ยุคอียิปต์โบราณ

หลังจากงานเลี้ยงเป่าเค้กวันเกิดเด็กชายก็มีอาการแปลกๆที่ทำให้เค้านั้นนอนไม่หลับเค้ามีความตื่นเต้นและกลัวอยู่ตลอดเวลาและเขานั้นจะเห็นอะไรวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวสยองขวัญที่งานวันเกิดของใครหลายๆคนไม่ควรทำกันเชื่อว่าทุกวันนี้การเป่าเค้กวันเกิดก็จะเป็นเรื่องที่ทำกันแทบจะทุกบ้านกันเลยไม่ว่าเพื่อนๆจะอยู่กรุงเทพต่างจังหวัดหรือว่าต่างประเทศอะไรก็ตามแต่เรื่องธรรมดาที่ทำกันเป็นปกตินี้มันได้มีอีกหลายๆอย่างที่เค้าไม่เคยบอกกันในห้องเรียนเหมือนกัน

นอกจากนี้คุณรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนแรกที่รู้งานวัดฉลองวันเกิดไม่เคยคิดกันเลยใช่ไหมวันเกิดที่เก่าแก่มากที่สุดสามารถย้อนกลับไปถึงยุคอียิปต์โบราณได้เลยก็จะประมาณ3พันปีก่อนคริสตกาล

ซึ่งครนที่ได้ทำการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้อธิบายกันว่าได้เป็นวันเกิดของฟาโรห์โดยชาวอียิปต์โบราณได้เชื่อว่าในวันที่คนธรรมดาได้กลายมาเป็นฟาโรห์นั้นก็จะเท่ากับวันที่เค้านั้นได้เกิดใหม่กลายมาเป็นเทพดังนั้นวันเกิดของชาวอียิปต์จึงได้หมายถึงของเทพองค์ใหม่นั้นเองยังไม่ใช่อะไรอย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน

ส่วนวันที่เราได้มีการตรงตามปฏิทินหนึ่งรอบแล้วมาฉลองกันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มกันมาก่อนแต่คลาดว่ามันน่าจะมีช่วงที่หลังจากที่เขาได้มีการผลิตปฏิทินขึ้นมาแล้วคือในสมัยก่อนน่าจะใช้การดูพระอาทิตย์พระจันทร์ใช่ไหมก็ยังไม่มีใครมานั่งจำเราว่าวันไหนคนเกิดครบรอบหนึ่งปีอะไรแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกว่าทำไมในวัฒนธรรมของชาวจีนหรือว่าชาวเอเชียตะวันตกออกเขาถึงให้ทุกคนมเกิดในวันเดียวกันคือวันตรุษจีนไม่ต้องเสียเวลานับมัน

นอกจากนี้เรามาดูกันที่โลกของตะวันตกกันก่อนต่อมาชาวกรีกก็ได้ไปเอาวัฒนธรรมการเกิดของฟาโรห์นำเอามาเป็นวัฒนธรรมวันเกิดของชาวกรีกแทนแต่จะปรับเป็นวันเกิดของคนโดยจะมีรูปแบบค่อนข้างที่จะแปลกอยู่หน่อยๆคือพวกเขานั้นได้เชื่อกันว่าในวันเกิดวิญญาณร้ายจะออกมาจากอีกมิติหนึ่งเพื่อมาหาเจ้าของวันเกิด

ดังนั้นครอบครัวก็จะมารวมตัวกันเพื่อที่จะมาเหมือนกันการปกป้องเจ้าของวันเกิดในวันน้นและชาวเขาก็จะมอบขนมอบกลมๆก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับพนะจันทร์เลยว่ากันว่ามันเป็นตัวแทยของเทพแห่งจันทาหลังจากนั้นก็จะมีการปักเทียนลงไปบนขนมอบนั้นเพื่อให้มันส่องสว่างราวกับแสงจันทร์เลย

โดยเทียนที่ปักหนึ่งเล่มก็จะเท่ากับจำนวนปีเจ้าของวันเกิดที่ได้ผ่านปีนั้นมาแล้วแต่ว่ามันก็จะมีเทียนขึ้นมาอีกเล่มหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนสื่อถึงการใช้ชีวิตให้อยู่รอดอีกหนึ่งปี

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ขายหวยออนไลน์

มนุษย์ นีแอนเอดร์ทัล มีมาก่อนมนุษย์ปัจจุบัน

ซึ่งบนโลกของเรามันเคยมีสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดียวกันกับมนุษย์อาศัยอยู่มาก่อนด้วยจริงๆแล้วบนโลกของเราไม่ได้มีมนุษย์สายพันธุ์เราสายพันธุ์เดียวยังมีมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่แยกออกไปจากมนุษย์ในยุคปัจจุบันแบบพวกเราและพวกเขานั้นมีชื่อว่า นีแอนเอดร์ทัล ลักษรณะของพวกเขานั้นทั้งรูปร่างและส่วนสูงและสปีชีส์

