ยุคอียิปต์โบราณ

หลังจากงานเลี้ยงเป่าเค้กวันเกิดเด็กชายก็มีอาการแปลกๆที่ทำให้เค้านั้นนอนไม่หลับเค้ามีความตื่นเต้นและกลัวอยู่ตลอดเวลาและเขานั้นจะเห็นอะไรวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวสยองขวัญที่งานวันเกิดของใครหลายๆคนไม่ควรทำกันเชื่อว่าทุกวันนี้การเป่าเค้กวันเกิดก็จะเป็นเรื่องที่ทำกันแทบจะทุกบ้านกันเลยไม่ว่าเพื่อนๆจะอยู่กรุงเทพต่างจังหวัดหรือว่าต่างประเทศอะไรก็ตามแต่เรื่องธรรมดาที่ทำกันเป็นปกตินี้มันได้มีอีกหลายๆอย่างที่เค้าไม่เคยบอกกันในห้องเรียนเหมือนกัน

นอกจากนี้คุณรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนแรกที่รู้งานวัดฉลองวันเกิดไม่เคยคิดกันเลยใช่ไหมวันเกิดที่เก่าแก่มากที่สุดสามารถย้อนกลับไปถึงยุคอียิปต์โบราณได้เลยก็จะประมาณ3พันปีก่อนคริสตกาล

ซึ่งครนที่ได้ทำการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้อธิบายกันว่าได้เป็นวันเกิดของฟาโรห์โดยชาวอียิปต์โบราณได้เชื่อว่าในวันที่คนธรรมดาได้กลายมาเป็นฟาโรห์นั้นก็จะเท่ากับวันที่เค้านั้นได้เกิดใหม่กลายมาเป็นเทพดังนั้นวันเกิดของชาวอียิปต์จึงได้หมายถึงของเทพองค์ใหม่นั้นเองยังไม่ใช่อะไรอย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน

ส่วนวันที่เราได้มีการตรงตามปฏิทินหนึ่งรอบแล้วมาฉลองกันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มกันมาก่อนแต่คลาดว่ามันน่าจะมีช่วงที่หลังจากที่เขาได้มีการผลิตปฏิทินขึ้นมาแล้วคือในสมัยก่อนน่าจะใช้การดูพระอาทิตย์พระจันทร์ใช่ไหมก็ยังไม่มีใครมานั่งจำเราว่าวันไหนคนเกิดครบรอบหนึ่งปีอะไรแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกว่าทำไมในวัฒนธรรมของชาวจีนหรือว่าชาวเอเชียตะวันตกออกเขาถึงให้ทุกคนมเกิดในวันเดียวกันคือวันตรุษจีนไม่ต้องเสียเวลานับมัน

นอกจากนี้เรามาดูกันที่โลกของตะวันตกกันก่อนต่อมาชาวกรีกก็ได้ไปเอาวัฒนธรรมการเกิดของฟาโรห์นำเอามาเป็นวัฒนธรรมวันเกิดของชาวกรีกแทนแต่จะปรับเป็นวันเกิดของคนโดยจะมีรูปแบบค่อนข้างที่จะแปลกอยู่หน่อยๆคือพวกเขานั้นได้เชื่อกันว่าในวันเกิดวิญญาณร้ายจะออกมาจากอีกมิติหนึ่งเพื่อมาหาเจ้าของวันเกิด

ดังนั้นครอบครัวก็จะมารวมตัวกันเพื่อที่จะมาเหมือนกันการปกป้องเจ้าของวันเกิดในวันน้นและชาวเขาก็จะมอบขนมอบกลมๆก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับพนะจันทร์เลยว่ากันว่ามันเป็นตัวแทยของเทพแห่งจันทาหลังจากนั้นก็จะมีการปักเทียนลงไปบนขนมอบนั้นเพื่อให้มันส่องสว่างราวกับแสงจันทร์เลย

