เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มอิลลูมินาติ

โดยกลุ่มอลิลูมินาติได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่1 พ.ค.ปี1776 ที่เมืองINGOLSTADT ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นมาโดย Adam Weishaup /อดัม ไวส์ฮอพ ที่ได้เป็นบุคคลที่เลื่อมใสในเยซูอิฐและได้เป็นศาสตราจารย์การประมงกฎหมายโรมันที่เกี่ยวกับศาสนาคนแรกของมหลัยและ นายอดัม ไวส์พอพ ก็ยังได้ยึดหลักปรัชญาในความคิดอิสระ

โดยที่ไม่ยึดความเชื่อเก่าๆที่ได้ถูกสั่งสอนกันมาในทั้งเรื่องของระบบการปกครองและศาสนาเพื่อที่ว่าจะนำพาผู้คนเข้าสู้ยุคใหม่หรือว่าการปกครองใหม่ๆนั่นเอง โดยกลุ่มอิลลูมินาติ ก็ได้ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้อยู่เบื้องหลังการล้มล้างการปกครองระบอบกษัตริย์ในหลายๆประเทศในทวีปยุโรปรวมถึงการประกาศอิสระภาพในปี 1776ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เท่าที่ได้ฟังกันมาอลิลูมินาติไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรเลยแต่อยากให้รองฟังกันไปเรื่อยๆว่าจริงๆแล้วในกลุ่มนี้มันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ชักโยงมนุษย์โลกอย่างเราอยู่ก็เป็นได้และอย่างเหตุการณ์ที่สำคัญที่ได้เกิดขึ้นยกตัวอย่างปี 1984 ผู้ปกครองบาวาเรียก็ได้ออกกฎหมายมาหนึ่งกฎหมายก็คือกฎหมายห้ามก่อตั้งสมาคมลึกลับและได้ทำการจับกุมชิกของกลุ่มอิลลูมินาติและกลุ่มก็ได้ถูกยุบลง

แต่ในการเคลื่อไหวในกลุ่มในชมาชิกอิลลูมินาติที่ยังลอดอยู่ถึงแม้จะถูกยุบไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังได้มีการเคลื่อไหวและยังได้มีการทำผลงานกันอยู่เรื่อยๆยกตัวอย่างเช่นการปฏิวัติในปี1789 ของฝรั่งเศสและในการปฏิวัติของรัสเซียในปี1905และในปี1917และในปัจจุบันก็ยังได้มีสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างมีลัญลักษณ์อิลลูมินาติติดอยู่นั่น

ก็คือธนบัตร1ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาถ้าจะให้ย้อนความกลับไปในปี1782สหรัฐอเมริกาก็ได้ออกตราแผ่นดินใหม่ขึ้นมา โดยด้านหลังของตราจะเป็นรูปพีระมิดที่ยังสร้างไม่เสร็จและได้มีสามเหลี่ยมที่ลอยอยู่ด้านบนและมีดวงตาอยู่ตรงกลาง โดยได้มีภาษาลาตินที่เขียนว่า Novus Ordo Seclorum โดยหลายคนได้เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์กลุ่มของอิลลูมินาติ

เพราะดาวตาบนยอดของพีระมิดมันหมายถึงสมาชิกของกลุ่มที่กำลังจ้องมองโลกและคำว่า Novus Ordo Seclorumหรือโลกใหม่ที่มี4จักรพรรดิปกครองอยู่เอาจริงๆแล้วNovus Ordo Seclorumคือการเข้าสู่ในยุคสมัยใหม่ของการปกครองโลกและในปี1935ประธานาธิบดีคนที่32ได้ประกาศให้ตีพิมพ์สายสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติลงในธนาบัติในปีนั้นอีกด้วย

โดยลายละเอียดภายในจะมีรูปเหยี่ยวออยู่ด้านหน้าพีระมิดที่ยังสร้างไม่เสร็จโดยมียอดปลายแหลมที่ลอยอยู่ด้านบนและมีตราอยู่ตรงกลางอยู่ทางด้านหลังโดยความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้มันค่อนข้างที่จะละเอียดซับซ้อน

 

สนับสนุนโดย  next88 มือถือ

ตำนานกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

       เรื่องเล่าตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่นั้นเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีการสร้างหลักฐานไว้เป็นเจดีย์ดูตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่นั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีหญิงชาวนาคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายเดินในทุกๆวันนั้นลูกชายจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปทำนาแต่เช้าส่วนผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นหญิงชรานั้นก็จะอยู่บ้านค่อยหุงหาอาหารหลังจากนั้นก็จะนำอาหารนั้นไปให้กับลูกชายที่ทำงานอยู่ที่นาในทุกๆวันอยู่มาวันหนึ่ง

