเลขาคณิต ที่ได้ทำให้เหล่านักโบราณคดีคต้องตกใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้พูดกันอีกว่าสถานที่เมืองแห่งนี้นั้นได้มีพระราชวงค์อยู่ถึงประมาณ7หมื่นแห่งที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาด้วยทองคำเงินรวมไปถึงโลหะที่มันได้มีค่ารวมไปถึงชนิดอื่นๆอีกมากมาย ถือได้ว่ามันได้เป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดเลยทีเดียว

จากนั้นก็ยังได้มีการสันนิษฐานเอาไว้ว่า สถานที่แห่งนี้มันได้จมอยู่ในใต้ท้องทะเลหลังจากที่พระเจ้ากฤษณะได้เสียชีวิตลง บอกได้เลยว่าเมืองแห่งนี้ที่คนชาวฮินดูจะต้องลงไปสักการะให้ได้ในครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

PORT ROYAL

นอกจากนี้ในพื้นที่ของPORT ROYALแห่งนี้นั้น ซึ่งได้ตั้งอยู่บนหมู่เกาะบริเวณเขตอินดิสที่อยู่ด้านฝั่งตะวันตกแถวทะเลแคริบเบียน เนื่องจากเกาะแห่งนี้นั้นได้มีการค้นพบโดยคริสโตเฟอร์ โคโลบัสเมื่อในปี1494 จากนั้นทางด้านPORT ROYALซึ่งก็ได้เป็นสถานที่ที่เหมาะที่จะเป็นเมืองท่าเพราะเนื่องจากบรรดาเรือที่ทำการค้าขายสามารถที่จะแล่นผ่านไปมาได้อย่างสะดวก

และยังได้เป็นสถานที่ทำการค้าทางด้านทะเล นอกจากนี้PORT ROYALยังได้กลายเป็นสิ่งที่หลายๆประเทศนั้นอยากจะได้เอาไว้ในครอบครอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับท่าเรือแห่งนี้มันก็ได้ตกลงไปอยู่ในภายใต้ของการครอบครองในสหราชอาณาจักรในสมัยช่วงศตวรรษที่17 ซึ่งในทำทะเลที่ดูเหมือว่าจะได้รับมาจากพรของพระเจ้านี่มันก็จะดูเหมือนกับว่าจะถูกคำสาปของซาตานไปพร้อมๆกัน เนื่องจากได้มีการค้าขายกันอย่างเฟื่องฟู

ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่จะสามารถดึงดูดเงินให้เข้ามายังหมู่เกาะแห่งนี้อย่างมากมายแล้วทั้งนี้มันยังได้นำพาเอาความโลภของมนุษย์เหล่านี้มาอีกด้วยเนื่องจากที่หมู่เกาะPORT ROYALนั้นมันได้เต็มไปด้วยสถาบันเทิงและยังได้เป็นแหล่งที่กบดานของโจรขโมยผู้ร้ายดังนั้นตำรวจทั้งหลายก็ยังได้ต้องอยู่ในอำนาจของเหล่ามิจฉาชีพที่จะมีทั้งอาวุธและเงินตราไปโดยปริยาย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  nowbet

2เรื่องนี้ที่นักวิทยาศาสตร์จะต้อง งง

Near-death Experienceภาพนิมิตใกล้ตาย

สำหรับเรื่องนี้มันก็ยังมีจำนวนผู้คนในหลายครั้งแล้วที่เขานั้นกำลังใกล้จะตายที่ได้ออกมาบอกเล่าเรื่องถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเห็นในภาพต่างๆ อย่างเช่นภาพของอูโมงค์ที่มันได้มีแสงสว่างอยู่ที่ด้านปลายอุโมงค์ในความรู้สึกนั้นมันเหมือนกำลังบินได้ หรือการที่คุณนั้นได้เห็นใบหน้าของคนที่คุณรัก สิ่งที่มันได้ขึ้นมาได้ปรากฏการณ์สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่มีนามว่าNear-death Experienceแล้ว