โดยใบหน้านั้นจะมีกระดูกคิ้วที่ยื่นออกมาและมีจมูกที่กว้างและคางที่สั้นและนักวิทยาศาสตร์ก็ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มสปีชีส์ในอีกสปีชีส์หนึ่งเลยในมนุษย์ปัจจุบันหรือพวกเรานั้นจะมีต้นกำเนินมาจากสปีชีส์ของโคโมยองเขาก็จะมีสปีชีส์ในส่วนเฉพาะของเขา

แต่ในปัจจุบัน  นีแอนเอดร์ทัล  ก็ได้สูญพันธุ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนักวิทยาศาสตร์เขายังได้เชื่อกันว่าสาเหตุหลักของการสูญพันธุ์นั่นได้เกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดเมื่อประมาณ4หมื่นปีที่แล้วภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์แต่เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังมีมนุษย์ที่หลงเหลือที่รอดจากชีวิตจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้นมาได้

เนื่องจากว่าเหตุการณ์ระเบิดภูเขาไฟในครั้งนั้นมันเลยทำให้วัฏจักรในการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนแปลงลงไปสัตว์ต่างๆก็เสียชีวิตและสูญพันธุ์ได้เป็นจำนวนมากเขาจึงไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นเดียวกันและในปี ค.ศ.1856ทางตอนเหนือของเยอรมันในหุบเขาแห่งหนึ่งที่มีคนงานในเหมืองก็ได้ขุดไปพบกระดูกโบราณ

ซึ่งในตอนแรกชาวเหมืองเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นกระดูกของหมีหรือกระดูกของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ลักษณะโครงสร้างของกระดูกที่เขาพบเจอมันไม่มีลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์มากเท่าไหร่ลักษณะโครงสร้างจะมีลักษณะที่แปลกไปจากมนุษย์เรา

นอกจากนี้คนงานเหมืองก็ได้ส่งกระดูกไปยังห้องแลปทดลองเพื่อจะได้ทำการตรวจสอบว่ามันเป็นกระดูกของอะไรกันแน่ผลปรากฏว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่ของมนุษย์แล้วก็ไม่ใช่ของหมีมันคือโครงกระดูกของ  นีแอนเอดร์ทัล จริงๆมันคือมนุษย์ดึกดำบรรพ์

ดังนั้นจึงไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเดินทางมาไกลได้ถึงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนได้ถอดรหัสพันธุ์กรมมาอย่างสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยในปี2010มนุษย์  นีแอนเอดร์ทัล กับมนุษย์ปัจจุบันพวกเราเคยมีการจอกันมาก่อนในเมื่อ4หมื่นปีที่แล้วที่ทวีปแอฟริกาหลังจากนั้นก็ได้อพยพมาจากแอฟริกาทั้งสองเผ่าพันธุ์มนุษย์เราและนีแอนเอดร์ทัลได้มีการผสมสายพันธุ์เข้าด้วยกันนั่นก็คือการหลงรักกันทำให้เกิดเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งสายพันธุ์

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยดี

ประวัติศาสตร์พระเสวี๋ยนจั้งออกตามหาพระไตรปิฎก

ซึ่งในการออกเดินทางออกจากประเทศจีนต้องมีการขอใบอนุญาตด้วยซึ่งพระเสวี๋ยนจั้งก็มีการยื่นเอกสารในการขออนุญาตในการเดินทางออกนอกประเทศแต่ว่าระบบราชการในสมัยนั้นมีการล่าช้าและไม่ทันกินจนกระทั่ง พระเสวี๋ยนจั้งได้ทำการตัดสินใจที่จะเดินทางออกไปยังทวีปอินเดียด้วยตัวเอง

โดยในการเดินทางนั้นก็ต้องบอกว่ามีความลำบากอย่างยิ่งเลยทีเดียวที่ลำบากก็เพราะว่าสภาพภูมิประเทศที่จะทำการเดินทางจากประเทศจีนไปยังประเทศอินเดียจะต้องผ่านความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นภูเขาไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเรียกไดว่ามีอาการหนาวร้อนจับใจกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในการเดินทางออกจากประเทศจีนไปยังทวีปอินเดียหรือเป้าหมายที่แท้จริงเลยก็คือมหาวิทยาลัย นาลันทา พระเสวี๋ยนจั้ง จะต้องออกเดินทางด้วยระยะทางที่ยาวไกลมากเลยทีเดียวระยะทางก็ประมาณ8,000กิโลเมตรเลยทีเดียวในระหว่างการเดินทางความยากลำบากไม่ใช่เฉพาะภูมิประเทศและก็สภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายและทารุณอย่างยิ่งเลย

หากแต่ว่าในสิ่งที่มีความโหดร้ายอีกประการหนึ่งก็คือมนุษย์ในระหว่างทางก็จะมีพวกโจรที่จะคอยดักปล้นนักเดินทางจากประเทศจีนไปยังทวีปอินเดียอย่างมากมายมหาศาลให้หลายต่อหลายคนเรียกได้ว่าเอาชีวิตไปทิ้งเอาไว้มีความอัตรายและมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากในการที่จะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ

เนื่องจากนี้ พระเสวี๋ยนจั้ง ไม่มีความกังวลในเรื่องนั้นท่านมีจิตใจที่มุ่งมั่นและมีความตั้งใจเป็นอย่างมาที่จะไปเรียนรู้และอยากจะรู้ความจริงแห่งโลกท่านก็ได้ทำการออกเดินทางไปก็ต้องบอกเลยว่าผ่านทะเลทรายกว่า4วัน5คืนโหดร้ายและไม่มีน้ำเลยสักหยดที่จะให้ท่านดื่ม

เมื่อเดินทางไปสักระยะหนึ่งแล้วผ่านความยากลำบากไปก็เริ่มประชาชนต่างๆที่จะเดินทางไปด้วยและประชาชนนั้นได้มีโอกาสได้เห็นพระเสวี๋ยนจั้งรู้สึกว่าศรัทธาก็ขอร่วมเดินทางไปกับพระเสวี๋ยนจั้งด้วย

ซึ่งในการเดินทางก็จะเดินผ่านทางแม่น้ำแม่น้ำคงคาทำให้จะต้องขึ้นไปบนเรือเมื่อพระเสวี๋ยนจั้งได้ขึ้นไปบนเรือนอกเหนือจากสภาพอากาศที่ได้มีความแปรปรวนแล้วพระเสวี๋ยนจั้งแล้วก็คณะเดินทางไปจาริกแสวงบุญก็ต้องพบเจอกับโจรสลัดในแม่น้ำคงคา

นอกจากนี้พวกโจรสลัดก็ได้จับพระเสวี๋ยนจั้งรวมถึงคนที่เดินทางไปพร้อมกับพระเสวี๋ยนจั้งด้วยแล้วปรากฏว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโจรสลัดไปนับถือลัทธิอะไรปรากฏว่าโจรสลัดเห็นพระเสวี๋ยนจั้งตรงสายของการบูชายัญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โจรสลัดนั้นเคารพนับถืออย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าเป็นความโชคดีโชคชะตาไม่ทราบได้ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ซึ่งได้เกิดปาฏิหาริย์ที่ทำให้พระเสวี๋ยนจั้งนั้นสามารถทีรอดพ้นจากเนื้อมือโจรสลัดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ถือได้ว่าเหลือเชื่อกันเลยที่เดียวและนี่ก็เป็นเรื่องราวที่วรรณกรรมของไซอิ๋ว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    letou ฟรีเครดิต

ลัทธิทังก้า

สำหรับศิลปะชนิดนี้จะสามารถนำเอาไปใช้ในลักษณะที่แตกต่างมากมายเลยโดยทั่วไปแล้วเขาจะนำยมแขวนไว้ตามสถานที่จัดพิธีกรรมทางกลุ่มศาสนาต่างๆเหมือนกับที่บ้านเราเวลาจะประกอบพิธีอะไรก็จะมีองค์พระพุทธรูปมาเป็นองค์พระประธานเพื่อที่จะให้ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาแล้วก็เสริมความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ก็ยังเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนการทำสมาธิรวมไปถึงการสวดมนต์ในการทำพิธีกรรมต่างๆแล้วมันก็เหมือนบ้านเราอีกศาสนามันก็ต้องมีการทะเลไปบ้างต่อมาก็มีคนนำเอาภาพทังก้านี้ออกมาเอาไปทำเป็นเครื่องรางของขังเสริมอะไรต่างๆกันภูตผีวิญญาณร้ายป้องกันไม่ใช้เอาวิชามาย่างกายแล้วก็จะมียังทังก้าจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาเลย

ซึ่งพวกนี้ก็จะเขียนเป็นข้อมูลของอาณาจักรต่างๆในยุคนั้นเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์เรียกได้ว่าเป็นวิกิพีเดียยุคโบราณของชาวธิเบตเลย

เนื่องจากนี้ในภูฏานรัฐบาลก็ยังให้กำหนดให้ใช้ผ้าทังก้าเป็นเครื่องพวกบรรณานาการแด่แขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายที่มาจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกันอีก

โดยเราจะเห็นได้ว่างานศิลปะชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในดินแดนแทบหลังคาโลกดินแดนที่ฉาบไปด้วยภาพลักษ์ของเขามาเป็นศาสนาที่แสวงหาที่สันติและในความสวยเหล่านี้มันไม่ได้ถูกนำเอาไปวาดบนผืนผ้าเท่านั้นแต่มันยังถูกนำเอาไปวาดบนผิวหนังของคนอีกด้วย

ซึ่งหากมันเป็นแค่รอยสักมันก็โอเคอยู่แต่เขาเขียนเสร็จเขาเอาหนังมันออกมาด้วยเลยทังก้าหนังมนุษย์ได้บ่งบอกเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของชาวทิเบตเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงสังคมเกษตรกรสังคมทาสที่จะต้องพบกับความโหดร้ายในสมัยก่อนพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ทาสของนายเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถจิกหัวไปทำอะไรก็ได้