ในขณะที่ลูกชายออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมานั้นหญิงชราก็ได้เตรียมอาหารให้กับลูกชายตามปกติแต่ว่าวันนี้เกิดอาการที่หญิงชรานั้นระหว่างเดินทางเอาอาหารไปให้กับลูกชายนั้นด้วยความแก่ชรามากแล้วเธอจึงเดินไปล้มลุกคลุกคลานไปทำให้กว่าจะเดินทางไปถึงที่ลูกชายทำไร่ไถนาอยู่นั้นก็เป็นเวลาสายมากแล้วทางด้านลูกชายเองนั้น

ก็เฝ้ารอว่าแม่เมื่อไหร่จะนำอาหารมาให้เนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาสายแล้วและตนเองก็หิวข้าวมากแล้วแต่รอแล้วรอเล่าแม่ก็ยังไม่มาสักทีจนเมื่อช่วงเวลาเกือบใกล้เที่ยงแม่ก็เดินทางมาถึงด้วยความโมโหหิวจากการที่แม่นั้นเอาข้าวมาส่งช้าและเมื่อมองเห็นกล่องข้าวที่แม่เอามาให้นั้นก็มองเห็นว่ากล่องเล็กนิดเดียวซึ่งเขาคิดว่ากล่องข้าว

แค่นี้เขาไม่พอกินอย่างแน่นอนด้วยความที่เขาหิวมากจึงทำให้มีอารมณ์โกรธมากดังนั้นเขาจึงได้เอาคันไถที่อยู่ในมือของเขานั้นฟาดไปที่แม่ของเขาจนล้มลงหลังจากนั้นเขาก็เอาข้าวกล่องที่แม่เตรียมมานั้นมากินแต่ข้าวกล่องเพียงน้อยนิดที่เขาเห็นในครั้งแรกนั้นเมื่อเขากินเข้าไปยังไม่ถึงครึ่งกล่องเขาก็รู้สึกอิ่มทันทีหลังจากนั้นเขาก็พยายามกิน

แต่กินเท่าไหร่ก็กินข้าวกล่องนั้นไม่หมดเขาจึงได้ย้อนกลับมาดูแม่ซึ่งก็พบแม่ว่าเสียชีวิตแล้วเขารู้สึกเสียใจมากเมื่อเขาอิ่มเขาก็เริ่มได้สติว่าสิ่งที่เขาโมโหแม่ไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะถึงแม้ว่าข้าวกล่องที่เห็นเป็นกล่องน้อยนิดนั้นแต่เมื่อกินเข้าไปจริงๆแล้วก็ทำให้เขาอิ่มได้เขารู้สึกเสียใจมากที่เห็นแม่นอนเสียชีวิตจากฝีมือของเขาเองเขาจึงได้นั่งร้องไห้อยู่ตรงบริเวณที่ฆ่าแม่หลังจากนั้น

เขาก็มีการสร้างพระธาตุขึ้นมาตรงบริเวณที่เขาฆ่าแม่ของเขาเพื่อนำอัฐิของแม่ของเขานั้นมาเก็บไว้โดยเขาหวังว่าพระธาตุที่เขาสร้างขึ้นมาให้แม่เขาอยู่นี้จะสามารถทดแทนบาปกรรมที่เขาได้ทำร้ายแม่เขาลงไปได้หลังจากนั้นเป็นต้นมาพระธาตุดังกล่าวก็ถูกชาวบ้านเรียกขานกันเรื่อยมาว่าพระธาตุก่องข้าวน้อยซึ่งเรื่องราวนี้ก็เป็นตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นยายตกทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลานเลยมาเกี่ยวกับเรื่องของความโมโหทำให้คนเรามักขาดสติและทำอะไรโดยที่ไม่ได้ตั้งใจลงไปนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay thailand

การค้นพบเจอ อนุภาคTachyon,เตคีออน

ถ้าสมมุติมนุษย์เราสามารถยอตัวให้เล็กลงได้และเราทำให้Space timeหรือกาลอวกาศเกิดการโค้งงอได้และเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงระดับใกล้เคียงกับแสงหรือเทียบเท่ากับแสงได้เราก็อาจจะไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกไปเป็นสิบยี่สิบเท่าตามที่ทฤษฎีที่บอกก็เป็นได้และตรงนี้ก็น่าจะมีอีกหนึ่งคำถามที่ตั้งขึ้นมาเช่นกันว่าแล้วถ้าเกิดสมมุติว่าเราย่อตัวเล็กได้เราสามารถเข้าไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกได้และเราสามารถที่จะไปปกลับอดีตหรืออนาคตได้ใช่หรือไม่

คือตรงนี้มันคือคนละหลักทฤษฎีกันคือถ้าเกิดว่าเราได้พูดถึงเรื่องของหลักการไปกลับอนาคตหรือSpace timeเราจะต้องมองทฤษฎีในเรื่องของทฤษฎีLiht Cone,หรือกรวยแสงแต่ถ้าเกิดเราพูดถึงเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาหรือว่าการไปในอดีตเราจะนึกถึงเรื่องของทฤษฎีรูหนอนหรือว่าEinstein Rosen Bridge Theory