ทางนักวิทยาศาสตร์เยอะแยะมากมายก็ไม่อาจจะอธิบายมันได้ก็คือทำไมคนที่ป่วยอยู่บางคนถึงได้มีความสามารถที่จะจดจำในลฃายละเอียดที่มันเกิดขึ้นได้กับพวกเขา ณเวลาที่พวกเขานั้นใกล้ตายถึงแม้ว่ามันจะเป็นลายละเอียดที่มันเล็กมากที่สุดแล้วก็ตามแต่

Ghostผี

นอกจากนี้ในส่วนของเรื่องราวผีนั้นเรามักจะได้มีการรับรู้แล้วยังได้มองเห็นผ่านตาจากโรงภาพยนตร์ละครและตลอดจนในวิธีกรในรายการต่างๆทางด้านของโทรทัศน์หรือจะเป็นในส่วนของเรื่องเล่าทางด้านวิทยุที่ได้มีการนำเอาเรื่องของความเชื่อในด้านประสบการณ์ตรงและการพาเข้าไปพิสูจน์แต่มาถึงในทุกๆวันนี้เรื่องของผีนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องที่ข่มเครือและมันก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ว่าในทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้อย่างไรก็ตามก็ได้มีทุกคนในจำนวนมาก

ที่จะต้องการค้นพบในเรื่องจริงที่มันได้มีความเกี่ยวกับผี จากนั้นก็ได้มีการหาข้อพิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆที่จะตามล่าหาความจริง ซึ่งได้มีอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆได้มีการนำเอาเข้ามาช่วยในด้านต่างๆที่จะทำการหาตรวจจับสัญญาณอย่างเช่น เครื่องตรวจรังสีเครื่องตรวจจับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเครื่องตรวจจับโลหะเหล็กกล้องอินฟาเรดและไมค์โครโฟนที่มันมีคุณภาพสูงสุด แต่มันไม่มีอุปกรณ์ชนิดใดที่มันจะทำให้เรานั้นได้เห็นว่ามันจับสัญญาณของผีนั้นได้จริงหรือว่าผีนั้นมันอาจจะไม่มีจริง

หรือจากในสิ่งที่มันจะสามารถเข้ามาตรวจจับได้มันอาจจะเป็นสัญญาณหรือด้านพลังงานบางอย่างเท่านั้นและอย่างไรก็ตามในส่วนของเรื่องผีนั้นก็ยังไม่มีใครที่จะออกมาการันตีได้ว่าเร่ืองสำหรับผีนั้นมันไม่มีอะไรที่มันจะสามารถเข้ามาจับผีได้จริงเลยซักอย่างเพราะในส่วนของเรื่องนี้เองมันเป็นสิ่งที่มนุษย์คนเรานั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นมันด้วยตาเปล่าได้เพราะผีนั้นเป็นแค่วิญญาณไม่ได้มีร่างตัวตนอย่างพวกเราทั้งนี้ถึงอย่างไรก็ถามมันก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนที่จะบอกได้ว่าผีนั้นมันมีจริงหรือไม่มีกันแน่

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สำหรับจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นได้มีการปกครองแค่เวลาเพียงไม่นานประมาณ15ปีและก่อนจะสิ้นพระชนม์ราชศ์ฉินจะมีการล่มสลายนั่นเขายังได้ทำเรื่องราวให้กับแผ่นดินจีนอย่างมาก และยังได้จัดสร้างทำสุสานจักรพรรดิซึ่งเป็นที่สำหรับเอาไว้ฝั่งศพหลังที่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อจะใช้ชีวิตยังปรโลกและในวันนี้เราจะนำคุณมารู้จัดกับสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ว่าจะมีอะไรกันบ้างมาดูกัน