โดยทาสเหล่านี้ก็จะถูกเลือกตัวนำเอามาวาดรูปและสักลายต่างๆลงไปแล้วเมื่อถึงเวลาเชือดเขาก็จะถูกถลกหนังออกมาอย่างทารุณ

เมื่อรู้เหล่านี้ช่วงแรกๆหลายคงจะคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นจริงได้ยังไงถ้ามันเป็นเรื่องของยุคกลางของยุโรปที่มีการถลกหนังนักบุญจับมาย่างเพื่อความเชื่อทางศาสนามันก็คือความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งแต่นี่มันคือดินแดนศาสนาพุทธที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นศาสนาที่สงบมันจะเป็นไปได้หรือว่าที่จะถลกหนังออกมาแต่ถ้าเป็นไปแล้วมันจะมีวิธียังไงกันต่อไปล่ะสงสัยกันใช่ไหมและทันทีที่เราได้คิดแบบนี้ต่อมเผือกของเรามันก็เลยทำงานจึงทำให้เราต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มอย่างเร่งด่วน

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ประวัติคลีโอพัตตรา

สำหรับเรื่องเล่าส่วนใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับคลีโอพัตตราก็จะกล่าวว่านางชอบใช้เสน่ห์ในเหยื่อต่างๆของนางเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ด้านการเมืองแต่ก็กล่าวได้ว่าการที่นางสามารถบริหารเสน่ห์ได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าลึกๆแล้วนางก็เป็นผู้หญิงที่มีไฟกำนัดที่แสวงหาเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยอยู่แล้วก็เลยเป็นสกิลง่ายๆที่เธอสามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งนอกจากซีซ่ากับมาร์แอนโทนี่แล้วเธอก็ยังได้ใช้เสน่ห์เหล่านี้กับชายอียิปต์ไปทั่วอีกด้วยมีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งในเมืองอเล็กซานเดรียได้จัดงานเลี้ยงขึ้นกินเวลายาวนานเป็นสัปดาห์เลยเพื่อถวายให้แก่เทพไดโอเนซัส

โดยเทพไดโอเนซัสได้เป็นเทพแห่งการฉลองเทพแห่งการเมาเหล้าองุ่นอะไรต่างแต่เอาที่จริงแล้ววเราว่าการจัดงานเพื่อฉลองให้องค์เทพมันคงเป็นข้องอ้างมากกว่าเพราะว่าในงานนี้ได้มีเหตุการ์หลักก็คือแม่นางคลีโอพัตตรากับมาร์แอนโทนี่ทั้งสองคนนี้ก็มีไฟรักจัก

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีประชาชีอย่างมากมายผู้ที่หิวได้เข้ามารวมตัวกันในงานเลี้ยงเหล่านี้ก็จะมีการแสดงต่างๆมากมายโดยจะมีทุกคนเข้ามาเต้นระบำในชุดวันเกิดกันแบบไม่อายใครเลยที่แห่งนี้ทุกคนก็จะสามารถเลือกกินทุกอย่างได้ตามใจชอบคือเจออะไรของดีก็จัดกินได้อย่างไม่เลือกหน้าได้เลย

โดยว่ากันว่าในช่วงเวลาหนึ่งค่ำคืนเท่านั้นคลีโอพัตตราก็ได้กินอาหารได้100อีเอเลย จนเธอนั้นได้รับฉายาจากชาวกรีกว่าเป็นผู้หญิงที่เล่งระบำกับผู้ชายได้กว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียวแต่มันก็ไม่ใช่ชนชาติกรีกชนชาติเดียวเท่านั้นและชาวโรมันก็ได้ให้นามแบบนี้เช่นกัน

เนื่องจากนี้ยังมีบทกวีที่มีคนชาวโรมันแต่งให้คลีโอพัตตราด้วยความที่ว่าชื่อเสียงของทางด้านการจับตุ๊กแกกินในที่กลางแจ้งของคลีโอพัตตรามันเป็นที่ลือกันแต่การแต่งงานในเครือญาติรวมไปถึงความตะกละในอำนาจการใช้มารยาในการหลอกล่อผัวทั้งหลายแล่

ซึ่งเรื่องพวกนี้เองมันก็เลยทำให้เธอนั้นได้รับเกียรติในการที่จะเข้าไปร่วมอยู่ในบทประพานของกวีชาวโรมันหรือว่าบทละครต่างๆของชาวโรมันมากมาย

โดยส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะถูกเปรียบเทียบให้เป็นคั้วตรงข้ามกันที่เป็นเมียน้อยของมาร์แอนโทนี่ดังเช่นเรื่องของกวียูเวนนอลในคืนยามนาตรีที่เงียบสงบแม่นางคลีโอพัตตราก็มักจะแต่งตัวเป็นนางแมวป่าหลังจากนั้นเธอก็ชอบจะเดินทางไปท่องเที่ยวกับผู้คน

 