ซึ่งตรงนี้มันได้แตกต่างกับกรวยแสงอยู่นิดหน่อยและถ้าเราจะพูดให้เห็นภาพทีละอย่างแล้วอย่างทฤษฎีกรวยแสงภาพที่เราได้เห็นมันออกมาตามงานวิทหรือตามงานสิ่งที่เราเคยเรียนมามันจะเป็นรูปที่มัมนคล้ายกับมีกรวยอยู่สองอันโดยทางด้านก้นกรวยจะติดกัน โดยไอน์สไตน์ เขาได้บอกเอาไว้ว่ากรวยแสงตรงนี้มันจะมีเส้นแนวขวางที่พุ่งขึ้นไปมันคือเส้นความเร็วแสง

ที่เขาบอกว่ามนุษย์เราจะสามารถเห็นได้เพียงสิ่งที่อยู่ในเส้นของความเร็วแสงนี่เท่านั้นถ้าเกิดออกไปจากเส้นความเร็วแสงนี่มนุษย์เราจะไม่สามารถที่จะเห็นได้แต่ถามว่ามันมีอะไรที่อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนี้มั้ยเขาก็ยังบอกไม่ได้และยังยืนยันไม่ได้ว่ามันมีหรือเปล่าแต่เขาคาดการณ์กันว่ามันน่าจะมีและเขาได้บอกว่าการตรวจสอบล่าสุดเขาได้ค้นพบอนุภาคหนึ่งอย่างที่ชื่อว่า อนุภาคTachyon,เตตคีออนอยู่ในพื้นที่ที่มันได้อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนั่นก็เเสดงว่า

ซึ่งนี้น่าจะยืนยันได้แล้วเกือบร้อยเปอร์เซนว่ามันน่าจะมีบางอย่างที่มนุษย์เราไม่สามารถมองเห็นได้และได้อยู่เหนือการมองเห็นขอบเขตของมนุษน์เรานั้นเอง โดยถามว่าถ้ามันได้อยู่เหนือขอบเขตการมองของมนุษย์ได้มันจะสามารถเกิด Liht Coneได้ยังไง ซึ่งถ้าหากเราสงเกตุดูว่ามันจะมีเส้นสีแดงที่เป็นเส้นความเร็วของแสง 

ซึ่งตรงจุดนี้มันได้เป็นจุดที่ได้ค้นพบTachyon ซึ่งในปัจจุบันมนุษย์เราสามารถที่จะมองเห็นได้แค่เส้นความเร็วของแสงแต่ว่าถ้าเราสามารถเอาตัวเราไปอยู่นอกจุดของเส้นความเร็วแสงได้นั่นก็แสดงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าหรือเดินทางย้อนกลับก็ได้นั่นก็คือทาง Liht Coneนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88

ถ้าวิทยาศาสตร์สามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตได้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ถ้าเราพูดถึงเกี่ยวกับการคืนชีพสิ่งมีชีวิตเอาจริงๆแล้วมันมีข่าวสำหรับเรื่องนี้มันสักพักหนึ่งแล้วทั้งเรื่องของการคืนชีพมนุษย์จากการแช่แข็งหรือกระบวนการไครโอนิกส์การทดลองคืนชีพสัตว์โดยใช้หัวของรัสเซียเมื่อประมาณ1900กว่าๆแล้วก็การคืนชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์จากการสักดีเอ็นเอและเอาไปฝากสิ่งที่มีชีวิตที่มีสปีชีส์ที่ใกล้เคียงกันกับสัตว์ตัวนั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือการคืนชีพจากผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดแล้ว

หัวข้อที่เราได้บอกว่าถ้าเราสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตหรือว่าควบคลุมการตายการเกิดของประชากรสิ่งมีชีวิตได้มันจะเกิดอะไรขึ้นอย่างกรณีแรกคือการคืนชีพมนุษย์หรือกระบวนการไครโอนิกส์ซึ่งตรงนี้เราได้เคยบอกไปแล้วและเราจะขอสรุปให้ฟังกันสั้นๆให้ฟังก็แล้วกัน สำหรับกระบวกการไครโอนิกส์ถ้าเอาตามหลักทฤษฎีเขาบอกว่าจะนำเอามนุษย์ที่พึ่งเสียไป

ได้ไม่นานเข้าไปในกระบวนการแช่แข็งที่มีอุณหภูมิติดลบหลายร้อยองศาเพื่อเป็นการเก็บรักษาเซลล์ที่อยู่ในร่างกายอวัยวะต่างๆให้มีสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุดและรอการคืนชีพจากวิทยาการมนุษย์ในอนาคต ซึ่งแนวคิดตรงนี้มันจะเป็นแนวคิดเดียวกันกับการทำมัมมี่แต่มันจะต่างกันในด้านการใช้เทคโนโลยีถ้าอย่างการทำมัมมี่หลายๆคนก็น่าจะรับรู้กันแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่การนำเอาร่างกายนำเอาอวัยวะต่างๆ