สมบัติมากมาย ค่ายกลลึกล้ำ

สำหรับในปัจจุบันนั้นทางการของประเทศจีนได้ทำการขุดค้นเปิดกรุของสุสานของจิ๋นซีไปในบางส่วนแล้วนั้นก็คือส่วนของสุสานของทหารจิ๋นซีหรือสุสานทหารดินเผาในขณะที่ส่วนที่เป็นส่วนฝั่งของพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้หรือสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นวันนั้นก็ยังได้เก็บรักษาคงสภาพเดินให้คงอยู่เอาไว้และได้มีลักษณะที่เป็นเนินดินที่มีขนาดใหญ่คล้ายกับพีระมิดได้มีความสูงประมาณ70เมตรและในเหตุที่ยังไม่ได้มีการขุดค้นเปิดสุสานที่ได้ฝั่งพระศพจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นในด้านของทางวิชาการมันน่าจะมาจากเทคโนโลยี

ที่ยังได้มีไม่พร้อมเพราะสิ่งต่างๆที่อยู่ในนั้นเมื่อได้มีการขุดนำเอาขึ้นมาเจอกับสภาพในปัจจุบันมันก็อาจจะมีการที่จะทำให้เสียหายเสื่อมสภาพหรืออาจจะทำให้มันเปลี่ยนสีได้และด้วยอีกหนึ่งเหตุผลของความเชื่อตามในเรื่องเล่าดั้งเดิมนั้นที่ได้ระบุว่าเนื่องจากสุสานที่ได้เอาไว้ฝั่งพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นได้มีทรัพย์สมบัติที่ได้บรรจุอยู่มากมายช่างโบราณจึงได้สร้างกลไกซ้อนมันเอาไว้เพื่อป้องกันพวกจอมโจรเข้ามาขุดสุสาน ซึ่งมันก็ได้ส่งผลกระทบต่อนักโบราณคดีที่จะเข้ามาสำรวจทำการขุดค้นที่สุสานนั่นเอง

กองทัพทหารดินเผาอันเกรียงไกร

สุสานจิ๋นซีได้มีไฮไลท์และภาพจำที่สำคัญก็คือสุสานของทหารจิ๋นซีอันเกรียงไกรเนื่องจากได้มีการขุดค้นและเปิดหลุมให้ได้เข้าไปเที่ยวชมโดยจะมีข้อมูลได้ละบุว่ากองทัพของทหารดินเผานั้นได้มีทั้งหมด8หลุมที่ได้มีการขุดค้นด้วยกันแต่ในปัจจุบันนั้นทางการประเทศจีนได้มีการขุดเปิดแค่เพียง3หลุมเพียงเท่านั้น

หลุมแรกเป็นเหล่าแนวหน้าหน่วยกล้าตายมีขุนทหารที่ได้ทำท่าถืออาวุธจำพวกหอกดากกว่า6,000นายหลุมที่สองมีหุ่นพลรบประมาณ1,000นายส่วนที่เหลือนั้นได้เป็นขบวนหุ่นม้าศึกและรถม้าหลุมที่สามได้มีซากของกระดูกสัตว์ที่อยู่ข้างด้านหน้าว่ากันว่าเป็นเครื่องพิธีในการบูชายักษ์ศพและได้มีรถม้า ม้าศึกรวมกันประมาณ70ตัว

ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแส

ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแสในช่วงปี1995-2001

ทองคำในน้ำทะเล

ถ้าในขณะที่ร่างกายของมนุษย์นั้นยังมีทองคำแล้วในน้ำทะเลก็ยังมีทองคำนั้นปะปนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ทางNational Ocean Serviceก็ได้ออกมาเปิดเผยผลทางวิจัยแล้วว่ามันจะเป็นไปได้ยากมากที่เรานั้นจะระบุว่าในน้ำทะเลนั้นจะมีทองคำที่มากและน้อยมากแค่ไหนและในปริมาณในทองคำเหล่านั้นก็ได้ถือว่ายังมีอยู่เบาบางมากๆมิลว่าซึ่งในจากการคำนวนการข้อจำกัดและจากผลการศึกษาต่างๆที่น่าจะสมเหตุสมผลในปัจจุบัน