สนับสนุนโดย  ทาง เข้า dewabet

คลีโอพัตตราและการเมือง

สำหรับเรื่องของคลีโอพัตตรานั้นที่เธอได้ทำไปก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของทางการเมืองเธอไม่ได้คิดที่อยากจะได้ผัวแก่เลยและด้วยความที่ว่าเธอนั้นต้องการให้อียิปต์เป็นพันธมิตรกันกับอาณาจักรโรมและอยู่ๆๆใช่ว่าจะเดินเข้าไปโดยง่ายๆเธอก็อาจจะโดนพวกทหารจับตัวไป

นอกจากนี้พระนางคลีโอพัตตราเธอนั้นได้มีวิธีที่ฉลาดไปกว่านั้นเรียกได้ว่าทั้งเข้าไปในวังได้แล้วก็จับใจของซีซาร์ได้เลย

โดยคลีโอพัตตราก็ได้สั่งให้ราชทูตนำตัวนางที่ห่ออยู่ในพรมนำเข้าไปให้ซีซาร์ถึงในห้องพักภายในตอนแรกเข้ามาก็เหมือนม้วนพรมธรรมดาแต่พอท่านราชทูตกลิ้งพรมเปิดดูเท่านั้นก็พบกับร่างกายหญิงอายุเพียงแค่ยี่สิบเอ็ดกลิ้งออกมาตามตำนานแล้วเขาว่ากันว่านางไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยและด้วยการเปิดตัวอย่างนี้คลีโอพัตตราก็ถึงกับทำให้จูเลียสซีซาร์ต้องตาต้องใจแล้วก็จับเขาได้อยู่หมัดเลยทีเดียวจูเลียสซีซาร์บ้าคลีโอพัตตราขนาดไหนก็ถึงขนาดได้สร้างรูปปั่นแทนเทพีเดิมขึ้นไปตั้งอยู่ในวิหารกรุงโรมเลยทีเดียว

ซึ่งมันก็เลยเป็นที่ไม่พอใจของชาวโรมเป็นอย่างมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้คลีโอพัตตราได้อยู่กินกับซีซาร์ต่อมาจนกระทั่งมีลูกชายหนึ่งคนแต่แล้วข่าวร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อซีซาร์นั้นโดยทรยศแล้วโดนแทงฆ่าตายอยู่ในสภาพระนางก็เลยจะต้องหนีเอาชีวิตรอดทีนี้หลังจากที่หนีเสร็จแล้วทำยังไงอียิปต์ไม่มีที่พึ่งแล้วนางก็กลับไปใช่สูตรสำเร็จสูตรเดิมจับผู้

เนื่องจากนี้ผู้คนที่สองนั้นก็คือมาร์แอนโทนี่ทหารหนุ่มร่างกายกำยำรอบนี้ด้วยความที่ว่าอาหารไม่ใช่เนื้อเหี่ยวๆแล้วแต่มันเป็นอะไรที่น่ากินอย่างมากพระนางคลีโอพัตตราเธอก็เลยจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม

เมื่อพระนางคลีโอพัตตราทราบว่ามาร์แอนโทนี่ได้ไปทำการรบอยู่ที่ตุรกีพระนางก็จึงเร่งรีบไปเพื่อจะใช้มารยาหญิงอย่างเต็มที่พระนางรู้ว่ามาร์แอนโทนี่นั้นชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเทพไดโอนิซัสที่เป็นเทพแห่งเหล้าองุ่นของชาวกรีกโรมันแล้วก็ยังเป็นเทพแห่งการฉลองและงานฉลองกเป็นสิ่งที่มาร์แอนโทนี่ชอบเป็นอย่างมาก

โดยคลีโอพัตตราเธอนั้นก็จับจุดได้โบราณเขาว่าหนามยอกเอาหนามบ่งดังนั้นเทพมาก็ต้องเอาเทพีสยบในวันก่อนออกรบคลีโอพัตตราได้แห่งเอากำลังพลเข้าไปที่ค่ายทหารของมาร์แอนโทนี่แล้วก็ได้เแต่งกายเป็นเทพีวีนัสเทพีแห่งความรักและความหลง

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ตำนานพระแก้วมรกต

ใครที่เคยได้ยินคำสาปของพระแก้งมรกตหรือไม่ใครจะไปคิดว่าพระคู่บ้านคูเมืองแบบนี้จะมีเรื่องราวแบบนี้แอบอยู่และมันก็น่าขนลุกแล้วตั้งแต่คำสาปให้น้ำท่วมกรุงหรือว่าเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอยู่

ซึ่งเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมถึงมีน้อยคนนักที่ได้รู้เรื่องนี้แล้วสรุปแล้วพระแก้วมรกตเป็นของลาวหรือของไทยกันแน่แต่ทำไมลาวถึงได้บอกว่าไทยไปเอาของเขามาแต่เราได้บอกว่ามันเป็นของเราอยู่แล้วเรื่องราวทั้งหมดเราจะเอามาเล่าให้ฟัง