มาทำความสะอาดและดูดความชื่นออกให้หมดด้วยการนำเอาอวัยวะเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในภาชนะและนำเอาทรายมากบจนมิดหลังจากนั้นพออวัยวะเหล่านั้นแห้งก็จะนำเอากลับที่เดิมก่อนที่จะนำไปใส่ในโลงศพและยัดทรายเข้าไปในโลงศพไปด้วยส่วนหนึ่งเพื่อดูดความชื่นศพที่อยู่ในโลงจะได้ไม่เน่าเปื่อยซึ่งตรงนี้มันได้เป็นหลักการในการทำมัมมี่ที่เขาได้มีการเฉลี่ยกันออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ในกรณีของการทำมัมมี่นั้นเซลล์ที่มันได้อยู่ในร่างกายที่มันไม่เน่าไม่เปื่อยก็จริงแต่มันไม่ได้รับการคงรักษาเอาไว้ให้มีสภาพที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากที่สุดมันก็เลยมากไกลจากคำว่าจะคืนชีพมนุษย์จากมัมมี่ได้แต่ทว่ากระบวนการไครโอนิกส์เขาได้บอกว่าจะเอาร่างกายของมนุษย์ที่พึ่งจะเสียชีวิตไปได้เมื่อไม่นานเอาไปแช่แข็งด้วยไดรโตเจนเหลวแล้วก็รักษาให้คงอยู่สภาพแบบนั้นไว้เพื่อรอวิทยาการของมนุษย์ข้างน่าที่จะมาละลายร่างกายอวัยวะต่างๆแล้วก็ฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

พบวัตถุปริศนาที่มีนามว่าJ002E3

ภารกิจวันที่348บนดาวอังคาร

ในวันที่17มีนาคมปี2017ยานสำรวจดาวอังคารออพพอร์ทูนิตีที่ได้ทำการอัพโหลดภาพจากพื้นที่ราบเมอริดีอานี ของดาวอังคารภาพนี้ปรากฎถึงวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนกับเหล็กที่ส่องแสง โดยมีคนที่เชื่อในเรื่องยูเอฟโอบนโลกออนไลน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “วัตถุปริศนาที่อยู่ในภาพนั้นเหมือนกับมีแสงส่องออกมาจาก ซึ่งมันก็ได้ทำให้ดูเหมือนกับว่ามันได้เป็นยานอวกาศจริงๆ

โดยขนาดของวัตถุนั้นก็ได้คาดการณ์ว่ามันน่าจะมีขนาดเล็ก เมื่อได้นำเอามาเทียบจากมาตราส่วนของภาพซึ่งรูปภาพดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกบัยทึกเอาไว้ได้จากการปฏิบัติภารกิจในวันที่348บนดาวอังคาร ซึ่งมันก็ได้ตรงกับเดือนมกราคม ปี2005บนโลก โดยที่ยังไม่ได้มีคำอธิบายว่าเหตตุใดภาพจึงเพิ่งปรากฎออกมาซึ่งมันก็ได้มีแค่เพียงที่นักวิทยาศาสตร์ของภารกิจก็ได้ออกมายืนยันว่าสิ่งนั้น “เป็นสิ่งประดิษฐ์บางอย่าง”แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะรู้สาเหตุที่มาของพวกมันได้

J002E3

ในวันที่3เดือนกันยายน ในปี2002 ซึ่งนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นนามว่า บิลล์ ยัง เขาก็ได้พบเห็นวัตถุประหลาดซึ่งมันได้อยู่ในวงโคจรของโลกโดยพวกเขาก็ได้ตั้งชื่อให้กับมันว่าJ002E3และไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นมันก็ได้ถูกพบอีกครั้ง ซึ่งก็คือภาพนี้ที่ถูกถ่ายไว้ได้ที่หอดูดาวสเกียปาเรลลี่ของอิตาลีประมาณกาไว้ว่าความยาวของมันมีขนาดประมาณ18เมตร

โดยแท่งปริศนานั้นจะหมุนรอบตัวหนึ่งครั้งต่อนาทีจึงทำให้เกิดแสงสว่างที่แตกต่างกันเจ้าหน้าที่จากโครงการสำรวจวัตถุใกล้โลกของนาซากล่าวว่า จากการสแกนหาวัตถุที่เข้ามาใกล้โลกวัตถุปริศนานั้นไม่ได้ปรากฏในลักษณะของดาวเคราะห์น้อยและได้ชี้ว่า”มันอาจจะเข้ามาสู่วงโคจรของโลก เมื่อไม่นานมานี้อีกทั้งยังมีเรื่องที่หน้าแปลกเพราะว่ามันมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับยานอวกาศใดๆที่เพิ่งได้มีการปล่อยออกไปมีการคาดเดาว่าจะเป็นยานของเอเลียน