พวกเขาได้ประเมิลว่าในน้ำทะเลในทุกๆ1ลิตรจะมีทองคำที่ได้ปะปนอยู่เฉลี่ยที่ประมาณ13/1,000,000,000กรัมและถ้าหากว่าเรานั้นได้นำเอาทองคำที่มีอยู่ในนำทะเลทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้มารวมกันมันก็จะมีน้ำหนักมากที่สุดถึง20ล้านตันและเมื่อคุณได้ฟังแบบนี้แล้วคุณยังสงสัยว่าทำไมไม่มีการสกัดเอาทองคำจากน้ำทะเลมาใช้ในคำตอบก็คือเป็นกลอนในเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่เอื้อนอำนวยเท่าไรนักเพราะในต้นทุนที่ใช้นั้นอาจจะมากกว่ามูลค่าของทองคำที่สามารถสกัดได้

ทองคำในถ้ำลิเจิย

หลังจากที่เรานั้นก็ได้ทราบเกี่ยวกับในยุคตื่นทองในที่รัฐแคลิฟอร์เนียกันแล้วคราวนี้เรามาดูเรื่องที่มันได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยกันบ้าง ซึ่งมันต้องย้อนกลับไปในปีประมาณ1995-2001 ซึ่งมันก็ได้มีกระแสข่าวใหญ่โตที่เกี่ยวกับทองคำแท่งและในด้านของสมบัติต่างๆที่ทางการทหารญี่ปุ่นนั้นได้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้ภายในถ้ำตามแนวรถไฟสายมรณะและที่สำคัญนั้นในถ้ำลิเจียที่ได้อยู่ใน อําเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในยุคนั้นก็ได้กล่าวกันมาว่าทหารญี่ปุ่นนั้น

ต่างก้ได้นำเอาทรัพย์สมบัติเหล่านี้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้พร้อมกับขบวนรถไฟตั้งแต่สมัยของสงครามโลกครั้งที่สองประกอบกับว่ามีรายงานมาว่ามีชาวบ้านบางคนได้เก็บกำไรได้และได้นำเอาไปขายและได้เงินเป็นจำนวนถึงประมาณ8ล้านบาทและ อีกทั้งในเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยในบางส่วนต่างก้ได้มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ภายในถ้ำลิเจียแห่งนี้

มันได้มีทองคำซ่อนอยู่จริงๆจากนั้นมาก็ได้เป็นกระแสที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆแต่จนท้ายที่สุดแล้วก้ไม่ได้มีการค้นพบทองคำแต่อย่างใดแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ได้มีชาวบ้านบางคนที่ยังเชื่อว่าภายในคำของลิเจียมันยังมีทองคำนั้นซุกซ่อนอยู่จริงเพียงแต่ถูกผีบังตาไม่ให้เราพบเห็นเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามในสมันนั้นก็ได้มีการประเมิลเอาไว้ว่าหากมีการค้นพบทองคำจริงๆมันจะสามารถแปลเป็นงบประมาณของประเทศไทยได้มากถึง20ปีเลยที่เดียว

ตำนานผีเปรต

      

       ในปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักเปรต  แต่ในอดีตนั้นเปรตเป็นผู้ที่ชาวบ้านจะพากันกลัวมากเพราะพวกมันมักจะออกมาให้พบเห็นยามค่ำคืน  ซึ่งเปรตนั้นบางคนชื่อว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ให้กำเนิด

ซึ่งเราเรียกเปรตเหล่านี้ว่า โอปาติกะ ต้นกำเนิดของเปรตนั้นมาจากคนที่ตอนมีชีวิตอยู่แล้วนิสัยไม่ดีเช่นชอบดุด่าพ่อแม่ทุบตีพ่อแม่เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดใหม่กลายเป็นเปรต ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกเพื่อชดใช้กรรม และเมื่อหมออายุขัยในนรกก็ต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์แทน แต่ด้วยกรรมที่เคยทำเอาไว้ยังไม่หมด