สิ่งแรกเลยที่เราอยากจะขอทำความเข้าใจกับเพื่อนๆกันก่อนกับพระแก้วมรกตไม่ได้ทำมาจากมรกตคือจริงๆแล้วพระแก้วมรกตทั้งหมดได้ทำขึ้นมาจากหยกเป็นหยกอ่อนที่จะมีสีเขียวเข้มเหมือนกับสีเขียวมรกตเลยและทำไมถึงได้เรียกกันว่ามรกต

โดยเขาได้มีการสันนิษฐานว่ามันจะมีตำนานของพระแก้วในตำนานหนึ่งที่ได้กล่าวว่าองค์พระได้สร้างมาจากหินมรกตมันเป็นหินที่หายยากอะไรก็พูดกันไปอีกเหตุผลหนึ่งง่ายๆเลยก็อาจจะเป็นสีของพระแก้วเองนี่แหละที่ได้ทำมาจากหยกที่มีสีเข้มเหมือนมรกตคนก็เลยเรียกตามเสียงง่ายดีดังนั้นมันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าจะเรียกให้ถูกจะต้องเรียกว่าพระแก้วหยก 

นอกจากนี้เรามาฟังถือเรื่องกำเนินของพระแก้วกันเลยดีกว่าก่อนที่ท่านจะไปอุทัยท่านได้พบเจออะไรมาบ้างโดยพระแก้วมรกตนี่จัดได้ว่าเป็นพระที่ท่องโลกมาเยอะอยู่เหมือนกัน

ว่ากันว่าพระแก้วมรกตได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกที่อินเดียตั้งแต่43ปีก่อนคริสตกาลคือมีอายุเก่าแก่มากกว่าพระเยซูและในตำนานในการสร้างพระแก้วนั้นก็จะเป็นตำนานที่อลังการมากๆจะมีเรื่องราวของเทพที่ลงมาช่วยสร้างคือมันก็เป็นเรื่องปกติของพวกสิ่งของที่สวยงามในอดีตที่มักจะบอกว่างามขนาดนี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ก็เลยต้องเอาผีต่างๆนาๆเข้ามาและก็บอกว่าเทพมาสร้างบ้างมาทำสัญญากับซาตานบ้าง

ซึ่งมันก็เป็นหลักสูตรที่คลาสสิคที่จะเห็นได้ในหลายๆที่แต่เราจะไม่ขอพูดตรงนี้เยอะเกินไปแล้วกันเรามาดูในเนื้อเรื่องกันดีกว่า

กล่าวถึงพระสงฆ์รูปหนึ่งในอินเดียที่ท่านได้มีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมากก็ได้ชื่อว่าพระนาคกะเสริมเถระด้วยความที่ว่าท่านมีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธนี่เองก็เลยคิดที่อยากจะสร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนให้คนเหล่านี้ได้มีความระลึกถึงพระพุทธศาสนา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

เรื่องเล่าเมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

หากจะพูดถึงเมืองลับแลแล้วเชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อยส่วนตัวเรานั้นไม่เคยประสบพบเจอกับตัวเองมีเพียงเรื่องเล่าจากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นปัจจุบันที่เคยได้เล่าให้เราฟัง

ซึ่งตัวเราเองนั้นก็เชื่อสนิทเสียด้วยและด้วยคนแถวนั้นที่เขาได้เล่าให้เราฟังเขาได้มีความสุจริตใจไม่รู้ว่าจะโกหกกันไปทำไม โดยในค่ำคืนหนึ่งเราได้นั่งกินเหล่าตามประสาคนที่ชอบดื่มเหล้าอยู่เป็นประจำมันทำให้อารมณ์ดีเวลาที่เราได้ดื่มเหล้ากับคนที่รู้ใจ

ซึ่งวงเหล้าวงนี้ก็จะมีเพียงไม่กี่คนในสมัยก่อนยามที่ยังไม่มีภรรยาที่จะมานั่งดื่มกินกันเป็นประจำตามประสาคนโสดหาอะไรแก้เหงาส่วนตัวผมเองนั้นเป็นพี่ใหญ่เขาสุดในวงหากผมไม่ชวนก่อนรุ่นน้อยก็จะมาชวนเราเองก็จะไม่ค่อยจะคัดสักเท่าไหร่ตัดบาตรไม่ต้องถามพระว่างั้นจัดมาเลยตั้งวงกันแต่ละทีไม่ต้องถามอย่างน้อยถ้าเป็นเหล้าต่ำๆก็หงส์ทองสามกลมเป็นอย่างต่ำสามคนสายแข็งเบียร์เป็นลัง

ถ้าหากวันไหนงบน้อยก็จะต้องเป็นเหล้าขาวแหละสามคนสองกลมเหล้าขาวก็ล้มทั้งยืนเลยทีเดียวส่วนมากผมชอบกินอะไรก็จะซื้อมาอ่อยก่อนเปิดหัวด้วยเบียร์เดี๋ยวพวกก็ซื้อเบียร์มาตามเปิดด้วยเหล้าเดี๋ยววพวกก็ซื้อเหล้ามาเพราะตามประสาคนขี้เหล้าจะไม่กินหลายอย่างผสมกันมันจะตีกัน