แต่ด้วยการโคจรของมันที่ดูไม่สเถียรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั่นหมายถึงมันน่าจะเจอวัตถุบางอย่างที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองในช่วงแรกทางด้านนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อว่าวัตถุJ002E3ได้เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กแต่จากการวิเคราะห์สเปกตรัมของแสงอาทิตย์ที่ได้สะท้อนกับวัตถุนี้

ก็ได้พบว่าสีที่ได้ปรากฎตรงกับสีของของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ทางด้านนาซาเคยใช้ในโครงการอพอลโล เมื่อหลายทศวรรษที่แล้วจากการติดตามวงโคจรของมันแบบย้อนหลังนักวิทยาศาสตร์ก็ได้คำนวณออกมาได้ว่ามันได้ออกจากวงโคจรของโลกไป เมื่อในปี1971และมันได้ไปโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ประมาณ30รอบก่อนที่มันจะโคจรกลับมายังโลกนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่ได้ถูกใช้ในโครงการอพอลโล12นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

สตอรี มัสเกรฟ ได้เป็นคนเดียวที่โดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา

ลีแลนด์ เมลวิน

ลีแลนด์ เมลวิน นักบินอวกาศปลดเกษียณได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศมาแล้วกว่า565ชั่วโมง ซึ่งมันก็ได้มีอยู่สองภารกิจที่เขาได้เคยปฏิบัติหน้าที่โดยเขาได้ถูกส่งขึ้นไปด้วยกระสวยอวกาศแอตแลนทิส และหนึ่งในภารกิจที่ เมวิน ได้รับหน้าที่นั้นเขาก็ได้เล่าว่าเขาได้พบบางอย่างสิ่งผิดปกติที่ได้ผ่านทางหน้าต่างของกระสวยอวกาศ “ซึ่งสิ่งนั้นมันได้มีลักษณะที่โปร่งแสง โค้งมนและมันได้ดูคล้ายเหมือนกับสิ่งที่มันได้มีชีวิต”

  ที่มันได้ล่องลอยมาจากบริเวณที่เก็บสัมภาระของยาน ออกไปสู่อวกาศเขาก็ได้รายงานกับสิ่งที่เขาได้พบกลับไปทางนาซาแต่ทางศูนย์เขากลับบอกว่า “มันได้เป็นเพียงแค่ก้อนน้ำแข็งธรรมดาเท่านั้น” ซึ่งได้คาดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นอยู่บริเวณรอบๆของกระสวยอวกาศ เมื่อมันได้แตกตัวออกจึงทำให้มันมีลักษณะเป็นทรงโค้งมน โดยสื่อออนไลน์เขาก็ได้ถาม เมวิน ว่า “มันจะเป็นไปได้ไหมว่านาซาอาจจะปกปิดอะไรบางอย่าง” ซึ่งเขาได้ตอบว่า “คงไม่หรอก แต่ก็ไม่แน่ใจใครจะไปรู้” 

สตอรี มัสเกรฟ

นักบินที่ได้ปลดเกษียณของนาซา มีนามว่าสตอรี มัสเกรฟได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศนานกว่า1,200ชั่วโมงและยังได้เป็นนักบินอวกาศเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เคยโดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา โดยตั้งแต่ที่เขานั้นได้ปลดเกษียณเขาก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงประสบการณ์ที่ได้อยู่บนอวกาศของเขาและยังได้กล่าวในบางสิ่งที่เขาได้พบเจอ

ซึ่งเขาก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ จากการที่ได้สัมภาษณ์ที่ได้ผ่านทางทีวีมัสเกรฟเขาก็ได้เผยภาพฟุตเทจของภารกิจ เอสทีเอส-80ที่เกิดขึ้นในปี1996 ซึ่งเขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม มัสเกรฟเขาได้เห็นวัตถุบางอย่างปรากฎอยู้เหนือเส้นขอบฟ้าของโลกโดยเขาก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรและเมื่อได้มีการตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่สิ่งนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลก

ที่อยู่ในกาแล็กซี่ของเรามัสเกรฟกล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก มีอารยธรรมที่พัฒนาไปไกลมากและมีอยู่มานานกว่าร้อยล้านปีแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงความก้าวหน้าหรือสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ได้” อีกทั้งเขายังบอกอีกว่า ถ้ามีสิ่งมีชีวิตนั้นเข้ามาในโลกโดยมีข้อเสนอที่จะพามนุษย์โลกไปกับพวกเขาเขาจะยอมไปด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขเลย

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

การขโมยแล็บใต้ทะเล

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำการวิจัยใต้ทะเลที่มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถยนต์ซึ่งโดยมันจะมีน้ำหนักโดยรวมประมาณ740กิโลกรัมซึ่งมันก็ได้ถูกขโมยไปจากใต้ทะเลบอลติกและอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ก็ได้รับการดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมหาสมุทร จีโอมาร์ เฮล์มโฮล์ทซ์ ซึ่งมันได้ถูกใช้เพื่อการเก็บรักษาข้อมูลต่างๆและวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมของสิ่งต่างๆในทะเลมาตั้งแต่ปี1957