ทำให้ต้องมาชดใช้กรรมต่อที่โลกมนุษย์ โดยมีการเรียกชื่อเปรตเหล่านี้ว่า เปรตาวิสัย  และยังมีเปรตอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจจะทำความชั่วไม่มากนักไม่จำเป็นต้องไปรับกรรมถึงในนรกแต่ให้มารับกรรมที่โลกมนุษย์แทนเลย ซึ่งเปรตเหล่านี้จะมีการชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์ยาวนานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการทำชั่วของตนเองว่ามีการทำชั่วมามากน้อยแค่ไหนไป

แต่ละตัวจะมีอายุขัยแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับผลกรรมของตนเองที่เคยทำมา ซึ่งเปรตมีหลายประเภท เช่น หากในสมัยที่ยังเป็นคนมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเมื่อตายไปจะกลายเป็นเปรตซึ่งลักษณะรูปร่างจะเป็นก้อนเนื้อล่องลอยอยู่ในกลางอากาศและจะมีเหล่านกกามาคอยจิกกิน หรือบางตัวหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเหมือนคนก็มี และยังมีเปรตที่มีปากเหม็นทั้งที่รูปร่างสวยงาม สำหรับเปรตชนิดนี้ เกิดมาจากตอนที่สมัยเป็นคนนั้นชอบด่าว่าพระสงฆ์เมื่อตายไปเป็นเปรตแล้ว

จึงกลายเป็นเปรตที่มีรูปร่างสวยงามแต่มีปากที่เน่าเหม็น   สำหรับลักษณะของเกรดที่มีการพูดถึงกันส่วนใหญ่จะพูดถึงความสูงของเปรตที่มีความสูงมากกว่าต้นตาลมีรูปร่างผอมโทรมแขนยาวคอยาวมีผมยาวและมีมือใหญ่เท่ากับใบตาล ผิวดำและท้องใหญ่มาก ที่สำคัญปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ทำให้กินอะไรก็ไม่ได้ มือก็ใหญ่เกินไปก็หยิบอะไรกินไม่ได้

ทำให้ผู้คนมักจะบอกว่าเปรตมักจะมาขอส่วนบุญตามงานบุญต่างๆและถึงแม้มันจะมาขอส่วนบุญก็ไม่สามารถที่จะกินบุญได้เนื่องจากว่าผลกรรมที่ทำมาทำให้ปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าทำบาปเกี่ยวกับอะไรไว้ เปรตแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันก็คือเปรตที่จะต้องกินผลบุญจากคนที่มีการทำบุญให้ถ้าไม่มีใครทำบุญให้ก็จะต้องกินเลือดเนื้อของตนเอง  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นเป็นเปรตที่มักจะหิวโหยอยู่เสมอเพราะไม่มีอะไรกิน

  และเปรตประเภทที่สามจะเป็นเปรตที่มักจะถูกไฟเผาทำให้ร่างกายต้องร้อนรุ่มตลอดเวลาและเปรตกลุ่มสุดท้ายเป็นเปรตอสุรกาย ในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะพบเห็นเปรตเดินออกมาขอส่วนบุญในช่วงเวลากลางคืนอยู่เสมอแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏการพูดถึงเปรตเลย

ตำนาน เจ้าหญิงไม้ไผ่ ตำนานดังของญี่ปุ่น

  ตำนานเจ้าหญิงไม้ไผ่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการนำมาเล่าต่อต่อกันให้เด็กๆได้ฟังตำนานกลายมาเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ 

ตำนานของเจ้าหญิงไม้ไผ่นั้นมีการเล่าขานต่อๆกันมาว่ามีชายชราและภรรยาอาศัยอยู่กลางป่ามีอาชีพตัดไม้ไผ่ไปขายอยู่วันหนึ่งขณะที่ชายชรากำลังตัดไม้ไผ่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กทารกดังมาจากกอไผ่ข้างๆเมื่อไปแหวกกอไผ่ดูก็พบมีเด็กทารกตัวเล็กนอนอยู่ในนั้น หลังจากนั้นชายชราจึงได้นำเด็กทารกนั้นไปให้ภรรยาดู