นอกจากนี้บ้านที่ชอบนั่งกินเหล้ากันนั้นเป็นบ้านของพ่อตาและแม่ยายของผมและที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีเทือกเขาที่ลึกลับอาถรรพ์แนวเขตติดป่าดงพญาไฟเหมือนกันที่บ้านที่ได้นั่งกินนั้นคอนค่อยที่จะห่างจากชุมชนพอสมควรทำให้กินได้ดึกเพลงอะไรเพราะก็จัดมา

ในค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่นั่งดื่มกันอย่างสนุกคอผม ป๊อบ เอก โอ๊ต  เพราะได้ดื่มกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วช่วงนั้นประมาณตีหนึ่งหรือประมาณตีสองแล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาพี่เหล้าจะหมดพี่กินต่อไหมผมคิดต่อมันกำลังได้ที่

ซึ่งตอนนั้นดื่มกันสี่คนโดยปกติผมอยากกินเหล้าภรรยาของผมเขาจะไม่ค่อยบ่นเพราะรู้ดีว่าผมกินอยู่แต่ที่บ้านไม่ออกไปไหนเมาแล้วก็นอนมีอย่างเดียวที่บ่นก็คือเหม็นเหล้า

โดยหลายๆท่านที่มีเมียกันแล้วก็น่าจะรู้ดีเมื่อผมพูดแก้วก็ได้ยกแก้วสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะมีเหล้าแล้วและใครจะไปซื้อป๊อบได้เอ่ยปากออกมาก็เลยให้เอกไปด้วยกันไม่ค่อยไว้ใจพวกมึงเมาแล้วรถแรงเดี๋ยวกูจะโดนด่า

 

สนับสนุนโดย  betbb

ตำนานกระสือที่มีการร่ำลือ

โดยเรื่องราวตรงจุดนี้ที่มีเพื่อนของเราเขาได้เล่าเอาไว้ว่าเรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นมา10-15ปีที่แล้วในช่วงที่ตัวเขานั้นได้อยู่ต่างจังหวัดอยู่และเขาได้บอกอีกว่าในช่วงค่ำๆเกือบกลางคืนน้าของเขาก็จะออกไปหาปลาหากบเพื่อจะนำเอามาทำเป็นอาหารและในวันนั้นน้าก็ได้ชวนเพื่อนเราไปหากบหาเขียดด้วยแต่ปรากฏว่าในวันนั้นที่เขาได้ออกไปเขาก็ได้พบเจอกับแสงไฟประหลาดที่เป็นสีเขียวหรือว่าสีแดงที่ลอยต่ำลอยสูงสลับกันไปมาอยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึง10เมตร

ซึ่งด้วยตัวเขาเองเขาได้เกิดสงสัยว่ามันคืออะไรเขาเลยได้หันไปถามน้าของเขาน้าของเพื่อนเราเขาก็ได้ตอบกลับมาเพียงสั้นๆแค่ว่าอย่าส่งเสียงดังนั่นมันคือกระสือถ้าส่งเสียงดังมันจะไล่ขับเราไปยันบ้านและได้ทำการหลอกหลอนเราจนเช้าเลย

เพื่อเราที่เขาได้ยินเรื่องแบบนั้นเขาก็เลยตกใจกลัวก็เลยคุยกับน้าว่าจะทำยังไงดีน้าเขาก็เลยบอกว่าให้ค่อยๆเดินลัดๆแล้วออกจากพื้นที่ตรงนี้กลับบ้านไปปรากฏว่าด้วยความกลัวของเพื่อนเรามันดันเดินไปสะดุดกับสิ่งของบางอย่างทำให้มันได้ล้มลงอย่างดันจนทำให้ดวงไฟที่ลอยขึ้นลอยลงอยู่ตรงนั้นได้ลอยเข้ามาหาเพื่อนเรา

ในขณะที่เพื่อนเราได้เจอเหตุการณ์จริงๆเขาก็มือไม้อ่อนไม่มีแรงวิ่งและก็ได้เห็นดวงไฟลายเข้ามาในระยะประชิดและได้เห็นเป็นหน้าตาของผู้หญิงแก่ที่มีแสงสีเขียวกระพริบอยู่ตรงหน้าก่อนที่จะสติแตกแล้วได้วิ่งออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น

ซึ่งตรงนั้นเราก็ได้เกิดความสงสัยแล้วได้ถามเพื่อนเราว่าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมมันคือเรื่องจริงใช่หรือเปล่าเพื่อนเราสาบาและยืนยันเลยว่านั่นมันคือเรื่องจริงมันไม่ใช่เรื่องที่โกหกอย่างแน่นอนแต่ตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจตอนที่ว่าลักษณะของการเจอรูปแบบของดวงไฟประหลาดตรงนี้มันคล้ายกับลักษณะการเจอของคนที่เขาได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ในการเจอผีกระสือกันอยู่หลายคนมากและแต่ละคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันก็คือ