และเมื่อได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในวันที่21สิงหาคม ปี2019 เมื่อได้มีนักวิจัยที่ไม่ได้รับข้อมูลจากแล็บที่อยู่ใต้น้ำในช่วงตอนแรกนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คิดว่าระบบในการที่จะส่งข้อมูลนั้นมันอาจจะมีปัญหาจึงได้มีการส่งเหล่านักดำน้ำให้ลงไปทำการตรวจสอบจากนั้น เมื่อพวกเขาได้เข้าไปถึง

ในอุปกรณ์ดังกล่าวพวกเขากับพบว่าอุปกรณ์ทั้งหมดนี้มันกลับหายไป โดยได้เหลือเอาไว้อยู่สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งเอาไว้ก็คือสายไฟที่มันได้ขาดเท่านั้น จากนั้นนักชีววิทยาทางทะเล เฮอร์แมนน์ แบนจ์  จากศูนย์วิจัยจีโอมาร์ ก็ได้กล่าวว่า “เมื่อนักดำน้ำได้มาถึงที่ก้นทะเลพวกเขาก็ได้พบเพียงแต่สายเคเบิลที่มันได้มีการฉีกขาดเพียงเท่านั้น

ซึ่งมันได้ถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์”  จากนั้นทางด้านตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนค้นหากันอย่างต่อ เนื่องและทางด้านศูนย์วิจัย จีโอมาร์ ก็ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือจากทางสาธารณะเพื่อที่จะทำให้ในการรายงานข้อมูลหากมีการพบเจออะไรก็ตามที่มันได้มีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ อุปกรณ์ของนักวิจัยต่างๆที่อยู่ใต้ท้องทะเลดังกล่าวที่มันได้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเมืองคีลประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มันได้ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยรายงานก็ยังได้ระบุเอาไว้ว่า ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ

ที่เกี่ยวกับทางธรรมชาติใดๆรวมถึงกระแสพายุหรือสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในอีกด้วยและทะเลที่จะสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์นี้ได้ โดยมันจะต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อประกอบไปด้วยโครงสร้างของทั้งสองส่วน ซึ่งแต่ละส่วนนั้นมันมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมมีเซ็นเซอร์ เพื่อวัดอุณหภูมิความเค็มออกซิเจนความเข้มข้นและของมีเธนและระบบจ่ายไฟ

เมื่ออุปกรณ์นี้จะมีมูลค่าถึง300,000ยูโรก็ตามแต่นักวิจัยได้กล่าวว่า ถ้าข้อมูลภายในหายไปมันก็ “ไม่มีค่า” อะไรในขณะเดียวกันมันก็มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับผู้ที่ขโมยอุปกรณ์ โดยคาดว่าแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ คือการค้าโลหะโดยการกู้โลหะจากใต้ท้องทะเลได้กลายเป็นวิถีชีวิตเหล่าโจรที่จะออกมาหาทำการปล้นเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือเรือของทหารที่จะอยู่ ในช่วงก่อนยุคที่ใช้พลังงานของนิวเคลียร์ต่างๆในยุคนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

สรุปสงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่1ก็ถือว่าเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของมนุษยชาติได้ เริ่มขึ้น เมื่อวันที่28กรกฏาคมปี1914แล้วก็ได้ไปจบในวันที่11พฤศจิกายน ปี1918 ต้องบอกเลยว่าเป็นการรบที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานถึง4ปีเลยทีเดียว ซึ่งในการรบในครั้งนี้มันก็ได้เป็นการรบกันระหว่างสองฝ่ายด้วยกัน ฝ่ายแรกนั้นก็คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบไปด้วยชาติต่างๆอีกมากมาย

แต่ว่าแกนนำนั้นได้แก่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และ จักรวรรดิรัฐเซีย ส่วยอีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งฝ่ายนี้จะประกอบไปด้วย เยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน และ บัลแกเรีย นั้นเอง ทีนี้จะถามว่าทั้งสองฝ่ายนี้ได้มาทะเลาะกันได้อย่างไงทำไมอยู่ดีๆถึงได้เข้ามารบกันและทำไมมันได้เกิดมาถึงเป็นเรื่องของสงครามโลก

ก็ต้องบอกเลยว่าเรื่องใหญ่ในระดับสงครามโลกมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าเหตุผลใดเหตุผลเดียวหรอกจะทะเลาะกันขนาดนี้มันจะต้องมีการสะสมความแค้นกันแบบเยอะแยะมากมายสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามโลกนั้นมันก็ได้มีอยู่เยอะแยะมากมายตั้งแต่ข้อแรกการสะสมอาวุธ และ ในการสะสมอาวุธมันก็ได้ทำให้หลายๆประเทศไม่ไว้ใจกันและกัน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามก็อาจจะคิดว่าสะสมอาวุธเอาไว้แบบนั้นเขาจะเข้ามารบกับฝ่ายเราหรือเปล่าและถ้าแก่สะสมเราก็จะสะสมบ้างดีกว่าและนี่ก็เป็นสาเหตุแรก ส่วนสาเหตุที่สองก็คือจักรวรรดินิยมนั้นเอง คือมันเป็นช่วงที่มีการล่าอานานิคมต่างๆ