และทั้งสองคนก็เลี้ยงเด็กทารกนั้นตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนเติบใหญ่จากเด็กทารกกลายเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านที่ใครๆต่างก็หมายปองแต่ไม่ว่าใครจะมาจีบหญิงสาวคนดังกล่าวก็ไม่สนใจโดยหญิงสาวคนนี้มีนามว่า  คางุยะฮิเมะ  ความงามของเธอเรื่องหรือไปถึงหูของกษัตริย์ที่ปกครองประเทศญี่ปุ่นพระองค์จึงเดินทางมาดูความงามของ   คางุยะฮิเมะ   ด้วยตนเองและเมื่อพระองค์ได้เห็นนางก็ทรงตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็ไม่สนใจพระองค์จึงได้ขอเป็นเพื่อนกับนาง ต่อมาไม่นาน   คางุยะฮิเมะ  จะได้บอกกับพ่อแม่ของนางว่านางจะไม่สามารถอยู่ที่โลกมนุษย์ได้อีกแล้ว

เนื่องจากนางจะต้องกลับไปที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นที่ที่นางจากมาเมื่อตากับยายได้รู้เรื่องดังกล่าวก็ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับกษัตริย์ฟังของกษัตริย์ก็ได้สั่งให้พลทหารมาล้อมรอบบ้านของ   คางุยะฮิเมะ  เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาพาตัว  คางุยะฮิเมะ  ไปได้แต่ในที่สุดเมื่อในวันพระจันทร์เต็มดวง หลังจากนั้นแสงจากพระจันทร์ก็ส่องสว่างจ้าจนทุกคนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และไม่นานทุกคนก็ไม่สามารถขยับตัวได้ซึ่งขณะนั้นเองก็ได้มีขบวนรถมาจากดวงจันทร์ตรงเข้ามาที่   คางุยะฮิเมะ   และมาพาตัว คางุยะฮิเมะ 

ไปจากบ้านของตายายเมื่อพระจันทร์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งทุกคนก็ไม่เห็น  คางุยะฮิเมะ แล้วและหลังจากนั้น กษัตริย์ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากพระองค์ทรงให้ทหารหาภูเขาที่สูงที่สุดที่ใกล้กับพระจันทร์มากที่สุดนั่นก็คือภูเขาที่จังหวัดสุรุงะ แล้วพระองค์ก็ให้ทหารนำยาอายุวัฒนะไปเผาที่นั่น พระองค์ไม่อยากมีชีวิตเป็นอมตะอีกต่อไป

เนื่องจากไม่มี   คางุยะฮิเมะ  และความหมายของคำว่าอมตะในภาษาญี่ปุ่นก็คือคำว่าฟูจิซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภูเขาลูกนั้นก็กลายมาเป็นชื่อภูเขาไฟฟูจิเป็นต้นมา

     ตำนานความเชื่อความศรัทธากลายมาเป็นตำนานจริงของภูเขาไฟซึ่งมีให้เห็นจริงอยู่ในปัจจุบันซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็เดินทางพากันไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นประจำกันทุกปีเรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

การเดินป่าของพรานแก้ว นายมาก และ นายนอง

ผืนป่าแน่นทึบชื้นแฉะเยือกเย็นไม่มีทีท่าว่ามันจะหมดไปสักทีพอหนักเข้าพรานแก้วที่เดินอยู่ด้านหน้าก็หยุดเดินแล้วหันมาบอกว่ามืดเสียแล้วพวกเองจะเอาอย่างไรจะเดินกันต่อหรือไม่ไม่ไหวก็หาที่พักเอาแถวนี้แหละมากกับไอนองได้หันมามองหน้ากันนองลงไปแวกน้ำในหนองขึ้นมาสูบหน้าแล้วถามขึ้นว่าอีกนานหรือไม่พรานแก้ว

ถ้าไม่นานก็เดินต่อข้าเมื่อยจนจะก้าวขาไม่ออกแล้วนี่ตอบไม่ได้ว่ะบอกแล้วว่าข้าไม่เคยมาทางนี่งั้นก็ลองเดินไปอีกสักพักสิถ้าไม่พ้นดงก็นอนมันที่นั่นแหละไอมากได้พูดขึ้นเหมือนตัดสินใจคนทั้งสามก็ได้เดินทางไปในความมืดสลัวพรานแก้วได้เอาไฟฉายมาส่องนำหน้าป่าที่ชื้นแฉะเยือกเย็นอยู่แล้วเมื่อต้องตกอยู่ในความมืดก็ต้องยิ่งเย็นมากขึ้น

และวังเวงจนหน้าขนลุกจนอีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะพ้นป่าแห่งนี้เสียทีหนักเข้าไอมากกับไอนองก็หมดความอดทนมืดก็มืดทั้งเหนื่อยทั้งหิวแค้งขาแข็งเหมือนต้นไม้ หมดแรงแล้วพรานแก้วพักก็พักกันเถอะข้าก็ไม่ต่างจากเองลองดูสิพอจะมีที่แห้งให้หุงข้าวกินข้างมั้ยพรานแก้วฉายไฟไล่ไปตามพื้นมีกอหวายและเถาวัลย์พันเกี่ยวกับเหมือนกับงูเลื้อยบนราบเนินโครต้มมะค่าใหญ่มีกองหินเป็นแผ่นราดพื้นผิวปกคุมไปด้วยคราบตะไคร่น้ำแต่ดุแล้วมันก็หน้าจะดีกว่านั่งนอนตรงพื้นดินแฉะตรงนั้นพรานแก้วส่องไฟฉายไปทั่วเอามันตรงนี้แหละ

ยังไงมันก็เป็นหินเอา เอาไฟฉายออกไปหาฟืนกันทุกคนมีไฟฉายติดตัวจึงกระจายกันออกไปรอบๆป่าเปลียกชื้นนั้นเมื่อแสงแดดส่องลงไม่ถึงพื้นฟืนแห้งก็หายากมากแต่หลังจากพยายามกันอย่างเต็มที่จึงได้ฟืนกันมากันอย่างละสามสี่ท่อนแล้วจุดไฟกันอย่างยากเย็นทั้งช่วยเป่าช่วยพัดกันอีกพักใหญ่ท่อนฟืนจึงเริ่มจะติดไฟขึ้นเมื่อท่อนฟืนติดไฟดีแล้ว

แสงสว่างช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปความอบอุ่นจากกองไฟช่วยให้อุ่นใจขึ้นมาไม่น้อยพรานแก้วมองป่ารอบตัวแล้วได้แต่คิดว่าบรรยากาศไม่น่าจะไว้ใจเลยอย่างไรเสียคืนนี้ต้องจัดเวณเฝ้ายามจะหลับกันอย่างสบายอย่างเมื่อคืนไม่ได้แล้วเด็ดขาดอาหารไม่สู้ที่จะมีรสชาติเท่าใดนักแม้ทุกคนจะหิวจนตารายแต่ข้าวไม่สุก

เพราะฟืนนั้นเปลียกกับข้าวก็มีเพียงน้ำพริกและเนื้อแห้งย่างทำให้กินได้อย่างฟืดคออย่างเต็มทีกินเสร็จพรานแก้วก็ช่วยออกไปตัดไม้แห้งมาสุมไฟเพิ่มอีกหลังจากได้กันมาคนละท่อนพรานแก้วก็บอกให้เลิกเสียเพราะต้องการที่จะประหยัดไฟฉายกองไฟท่ก่อเอาไว้ก็ไม่สว่างมากนักเนื่องจากท่อนฟืนมีอย่างจำกัดยังไม่สามทุ่มป่าแห่งนี้ก็มืดมิดและเงียบสงบเหมือนอยู่ในโลกแร้ง