โดยเทียนที่ปักหนึ่งเล่มก็จะเท่ากับจำนวนปีเจ้าของวันเกิดที่ได้ผ่านปีนั้นมาแล้วแต่ว่ามันก็จะมีเทียนขึ้นมาอีกเล่มหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนสื่อถึงการใช้ชีวิตให้อยู่รอดอีกหนึ่งปี

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ขายหวยออนไลน์

มนุษย์ นีแอนเอดร์ทัล มีมาก่อนมนุษย์ปัจจุบัน

ซึ่งบนโลกของเรามันเคยมีสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดียวกันกับมนุษย์อาศัยอยู่มาก่อนด้วยจริงๆแล้วบนโลกของเราไม่ได้มีมนุษย์สายพันธุ์เราสายพันธุ์เดียวยังมีมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่แยกออกไปจากมนุษย์ในยุคปัจจุบันแบบพวกเราและพวกเขานั้นมีชื่อว่า นีแอนเอดร์ทัล ลักษรณะของพวกเขานั้นทั้งรูปร่างและส่วนสูงและสปีชีส์

โดยใบหน้านั้นจะมีกระดูกคิ้วที่ยื่นออกมาและมีจมูกที่กว้างและคางที่สั้นและนักวิทยาศาสตร์ก็ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มสปีชีส์ในอีกสปีชีส์หนึ่งเลยในมนุษย์ปัจจุบันหรือพวกเรานั้นจะมีต้นกำเนินมาจากสปีชีส์ของโคโมยองเขาก็จะมีสปีชีส์ในส่วนเฉพาะของเขา

แต่ในปัจจุบัน  นีแอนเอดร์ทัล  ก็ได้สูญพันธุ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนักวิทยาศาสตร์เขายังได้เชื่อกันว่าสาเหตุหลักของการสูญพันธุ์นั่นได้เกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดเมื่อประมาณ4หมื่นปีที่แล้วภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์แต่เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังมีมนุษย์ที่หลงเหลือที่รอดจากชีวิตจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้นมาได้

เนื่องจากว่าเหตุการณ์ระเบิดภูเขาไฟในครั้งนั้นมันเลยทำให้วัฏจักรในการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนแปลงลงไปสัตว์ต่างๆก็เสียชีวิตและสูญพันธุ์ได้เป็นจำนวนมากเขาจึงไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นเดียวกันและในปี ค.ศ.1856ทางตอนเหนือของเยอรมันในหุบเขาแห่งหนึ่งที่มีคนงานในเหมืองก็ได้ขุดไปพบกระดูกโบราณ

ซึ่งในตอนแรกชาวเหมืองเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นกระดูกของหมีหรือกระดูกของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ลักษณะโครงสร้างของกระดูกที่เขาพบเจอมันไม่มีลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์มากเท่าไหร่ลักษณะโครงสร้างจะมีลักษณะที่แปลกไปจากมนุษย์เรา

นอกจากนี้คนงานเหมืองก็ได้ส่งกระดูกไปยังห้องแลปทดลองเพื่อจะได้ทำการตรวจสอบว่ามันเป็นกระดูกของอะไรกันแน่ผลปรากฏว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่ของมนุษย์แล้วก็ไม่ใช่ของหมีมันคือโครงกระดูกของ  นีแอนเอดร์ทัล จริงๆมันคือมนุษย์ดึกดำบรรพ์

ดังนั้นจึงไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเดินทางมาไกลได้ถึงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนได้ถอดรหัสพันธุ์กรมมาอย่างสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยในปี2010มนุษย์  นีแอนเอดร์ทัล กับมนุษย์ปัจจุบันพวกเราเคยมีการจอกันมาก่อนในเมื่อ4หมื่นปีที่แล้วที่ทวีปแอฟริกาหลังจากนั้นก็ได้อพยพมาจากแอฟริกาทั้งสองเผ่าพันธุ์มนุษย์เราและนีแอนเอดร์ทัลได้มีการผสมสายพันธุ์เข้าด้วยกันนั่นก็คือการหลงรักกันทำให้เกิดเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งสายพันธุ์

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยดี

ประวัติศาสตร์พระเสวี๋ยนจั้งออกตามหาพระไตรปิฎก

ซึ่งในการออกเดินทางออกจากประเทศจีนต้องมีการขอใบอนุญาตด้วยซึ่งพระเสวี๋ยนจั้งก็มีการยื่นเอกสารในการขออนุญาตในการเดินทางออกนอกประเทศแต่ว่าระบบราชการในสมัยนั้นมีการล่าช้าและไม่ทันกินจนกระทั่ง พระเสวี๋ยนจั้งได้ทำการตัดสินใจที่จะเดินทางออกไปยังทวีปอินเดียด้วยตัวเอง

โดยในการเดินทางนั้นก็ต้องบอกว่ามีความลำบากอย่างยิ่งเลยทีเดียวที่ลำบากก็เพราะว่าสภาพภูมิประเทศที่จะทำการเดินทางจากประเทศจีนไปยังประเทศอินเดียจะต้องผ่านความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นภูเขาไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเรียกไดว่ามีอาการหนาวร้อนจับใจกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในการเดินทางออกจากประเทศจีนไปยังทวีปอินเดียหรือเป้าหมายที่แท้จริงเลยก็คือมหาวิทยาลัย นาลันทา พระเสวี๋ยนจั้ง จะต้องออกเดินทางด้วยระยะทางที่ยาวไกลมากเลยทีเดียวระยะทางก็ประมาณ8,000กิโลเมตรเลยทีเดียวในระหว่างการเดินทางความยากลำบากไม่ใช่เฉพาะภูมิประเทศและก็สภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายและทารุณอย่างยิ่งเลย

หากแต่ว่าในสิ่งที่มีความโหดร้ายอีกประการหนึ่งก็คือมนุษย์ในระหว่างทางก็จะมีพวกโจรที่จะคอยดักปล้นนักเดินทางจากประเทศจีนไปยังทวีปอินเดียอย่างมากมายมหาศาลให้หลายต่อหลายคนเรียกได้ว่าเอาชีวิตไปทิ้งเอาไว้มีความอัตรายและมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากในการที่จะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ

เนื่องจากนี้ พระเสวี๋ยนจั้ง ไม่มีความกังวลในเรื่องนั้นท่านมีจิตใจที่มุ่งมั่นและมีความตั้งใจเป็นอย่างมาที่จะไปเรียนรู้และอยากจะรู้ความจริงแห่งโลกท่านก็ได้ทำการออกเดินทางไปก็ต้องบอกเลยว่าผ่านทะเลทรายกว่า4วัน5คืนโหดร้ายและไม่มีน้ำเลยสักหยดที่จะให้ท่านดื่ม

เมื่อเดินทางไปสักระยะหนึ่งแล้วผ่านความยากลำบากไปก็เริ่มประชาชนต่างๆที่จะเดินทางไปด้วยและประชาชนนั้นได้มีโอกาสได้เห็นพระเสวี๋ยนจั้งรู้สึกว่าศรัทธาก็ขอร่วมเดินทางไปกับพระเสวี๋ยนจั้งด้วย

ซึ่งในการเดินทางก็จะเดินผ่านทางแม่น้ำแม่น้ำคงคาทำให้จะต้องขึ้นไปบนเรือเมื่อพระเสวี๋ยนจั้งได้ขึ้นไปบนเรือนอกเหนือจากสภาพอากาศที่ได้มีความแปรปรวนแล้วพระเสวี๋ยนจั้งแล้วก็คณะเดินทางไปจาริกแสวงบุญก็ต้องพบเจอกับโจรสลัดในแม่น้ำคงคา

นอกจากนี้พวกโจรสลัดก็ได้จับพระเสวี๋ยนจั้งรวมถึงคนที่เดินทางไปพร้อมกับพระเสวี๋ยนจั้งด้วยแล้วปรากฏว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโจรสลัดไปนับถือลัทธิอะไรปรากฏว่าโจรสลัดเห็นพระเสวี๋ยนจั้งตรงสายของการบูชายัญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โจรสลัดนั้นเคารพนับถืออย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าเป็นความโชคดีโชคชะตาไม่ทราบได้ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ซึ่งได้เกิดปาฏิหาริย์ที่ทำให้พระเสวี๋ยนจั้งนั้นสามารถทีรอดพ้นจากเนื้อมือโจรสลัดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ถือได้ว่าเหลือเชื่อกันเลยที่เดียวและนี่ก็เป็นเรื่องราวที่วรรณกรรมของไซอิ๋ว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    letou ฟรีเครดิต

ลัทธิทังก้า

สำหรับศิลปะชนิดนี้จะสามารถนำเอาไปใช้ในลักษณะที่แตกต่างมากมายเลยโดยทั่วไปแล้วเขาจะนำยมแขวนไว้ตามสถานที่จัดพิธีกรรมทางกลุ่มศาสนาต่างๆเหมือนกับที่บ้านเราเวลาจะประกอบพิธีอะไรก็จะมีองค์พระพุทธรูปมาเป็นองค์พระประธานเพื่อที่จะให้ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาแล้วก็เสริมความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ก็ยังเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนการทำสมาธิรวมไปถึงการสวดมนต์ในการทำพิธีกรรมต่างๆแล้วมันก็เหมือนบ้านเราอีกศาสนามันก็ต้องมีการทะเลไปบ้างต่อมาก็มีคนนำเอาภาพทังก้านี้ออกมาเอาไปทำเป็นเครื่องรางของขังเสริมอะไรต่างๆกันภูตผีวิญญาณร้ายป้องกันไม่ใช้เอาวิชามาย่างกายแล้วก็จะมียังทังก้าจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาเลย

ซึ่งพวกนี้ก็จะเขียนเป็นข้อมูลของอาณาจักรต่างๆในยุคนั้นเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์เรียกได้ว่าเป็นวิกิพีเดียยุคโบราณของชาวธิเบตเลย

เนื่องจากนี้ในภูฏานรัฐบาลก็ยังให้กำหนดให้ใช้ผ้าทังก้าเป็นเครื่องพวกบรรณานาการแด่แขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายที่มาจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกันอีก

โดยเราจะเห็นได้ว่างานศิลปะชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในดินแดนแทบหลังคาโลกดินแดนที่ฉาบไปด้วยภาพลักษ์ของเขามาเป็นศาสนาที่แสวงหาที่สันติและในความสวยเหล่านี้มันไม่ได้ถูกนำเอาไปวาดบนผืนผ้าเท่านั้นแต่มันยังถูกนำเอาไปวาดบนผิวหนังของคนอีกด้วย

ซึ่งหากมันเป็นแค่รอยสักมันก็โอเคอยู่แต่เขาเขียนเสร็จเขาเอาหนังมันออกมาด้วยเลยทังก้าหนังมนุษย์ได้บ่งบอกเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของชาวทิเบตเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงสังคมเกษตรกรสังคมทาสที่จะต้องพบกับความโหดร้ายในสมัยก่อนพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ทาสของนายเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถจิกหัวไปทำอะไรก็ได้

โดยทาสเหล่านี้ก็จะถูกเลือกตัวนำเอามาวาดรูปและสักลายต่างๆลงไปแล้วเมื่อถึงเวลาเชือดเขาก็จะถูกถลกหนังออกมาอย่างทารุณ

เมื่อรู้เหล่านี้ช่วงแรกๆหลายคงจะคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นจริงได้ยังไงถ้ามันเป็นเรื่องของยุคกลางของยุโรปที่มีการถลกหนังนักบุญจับมาย่างเพื่อความเชื่อทางศาสนามันก็คือความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งแต่นี่มันคือดินแดนศาสนาพุทธที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นศาสนาที่สงบมันจะเป็นไปได้หรือว่าที่จะถลกหนังออกมาแต่ถ้าเป็นไปแล้วมันจะมีวิธียังไงกันต่อไปล่ะสงสัยกันใช่ไหมและทันทีที่เราได้คิดแบบนี้ต่อมเผือกของเรามันก็เลยทำงานจึงทำให้เราต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มอย่างเร่งด่วน

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000