มันทำให้เกิดอะไรขึ้นหนึ่งมันทำให้ทะเลาะกันอย่างแน่นอนเพราะว่าทุกคนก็อยากจะยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดมันก็จะมีตั้งแต่ฉันอยากยึดแก่เราก็เลยทะเลาะกันหรือว่าฉันอยากยึดประเทศนั้นแก่ก็อยากจะยึดประเทศนั้นแย่กันและได้ทะเลาะกันและยังได้รวมไปถึงResorce หรือ ทรัพยากร ต่างด้วย พอประเทศนั้นประเทศนี้ยึดอานานิคมไปก็จะต้องมีการเอาทรัพยากรจากประเทศนั้นไปใช้และทำให้ตัวเองร่ำรวยมากขึ้นพอร่ำรวยเสร็จก็จะไปซื้อาวุธอะไรประมาณนี้เป็นต้น และ จักรวรรดินิยม ก็ได้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามโลกนอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกก็คือสงคราม

ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งใหญ่ครั้งนี้มันก็ได้เกิดสงครามย่อยๆอีกหลายสงครามก่อนหน้านั้น ซึ่งสงครามเหล่านี้มันก็ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือแบบเคยรบกันตรงนี้มาก่อนคนนี้แพ้คนนี้โดนยึดดินแดนเคยรบกันตรงนั้นคนนี้ก็โดนยึดดินแดนพอมันได้มีการแพ้มีการยึดดินแดนกันมันก็เลยทำให้เกิดมีความแค้นขึ้นมา อย่างฝรั่งเศส กับ เยอรมัน เคยรบกัน เยอรมันเองก็เคยไปยึดพื้นที่ของฝรั่งเศสมาแล้วก็บังคับให้เซ็นสนธิสัญญาสงบศึกต่างๆฝรั่งเศสก็แค้นก็แบบหากมีโอกาสฉันจะแก่แค้นแก่เป็นต้น

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน โปรดี

ประวัติการสร้างเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร

หากพุดถึงเรื่องของการสร้างศาลหลักเมืองนั้น ในทุกจังหวัดจะต้องมีศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ซึ่งที่กรุงเทพมหานครเองก็มีการสร้างศาลหลักเมืองด้วยเหมือนกัน  สำหรับศาลหลักเมืองของจังหวัดกรุงเทพฯนั้นจะอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังซึ่งจะอยู่ตรงถนนหลักเมืองเขตพระนครโดยมีการตั้งศาลเอาไว้ตรงบริเวณหัวมุมของสวนหลวงเส้นทางตรงนี้จะเป็นเส้นทางที่มีรถเมล์วิ่งผ่านสายสายด้วยกันแล้วจะหาใครต้องการที่จะไปเคารพกราบไหว้ขอพรศาลหลักเมืองแล้วก็จะต้องเดินทางไปในช่วงเวลาแค่เพียงตอน 05:30 นถึง 07:30 นเท่านั้น

ประวัติความเป็นมาของการสร้างศาลหลักเมืองนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์การบันทึกเอาไว้ว่ามีการสร้างศาลหลักเมืองในการเอาเสาลงหลุมนั้นจะต้องมีการกำหนดฤกษ์งามยามดีโดยวันที่ทำพิธีนั้นถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องเป็นวันที่ 21 เดือนเมษายนปีพศ. 2325 ซึ่งวิธีการทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีแต่ขณะที่กำลังจะนำเสาลงไปไว้ในหลุมนั้นปรากฏว่าได้มองเห็นว่าในหลุม

ดังกล่าวมีลูกงูอยู่ 4 ตัวซึ่งไม่รู้ว่าลูกงูทั้ง 4 ตัวนั้นมาอยู่ในกลุ่มด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่แต่อย่างไรก็ตามทางพรหมณ์ไม่สามารถที่จะหยุดพิธีได้เนื่องจากมีการระบุเลิกยางเอาไว้แล้วจึงได้มีการนำเสาลงหลุมซึ่งหลังจากทำพิธีเสร็จสิ้นกันเรียบร้อยแล้วต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าวว่าจะเป็นการลางบอกเหตุไม่ดีอาจจะทำให้เกิดอาเพศต่อบ้านเมือง

โดยมีคนทำนายเอาไว้ว่าอาจจะทำให้เกิดการสิ้นสุดราชวงศ์จักรีในอีก 150 ปีข้างหน้านับตั้งแต่มีการสร้างศาลหลักเมืองอย่างไรก็ตามได้มีการแก้เพชรด้วยการสร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาอีก 1 อันโดยเอาไว้ตั้งคู่กันซึ่งการแก้ไขศาลหลักเมืองนั้นเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โดยหวังว่าการสร้างศาลหลักเมืองเพิ่มอีกอันคู่กันนั้นเป็นการแก้เคล็ดแก้อาถรรพ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับราชวงศ์  และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาศาลหลักเมืองของกรุงเทพฯจะมี 2 ต้น