โดยแต่ละคนได้เห็นเป็นใบหน้าของผู้หญิงแก่อยู่ในดวงไฟสีเขียวหรือสีแดงที่กระพริบอยู่ต่อหน้าด้วยแต่ตรงนี้ก็อย่าวที่ได้บอกไปก็คือมันเป็นเพียงหลักฐานที่เป็นการพูดกับเรื่องเล่าเท่านั้นมันก็เลยทำให้ความน่าเชื่อถือค่อนข้างที่จะต่ำเพราะว่ามันไม่ได้มีหลักฐานที่จะเอามายืนยันอะไรได้เลย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

เผด็จการ นายพลปัก จุงฮี

ในปี ค.ศ.1973 คิม แดจุง ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่8 ก็เคยถูกKCIAลักพาตัวอุ้มมาจากญี่ปุ่นกลับมาขังที่เกาหลีใต้เพราะว่าในช่วงนั้นเขากำลังลี้ภัยและเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ

ชีวิตภายใต้ระบอบยูชินสำหรับประชาชนก็ยากลำบากถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในยุค1970จะเริ่มก้าวหน้าเพราะประเทศเน้นหารายได้จากอุตสาหกรรมและการส่งออกได้แล้วแต่ก็เป็นความเจริญสำหรับเฉาะคนบางส่วนเพราะการส่งออกที่ว่าก็คือการส่งออกที่เน้นการทำกำไรจากการกดค่าแรงคนงานเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำจะได้สู้กับญี่ปุ่น จีนและไต้หวันได้

นักการเมืองและข้าราชการก็ร่ำรวยแบบผิดปกติจนเป็นปกติเพราะได้รับประโยชน์จากการอนุมัติการลงทุนโครงการของรัฐต่างๆให้กับพวกนายทุนหน้าเดิมๆที่ได้กลายเป็นนายทุนผูกขาดคนเดียวมีหลายๆกิจการและเป็นระบบบริษัทครอบครัวหรือที่แฟนๆเกาหลีอาจจะเคยได้ยินกันว่าเป็นบริษัทแบบแชโบล

คำว่าแชโบลแปลตรงๆว่าครอบครัวที่มีเงินก็คือธุรกิจครอบครัวกงสีสไตล์นั่นแหละการทำธุรกิจกับรัฐในช่วงนั้นไม่ว่าโควต้าจัดซื้อจัดจ้างการนำเข้าและส่งออกก็ล้วนแต่ต้องผ่านทหารและทหารก็ได้เอาเงินไปรักษาอำนาจเอาไปแจกจ่ายสร้างบุญคุณให้ผู้ใต้อุปถัมภ์เอาไปใช้เล่นการเมืองสกปรกเผด็จการกับพวกก็ได้ตักตวงผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ชนชั้นกลางกับชนชั้นแรงงานก็ทำงานเสียภาษีแบบไม่ได้อะไรไม่มีทางลืมตาอ้าปากนักศึกษามองไม่เห็นอนาคต

นอกจากนี้ประชาชนก็ได้เริ่มทำการต่อต้านระบอบยูชิน กันมากขึ้นเรื่อยๆการต่อต้านได้เริ่มเข้มข้นตั้งแต่ ค.ศ.1974 รัฐบาลปัก จุงฮีใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อใช้กำลังควบคุมประชาชนอีกครั้งในช่วงปี1974-1979มีการใ้มาตรการฉุกเฉิน9ฉบับบางคนก็เรียกว่าเป็นยุคแห่งมาตรการฉุกเฉินเป็นยุคที่รัฐมองประชาชนผู้เสียภาษีเป็นศัตรูแบบออกหน้าออกตาทั้งที่ศัรูก็มีอยู่แล้วก็คือเกาหลีเหนือ

ช่วงสิงหาคม ค.ศ.1979 ประชาชนก็ทนไม่ไหวจนได้หลังจากที่ นาย ปัก จุงฮี ใช้การเลือกตั้งชุบตัวเป็นครั้งที่สองและก็ได้ใช้สภาหรือที่เรียกว่าสมัชชาแห่งชาติที่อยู่ใต้อำนาจของ ปัก จุงฮี โหวตขับไล่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านพรรคNDP คิมยังซัม ออกไปจากสภา

โดยประชาชนก็โกรธแค้นรู้สึกหมดหนทางที่จะสู้ด้วยการเมืองอีกรอบออกมาชุมนุมใหญ่ทั่วทั้งประเทศอีกรอบยิ่งถูกสลายการชุมนุมยิ่งจับคนติดคุกประชาชนก็ยิ่งออกมามากขึ้นเรื่อยๆในสถานการณ์ที่ย่ำแย่รัฐบาลก็ได้หมดความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เมื่อ นายพลปัก จุงฮี ก็ถูกลอบสังหารคาทำเนียบรัฐบาล โดยหัวหน้าKCIAที่จริงแล้วก็เคยมีความพยายามที่จะลอบสังหาร นายปัก จุงฮี มาแล้วครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1974ขณะที่กำลังปราศรัยออกทีวีที่โรงละครแห่งชาติเกาหลี