วางอยู่คู่กันซึ่งหากใครไปไหว้ศาลหลักเมืองก็จะสามารถเห็นได้โดยด้านนอกนั้นจะมีการจำลองศาลหลักเมืองไว้ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านประชาชนไปกราบไหว้รวมถึงปิดทองส่วนศาลหลักเมืองจริงนั้นจะถูกสร้างศาลาคลุมเอาไว้ซึ่งจะเข้าไปกราบไหว้เท่านั้นไม่สามารถที่จะจุดธูปเทียนรวมถึงไม่สามารถปิดทองได้อย่างไร

ก็ตามปัจจุบันนี้เมื่อถึงเทศกาลต่างๆผู้คนก็มักจะเดินทางกันไปไหว้ศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตนเองและครอบครัวซึ่งศาลหลักเมืองจึงกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครที่มักจะมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำทุกวันบริเวณรอบๆศาลหลักเมืองนั้นก็จะมีจุดที่ชาวบ้านนั้นนำนกมาขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อปล่อยเพื่อความเป็นสิริมงคลและบริเวณใกล้เคียงนั้นยังมีวัดวาอารามที่มีชื่อเสียงและมีความสวยงามให้นักท่องเที่ยวนั้นได้เดินข้ามไปกราบไหว้ได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน บาคาร่า

ผีมีอยู่จริงหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องผีถ้าจะให้เราพูดความคิดเห็นมันก็น่าจะแตกเป็นสองฝ่าย ระหว่างความเชื่อที่บอกว่าผีมีจริง กับ อีกหนึ่งอันก็คือหักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าผีไม่มีจริงแต่มันอาจจะเป็นอย่างอื่นแทนมันอาจจะเป็นปัดจัยหลายๆอย่างแทนไม่ว่าจะเป็นลมฟ้าอากาศหรือนกหรือความบังเอิญหรืออะไรแบบนี้ก็เราขอแยกเป็นสองกรณีด้านของ ความเชื่อกับวิทยาศาสตร์ ก่อนแล้วกัน

ถ้าเอาตามหลักของความเชื่อแล้วเราเชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้กันมาอยู่แล้วว่าความหมายของผีนั้นมันคืออะไร ผีนั้นมันก็คือวิญญาณของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ที่ร่างกายหรือกายหยาบได้ตายไปแล้ววิญญาณที่อยู่ในร่างก็ไม่มีกายหยาบก็ล่องลอยอยู่ในอากาศแล้วก็อยู่กับพวกเรา

แต่พวกเราไม่สามารถที่จะสัมผัสได้เราก็เลยตีความสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นวิญญาณ ซึ่งวิญญาณบางทีก็อาจจะกฎให้เราเห็นบ้างหรือบางทีก็ไม่เห็นเลยในกรณีที่เราจะเห็นวิญญาณได้นั้นมันก็จะมีอยู่หลายรูปแบบอย่างในไทยเราก็อาจจะเห็นเป็นเงาบ้างหรืออาจจะเห็นตัวเต็มๆเลยอาจจะใช้วิธีมองลอดใต้หว่างขาหรือเอาดิน7ป่าช้าเอามาทาที่เปลือกตาแล้วก็จะเห็นอันนี้มันก็เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลและก็ส่วนใหญ่

จะเป็นความเชื่อในแทบเอเชียในประเทศไทยอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าต่างประเทศเขาจะมองเรื่องผีหรือวิญญาณในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือ white Ghost หรือว่า ผีที่มีรูปแบบลักษณะสีขาวหรือร่างกายโปร่งใสแต่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ร้อย%เลย ซึ่งความเชื่อในแตกละประเทศที่เกี่ยวกับเรื่องผีมันก็จะแตกต่างกันออกไปบ้างที่ก็คลั่งเรื่องผีจนยกย่องให้ผีเป็นเทพบางทีก็บอกว่าผีเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่จะโพล่ออกมาหลอกหลอนมาทำให้เรากลัวมาทำให้เราหลอนบ้างอย่างในไทยเราก็จะเห็นกันค่อนข้างเยอะ

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นของมนดำหรืออาคมแล้วก็อื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผี ซึ่งตรงนี้มันคือมุมมองในด้านของความเชื่อที่ใครหลายๆคนต่างก็ได้พบเจอกันอยู่เป็นจำนวนมากไม่และอย่างคนที่ชอบเล่นของและเอาไม่อยู่มันก็จะหันกลับเข้ามาทำร้ายตัวของเราเองและมันก็จะมาปรากฎตัวให้เรานั้นได้เห็นเป็นครั้งคราวก่อนที่มันจะฆ่าเราให้ตายและในประเทศไทยนั้นมันก็ได้มีเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องของผีต่างๆที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน