How to กุหลาบเปลี่ยนสี

     

          อย่างที่ทราบกันดีว่าวิทยาศาสตร์นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เพียงแต่เราจะรู้หรือไม่เท่านั้น หลักการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก เราในฐานะผู้ปกครองสามารถหากิจกรรมเกี่ยวกับการทดลองวิทยาศาสตร์ มาสอนลูกหลานของเราได้เอง นอกเหนือจากที่จะให้บุตรหลานของเราเรียนรู้มาจากที่โรงเรียน  การทดลองวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนั้น

มีหลายอย่างที่เราสามารถทดลองและนำมาสอนบุตรหลานของเราให้ได้เรียนรู้พร้อมกันเพลิดเพลินไปในตัว วันหยุดหากไม่ได้พาบุตรหลานออกไปเที่ยวไหน เรามาลองให้ให้บุตรหลานของเราเรียนรู้วิทยาศาสตร์รอบๆตัวที่สามารถทำได้ง่าย สำหรับวันนี้การทดลองจะเน้นให้เห็นถึงความสวยงาม และสามารถสร้างรายได้ ได้ด้วย  อย่างเช่น วันนี้เราจะมาทดลองการเปลี่ยนสีของกุหลาบจากสีขาวไปเป็นกุหลาบสีเขียว  สีม่วง สีฟ้า  สีน้ำเงิน หรือแม้แต่กุหลาบสีรุ้งก็สามารถทำได้ 

          สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานเปลี่ยนสีกุหลาบมีดังนี้ คือ  กุหลาบสีขาว   สีผสมอาหารเลือกสีที่เราชอบ ต้องการเปลี่ยนกุหลาบสีขาวให้เป็นสีอะไรก็เตรียมสีนั้นไว้เลยค่ะ  น้ำอุ่น  น้ำตาลทราย   กรรไกร   แจกันตามจำนวนของสีที่เราใช้  น้ำยาฟอกขาว  และน้ำส้มสายชู  เมื่อได้ของครบตามที่เราต้องการแล้ว เรามาเริ่มลงมือทำการทดลองกันเลยค่ะ

  1. นำน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ เมื่อผสมเข้ากันแล้วนำน้ำยาฟอกขาวครึ่งช้อนโต๊ะมาเติมผสมกับส่วนผสมทั้งสองก่อนหน้านี้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้เทลงไปในน้ำอุ่นที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง โดยน้ำอุ่นให้ใช้ปริมาณ 1 แกลลอน โดยส่วนผสมที่เตรียมนี้จะช่วยในเรื่องการป้องกันแบคทีเรียที่จะมาทำลายระบบท่อลำเลียงน้ำและยังช่วยให้ดอกไม้คงสภาพได้นานขึ้นด้วย
  2. นำน้ำที่ผสมเสร็จแล้วเทลงในแจกันที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นให้หยดสีผสมอาหารลงไปในน้ำที่อยู่ในแจกัน ได้เตรียมสีน้ำเรียบร้อยแล้วต่อมาให้นำดอกกุหลาบที่เตรียมไว้มาใส่ในแจกันที่เราเตรียมสีไว้ โดยให้นำกรรไกรตัดที่ก้านกุหลาบให้มีลักษณะเป็นแนวเฉียงเพื่อให้ก้านกุหลาบสามารถดูดน้ำได้ดี  แค่นี้ก็รอการเปลี่ยนแปลงของสีกุหลาบได้เลย โดยปกติแล้วการดูดซึมของกุหลาบจะใช้เวลา 24 ชม. ก็สามารถเปลี่ยนสีกุหลาบได้แล้ว

          การทดลองนี้หากเราต้องการกุหลาบเป็นสีรุ้ง สามารถทำได้เพียงเรากรีดแบ่งก้านกุหลาบให้ออกเป็นแฉกประมาณ2-3 นิ้วหลายๆแฉกแล้วนำแต่ละแฉกใส่แช่ในน้ำแต่ละสีเพื่อให้ก้านกุหลาบแต่ละแฉกดูดสีแต่ละสี ผลออกมาเราจะได้กุหลาบดอกเดียวแต่จะมีหลายสีเป็นกุหลาบสีรุ้ง นอกจากเราจะทดลองกับดอกกุหลาบแล้ว เรายังสามารถทดลองกับดอกไม้ชนิดอื่นๆได้ด้วย เช่น ดอกคาเนชั่น หรือจะลองกับใบผักกาดก็ได้ ขั้นตอนการทดลองไม่ยากเลยใช้ไหมคะ วันหยุดอย่าลืมช่วยบุตรหลานทดลองทำกันดูนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame สูตร

ตำนานรักท้าวศรีโคตรตะบองกับนางเขียวข่อม

  สำหรับตำนานรักของท้าวศรีโคตรนั้นเป็นตำนานที่ชาวเมืองเวียงจันทน์เชื่อว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นจริงในสมัยโบราณซึ่งตำนานนี้เป็นคำบอกเล่าว่าเนื่องจากพิษของความรักทำให้ท้าวศรีโคตรนั้นได้มีการสาปแช่งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ซึ่งตำนานนี้ได้มีการเล่าขานต่อๆกันมาว่าที่เมืองเวียงจันทน์นั้นเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าในช่วงเวลานั้นมีช้างป่าบุกรุกเข้ามาในเขตเมืองและทำลายข้าวของและรุมทำร้ายชาวบ้านทำให้ทุกคนในเมืองเวียงจันทร์นั้น

ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนกันหมดดังนั้นเจ้าผู้ครองนครของเมืองเวียงจันทน์จึงได้มีการประกาศออกตามหาคนที่สามารถที่จะมาปราบช้างป่าฝูงนี้ได้โดยได้ป่าวประกาศออกไปว่าหากใครสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็จะยกเมืองให้ครึ่งหนึ่งและยังแถมให้แต่งงานกับพระธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์อีกด้วยซึ่งตอนนั้นของเจ้าเมืองเวียงจันทน์นั้นมีรูปร่างหน้าตา

และพระสิริโฉมที่งดงามมากหลังจากที่ท้าวศรีโคตรนั้นได้ข่าวจึงได้เดินทางมาที่เมืองเวียงจันทน์เพื่อหวังที่จะมาปราบช้างป่าโดยท้าวศรีโคตรนั้นเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาตั้งแต่เด็กๆเพราะไปร่ำเรียนมากับอาจารย์ต่างๆหลายท่านรวมถึงพระศรีโคตรเองก็มีอาวุธที่เรียกว่าอาวุธวิเศษซึ่งเป็นตะบองเพชรดังนั้นท้าวศรีโคตรจึงได้มีการเข้าไปปราบช้างป่าจนในที่สุดช้างป่าก็ศิโรราบให้กับท้าวศรีโคตรหลังจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้มีการพระราชทานพระธิดาให้แต่งงานกับท้าวศรีโคตร

ซึ่งพระธิดาของเมืองเวียงจันทน์นั้นชื่อว่าเจ้านางเขียวข่อม ซึ่งเจ้าเมืองเวียงจันทน์นั้นได้มีการสร้างปราสาทให้กับเจ้านางเขียวข่อมกับท้าวศรีโคตรแยกอยู่อาศัยอีกประสาทหนึ่งต่างหากแต่อยู่มาไม่นานเจ้าเมืองเวียงจันทน์ก็เกิดความกลัวว่าท้าวศรีโคตรนั้นจะมาแย่งอำนาจและแย่งการปกครองของเมืองจึงได้มีการคิดจะกำจัดท้าวศรีโคตรแต่ไม่ว่าจะทำยังไงท้าวศรีโคตรก็ไม่ตายเนื่องจากว่าท้าวศรีโคตรนั้นมีวิชาอาคมเก่งกล้าอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า

ได้สั่งให้พระธิดานั้นไปหลอกถามว่าทำไมท้าวศรีโคตรนั้นถึงอยู่ยงคงกระพันเขาศรีโคตรนั้นไม่ได้เกิดระแวงในตัวของเจ้านางเขียวข่อมจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้านางฟังและยังบอกอีกด้วยว่าทำอย่างไรนั้นถึงจะทำให้ท้าวศรีโคตรตายได้เมื่อเจ้านางรู้เรื่องก็นำเรื่องราวดังกล่าวนั้นไปเล่าให้กับพระธิดาฟังหลังจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ออกอุบายหวัง

ที่จะฆ่าท้าวศรีโคตร ซึ่งเหตุการณ์ที่เจ้าเมืองวางแผนฆ่าท้าวศรีโคตรในครั้งนั้นทำให้ท้าวศรีโคตรนั้นได้รับบาดเจ็บและหนีกลับมาตายที่เมืองศรีโคตรพระตะบอง แต่ก่อนที่จะตายนั้นท้าวศรีโคตรได้มีการสาปแช่งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ ว่าให้ชาวเมืองเวียงจันทน์นั้นอยู่กันอย่างไม่เป็นสุขและให้มีความทุกข์เห็นเล่นมาเนื่องจากว่าคนเมืองเวียงจันทน์นั้นไม่มีสัจจะนับตั้งแต่นั้นมาว่ากันว่าชาวเมืองเวียงจันทน์นั้นจึงไม่มีใครที่มีฐานะร่ำรวยและมีความเจริญอีกเลย

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ตำนานผีสยองขวัญ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแห่งหนึ่ง  ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเพื่อนฉัน   และเขาชื่อ เต๋อ ตอนนั้น เต๋อได้เล่าให้ฉันฟังว่า เขา นั้นมีเรื่องผีจะมาบอกซึ่งมันเป็นเรื่องจริง ที่เขาเห็น ในสมัยมัธยมซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นเด็กแต่เขาจำได้ขึ้นใจ จนถึงตอนนี้ซึ่งเรื่องนั้นมีอยู่ว่าเขาได้กลับมาจากโรงเรียนที่เขาได้เรียนอยู่ระหว่างทางกลับเขาได้เจอลุงผู้หนึ่งกำลังปั่นจักรยาน

ผ่านหน้าบ้านของเขา เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรถ้าคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องปกติที่เขาจะมาปั่นจักรยานหน้าบ้านแต่เขาก็เห็นคนนั้นมาปั่นจักรยานคันเดิมทุกๆวันที่เดิมเขาก็งงว่าทำไมลุงตู่ถึงชอบมาปั่นแถวนี้แต่ก็ไม่ได้กล้าเข้าไปถาม ลุงเขาไม่กล้าแม้กระทั่งถามชื่อของลุงด้วยซ้ำแต่เขาก็จำหน้าตาของลุงได้ดีแต่ก็ยังสงสัยว่า ทำไมลุงคนนั้นถึงยังใส่เสื้อแบบเดิม

ตลอดจนมีอยู่มาวันหนึ่งเขาได้เห็นลุงคนนั้นเดินมาที่หน้าบ้านของเขาเองซึ่งเขาก็แปลกใจว่าทำไมเราถึงไม่ปั่นจักรยานของลุงเหมือนที่เคย หลังจากนั้นก็หันมาที่เขาแต่ลุงก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาและเดินจากไปหลังจากนั้นเพราะเขาได้เข้าไปในบ้านก็ได้ยินว่าแม่กำลังพูดอะไรบางอย่างกับยายอยู่เขาฉันได้แอบไปฟังและเขาก็รู้ว่าแม่ของเขาพี่กำลังคุยกับยายเขาคุยกันเรื่องลุง

ที่ชอบมาปั่นจักรยานหน้าบ้านแต่พ่อเขาได้ยินดังนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าลุงคนนั้นเป็นใครจะได้เข้าไปถามแม่ของเขาว่าน้องคนนั้นเป็นใครหรอทำไมเขาไม่เคยรู้จักเลยแม่ก็พูดว่าคนที่ทำมาปั่นจักรยานแถวหน้าบ้านเราไง หลังจากนั้นเขาก็ได้ถามว่าเรามาคุยเรื่องเขาทำไมเขาทำอะไรผิดหรอแม่ของเขาก็ตอบว่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกก็ แก น่ะเสียไปแล้ว

เขาก็เลยถามแม่ต่ออีกว่าเขาเสียตั้งแต่เมื่อไหร่เมื่อกี้ยังหันมาคุยกันอยู่เลยแม่ก็พูดอีกว่าตาฝาดหรือเปล่าจะเป็นไปได้ ยังไงแต่เราก็รู้ว่าแม่เป็นคนขี้กลัวผีเป็นอย่างมากเราจึงตอบไปว่าหน้าตาฝาด แต่ความ จริงๆเขาก็ยังนึกถึงว่าถ้าเป็นเรื่องจริงวันนั้นถ้าเราคุยกับลุงคนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นนะแต่เขาก็เลิกคิดเรื่องนั้นและทำบุญให้ลุงคนนั้นทุกวันไม่เคยลืม แม้กระทั่งจนถึงตอนนี้เมื่อเขาเล่าจบฉันก็เริ่มที่จะทำบุญให้แกด้วยเพื่อให้แกได้ไปสู่สุคติและก็ไม่เคยลืมที่จะทำบุญให้แก

 

สนับสนุนโดย  bk8

มนุษย์หมาป่ามันมีอยู่บนโลกจริงๆ

ตามหน้าประวัติศาสตร์ที่มันได้ถูกบันทึกเอาไว้มันมีลักษณะของคดีความที่มีผู้เสียชีวิตและไม่สามารถสรุปได้โดยลักษณะของศพผู้เสียชีวิตจะมีลักษณะที่เหมือนโดนขุดคุ้ยและฉีกเนื้อและฉีดร่างออกมาเป็นชิ้นๆเหมือนลักษณะการกินเหยื่อของหมาป่าเลยถ้าตามหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกเอาไว้ถึงแปดเหตุการณ์ด้วยกันโดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่นั้นได้ถูกไขกระจ่างอออกมาแล้วว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้อ้างตัวเอง

ว่าเป็นมนุษย์หมาป่าก่อเหตุเกือบทั้งหมดโดยผู้ต้องหาที่จะเกิดเหตุลักษณะแบบนี้ ส่วนใหญ่ได้ให้การเอาไว้ว่าตนเองได้ทำสัญญากับปีศาจเพื่อที่ตนจะได้เป็นมนุษย์หมาป่าโดยจะต้องทำการสังหารผู้คือทุกๆคืนจนกว่าจะสำเร็จในข้อตกลงและวันนั้นสัญญาของปีศาจก็จะบรรลุผลเพราะตามคำให้การของผู้ก่อเหตุเขาได้บอกว่า

ถ้าสำเร็จสัญญาและได้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าก็จะเป็นอมตะโดยทุกครั้งที่ได้มีการก่อเหตุแบบนี้เกิดขึ้นผู้ต้องหาก็ได้ให้สัมภาษณ์แนวนี้แทบจะทุกคนเลยแต่มีเพียงหนึ่งถึงสองเคสเท่านั้นที่ได้มีบันทึกเอาไว้ว่าได้มีการถูกบุกจู่โจมจากมนุษย์หมาป่าและไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่า ซึ่งที่มันได้ถูกบุกจู่โจมครั้งนั้นเป็นมนุษย์เป็นหมาป่าหรือเป็นมนุษย์หมาป่า

ตรงนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจอยู่เหมือนกันแต่สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวกับผู้ต้องหาที่อ้างตนเองว่าได้ทำสัญญากับปีศาจเพื่อที่จะเเปลงกายเป็นมนุษย์หมาป่าทุกคนล้วนแล้วแต่มีลักษณะทางร่างกายที่ผิดแปลกไปจากมนุษย์ยกตัวอย่างเช่นบางเคสผู้ต้องหามีลักษณะเขี้ยวยื่นออกมาและมีจมูกยื่นออกมาคล้ายลักษณะของหมาป่าเลยหรือบางคนที่ก่อเหตุมีขนขึ้นตามตัวมากกว่าคนปกติ

ทั่วไปจนทำให้คิดว่าเป็นหมาป่าในร่างคนก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้คนสมัยก่อนเขายังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันคืออะไรบวกกับตอนนั้นตำนานของมนุษย์หมาป่าหรือเรื่องเล่าของมนุษย์หมาป่าได้มีการบอกต่อเล่าต่อจนทำให้หลายๆคนค่อนข้างที่จะกลัวกับเรื่องนี้เพราะว่าในช่วงนั้น

มันได้มีคดีความในเรื่องของเด็กหายผู้คนในบ้านหายไปโดยไร่สาเหตุและมาพบอีกทีเป็นศพมีค่อนข้างมาก เลยทำให้คนสมัยก่อนเชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นมนุษย์หมาป่าจริงๆ แต่ถ้าเอาตามความจริงในปัจจุบันเราสามารถที่จะไขปริศนาได้แล้วว่ามันคืออะไร คำตอบคือมันคือโลกชนิดหนึ่งนั้นเองแต่ตรงนี้จะต้องขอบอกก่อนว่าเราจะต้องแยกเป็นสองอย่างระหว่างโลกที่เกิดขึ้นกับทางร่างกายกับโลกที่เกิดขึ้นกับทางประสาท

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

เวสเปเซียนทำอย่างไรให้ประชาชนยอมรับและศรัทธาในยุคกรุงโรม

ซึ่งในเวลาต่อมาจากที่ เวสเปเซียน ได้รับคำสั่งให้เข้ามาจัดการกับปัญหานี้ เวสเปเซียนก็ได้ทำอย่าสำเร็จจึงได้ทำให้กรุงโรมได้กลับเข้ามาสู่ความสงบลงได้ แต่ความสงบนี้มันก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนเปลี่ยนภาษีแต่อย่างใด ก็มีการเก็บภาษีแบบขุดเลือดขุดเนื้อกันเหมือเดิมสุดท้ายก็เกิดการปฏิวัตกันอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้มันได้รุนแรงกว่าทุกครั้งหลายเท่าจนได้ทำให้จักรพรรดิ เนโร ต้องยอมสละตำแหน่งลงและตัว เดโร รู้ตัวดีว่าหลังจากที่ได้สละตำแหน่งลงจะต้องโทษประหารชีวิต

อย่างแน่นอนเขาเลยตัดสิ้นใน อัตวินิบาตกรรม เพื่อหนีโทษการประหารนี่เอง ซึ่งสำหรับใครที่ยังไม่รู้คำว่า  อัตวินิบาตกรรม มันก็คือคำว่า ฆ่าตัวตาย นั่นเอง ซึ่งในเวลานั้นหลังจากที่ เนโรได้เสียชีวิตลงไปกรุงโรมก็ยังอยู่ในขั้นวิกฤตอยู่ดีตามหลักฐานในหน้าประวัติศาสตร์เขาได้คาดกันว่ามีวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามทางการเมืองตรงนี้ยาวนานกว่า3จักรพรรดิเลย

ซึ่งตรงนี้ทางสภาชั้นสูงเขาก็เลยได้มีการประชุมกันว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไงดีเพราะไม่อย่างนั้นมันก็อาจจะทำให้อาณาจักรล่มสลายลงได้เลยทางสภาสูงก็ได้มีมัดติเห็นชอบกันว่าให้ทำการติดต่อไปหา  เวสเปเซียน เพื่อเข้ามารับตำแหน่งจักรพรรดิและกลับเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้ได้และในเวลานั้นเอง  เวสเปเซียน

เขาก็ไม่ได้อยากที่จะรับตำแหน่งตรงนี้เลยแต่ด้วยเหตุกาณ์ที่มันบังคับเขาเลยไม่สามารถที่จะปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้นั้นเองและปัญหาต่อมาที่ได้เกิดขึ้นก็คือในช่วงที่กรุงโรมเกิดวิกฤตผู้คนก็เลยไม่มีความศรัทธาและความเชื่อในตัวจักรพรรดิเขาจะทำยังไงให้คนเหล่านี้กลับมาเชื่อและศรัทธาในตัวเขาเขาก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่างว่าเขาจะต้องสร้างสนามกลาดิเอเตอร์

ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้นั่นเอง เนื่องจากว่าในยุคนั้นความบรรเทิงที่คนชอบกันมากที่สุดคือการต่อสู้ในสังเวียนในกลาดิเอเตอร์  ทาง เวสเปเซียนเขาก็เลยคิดว่าถ้าตัวเขานั้นได้สร้างสนาม กลาดิเอเตอร์ ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกและสามารถเข้าได้ทุกคนทุกชนชั้นทุกวัฒะเขาจะสามารถซื้อใจและทำให้คนเหล่านี้กลับมาชอบในตัวของเขาได้เขาก็เลยคิดริเริ่มสร้างโครงการนี้ขึ้นมานั่นเอ

แต่การสร้างสนามกลาดิเอเตอร์ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกมันจะต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าและแปลกกว่าที่อื่น ซึ่งปักจัยหลักของการสร้างสนามแห่งนี้มันก็คงจะไม่พ้นในเรื่องของงบประมาณหรือเงินใช่หรือไม่แต่ในช่วงนั้นมันได้เป็นช่วงที่ยุคเศรษฐกิจของกรุงโรมเองยังอยู่ในขั้นวิกฤตซึ่งตรงนี้เองทาง เวสเปเซียนเองจะต้องแก้ไขมันให้ได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

ตำนานของ QueeMary Tudorที่ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

สำหรับเรื่องที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็น QueeMary Tudor ก็คือเรื่องของQueen Tudor ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับพระราชินีคนนี้เอาไว้คอนข้างที่จะน่ากลัวราวกับเป็นแดรกคิวล่าเลยก็ว่าได้ โดยตำนานนี้ยังได้บอกเอาไว้อีกว่าในสมัยนั้นที่พระนางในขึ้นครองราชและได้ดูแลเมืองในยุคนั้น

เธอก็ได้สั่งให้คนของเธอให้ไปจับชาวบ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ที่เป็นนิกายProtestantมาทำการประหารทั้งเป็นด้วยสาเหตุเพียงแค่ว่า QueeMary Tudorได้เป็นคาทอลิกแค่นั้นเอง ซึ่งตรงนี้เลยทำให้คน QueeMary Tudorได้ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็น Maryผู้กระหายเลือดนั่นเอง และตรงจุดนี้มันก็ยังได้เป็นของสองตำนานที่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์จริงๆและได้มีการบันทึกเป็นลายลักอักษรไว้ ซึ่งถ้าหากว่าเราลองเข้ามาวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบัดดี้แมรี่จริงๆแล้ว

เราได้มีความรู้สึกว่าในประวัติที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับพิธี QueeMary Tudorบัดดี้แมรี่มันเป็นการดูคู่ครองตัวเองในอนาคตแล้วบอกว่าคนๆนี้จะเป็นใครหรือมันจะออกมาเป็นโครงกระดูกหรือเปล่าแต่พอในยุคปัจจุบันมันได้มีการดัดแปลงมาเรื่อยๆจนมันได้เป็นการละเล่นที่ลองของกันซะส่วนใหญ่

ซึ่งตรงจุดนี้เราได้มีการสงสัยกันอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่าบางคนได้ทำการลองของด้วยวิธีนี้แล้ววเจอดีก็ได้มีอยู่เยอะมากแต่ตรงจุดนี้เองมันก็จะมีทั้งของจริงและของปลอม ซึ่งบางอันมันสามารถที่จะอธิบายได้แต่บางอันมันก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ถ้ามันได้เป็นมุมมองของเราเราคิดว่าผีบัดดี้แมรี่หรือพิธีกรรมบัดดี้แมรี่มันก็คงจะเป็นเหมือนกันผีในถ้วยแก้วในประเทศไทยบ้านเรา

ที่เล่นกับวิญญาณโดยได้มีพิธีกรรมต่างๆนานามากมายแต่ตรงจุดนี้เองมันก็จะต่างกันกับของต่างประเทศที่เขาเล่นกันกับวิญญาณด้วยการท่องบทสวดแต่ประเทศไทยเราได้มีการท่องบทสวดและเอาควันธูปเข้ามาเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมด้วยซึ่งโดยส่วนตัวเรา เราได้คิดแบบนี้แต่สำหรับข้อมูลในต่างประเทศที่เราได้ไปหามาบางคนเขาได้ยินยันกันจริงๆ

ว่าเขาเห็นเขาไม่ได้โกหกและมันได้มีเรื่องลี้ลับมากมายต้องนี้ถามว่าทางวิทยาศาสตร์สามารถที่มันจะตอบได้หรือไม่ตรงนี้สามารถตอบได้แต่ทางวิทยาศาสตร์จะแบ่งออกเป็นสามกรณีด้วยกันโดยกรณีแรกเลยได้อธิบายเอาไว้ว่าอาจจะเกิดจากพิธีกรรมบางอย่างที่ได้มีการจ่องมองหรือมีการขยับตัวอย่างรวดเร็วยกตัวอย่างพิธีกรรมที่ได้มีการหมุนรอบตัวเป็นจำนวน12ครั้ง

และพูดบัดดี้แมรี่พร้อมกับ12ครั้งมันอาจจะทำให้เราเกิดอาการเวียนหัวบวกกับแสงไฟเทียนที่มันกระพริบอยู่ตลอดเวลามันอาจจะทำให้เกิดภาพหลอกตาและปรากฎภาพคนใดคนหนึ่งขึ้นมาในกระจกก็เป็นได้

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  sagame

การวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ว่าทำไม มังกรถึงไม่มีซากฟอศซิลให้เห็น

สาเหตุที่เขาได้เชื่อกันว่าทำไมเราถึงไม่ได้มีการพบเจอซากฟอสซิลของเจ้ามังกรเลยและจากการที่พวกเขาได้มีการสันนิษฐานว่าเจ้ามังกรนั้น

มันได้เป็นสัตว์ที่มีปีกที่มันได้อาศัยกันอยู่กันไม่เป็นหลักแหล่งและมังกรบางตัวก็ได้บินไปอาศัยอยู่กันภายในถ้ำบางตัวมันก็ยังได้บินไปอยู่ใต้พื้นดินและบางตัวมันก็จะบินขึ้นไปอยู่บนเขา ซึ่งในแต่ละจุดนั้นมันก็ยังได้เป็นจุดที่พวกเราสามารถที่จะเข้าถึงมันได้ยากและมันก็ยังได้เป็นจุดที่ยาก

ในการที่จะเข้าไปทำการค้นหาซากฟอสซิล ซึ่งฟอสซิลของมังกรเขาก็ยังได้ตีว่ามันเป็นฟอสซิลของนกโบราณเลยและ ถ้าหากว่าใครได้ดูตามสาระคดีหรือได้ดูตามข่าวกันจริงๆแล้วนั้นฟอสซิลที่มันได้มีการหายากมาที่สุดมันไม่ใช่ฟอสซิลของไดโนเสาร์แต่มันกลับเป็นนกในยุดดึกดำบรรพ์แทนเพราะเหตุผลเดียวกันเลยก็คือในสถานะการณ์ที่มันเลวร้ายมันสามารถที่จะบินหนีและมันก็สามารถเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของมันไปได้เรื่อยๆ

จึงทำให้มีการค้นหาซากฟอสซิลที่ค่อนข้างที่จะยากและฟอสซิลส่วนใหญ่ที่เราได้เจอกันในนกมันก็จะเป็นหินที่ได้ถูกค้นพบภายในถ้ำกันชะส่วนใหญ่แล้วก็มีการค้นพบค่อนข้างที่จะน้อยมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มที่เชื่อว่ามันได้มีมังกรอยู่เขาก็ยังมีการค้นหาซากฟอสซิลกันต่อไปแล้วก็ยังมีในหลักของทฤษฎีในหลายๆอย่างที่มีความเกี่ยวข้องของการกกไข่ของมังกรหรือว่าลักษณะท่าทางชีวภาพต่างๆซึ่งเขาก็ได้มีการวิเคาระห์ออกมาว่ามังกรตัวจริงๆแล้วออกมามันจะมีรูปแบบจริงๆของมันจะเป็นอย่างไงและมีรูปร่างเป็นยังไงกล้ามเนื้อต่างๆ

ส่วนไหนแล้วก็มังกรนั้นมันสามารถพ่นไฟออกมาจากส่วนไหนแฃะมันสามารถพ่นไฟได้ยังไงเขาก็ได้มีทฤษฎีออกมาเยอะแยะมากมายและถ้าเกิดสมมุติเราเชื่อว่ามังกรนั้นมันได้มีอยู่จริงและยังเชื่อว่าตำนานต่างๆที่มีเกี่ยวกับมนุษย์นั้นได้ต่อสู้กับมังกรมนุษย์เป็นผู้พิชิตมังกรมันมีอยู่จริงกันแทบจะทั้งหมดเลยถ้าหากเราได้เชื่อกันแบบนั้นเขาก็ได้มีการคาดการณ์กันว่าเหตุผลที่มังกรได้สูญพันธุ์มันก็ได้มีอยู่เพียงเหตุผลเดียวก็คือจากการล่าและเข้ายึดพื้นที่ของมนุษย์ซึ่งเราจะมองดูกันง่ายๆเหมือนในยุคปัจจุบันของเรา ซึ่งมนุษย์เราได้เข้ายึดพื้นที่ของป่าได้มีอยู่เยอะมาไม่ว่าจะเป็นป่าในประเทศไทยเรา

หรือว่าต่างประเทศและไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกป่าเพื่อที่จะสร้างให้มันเป็นเขตอุตสาหกรรมหรือเขตต่างๆซึ่งในพื้นที่ป่าแต่ก่อนมันได้มีกฎของวัฏจักรที่มันได้มีความสมบูรณ์อยู่แล้วแต่มนุษย์เราได้เข้าไปรุกล้ำเข้าไปกินพื้นที่เข้าเรื่อยๆจนพื้นที่การหากินหรือพื้นที่ได้การอยู่อาศัยของเขานั้นจนเริ่มลดน้อยลงจนเขาไม่มีพื้นที่อยู่และหากินตามธรรมชาติแบบเดิมได้เขาก็เลยคาดการว่ามังกรต้องการเข้ามาล่าสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดเพื่อที่ว่าจะได้กินอาหาร

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  sa game vip

ตำนาน ยักษ์วัดแจ้งยักษ์วัดโพธิ์ 

สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวกันที่ วัดแจ้งวัดโพธิ์จะรู้ได้เป็นอย่างดีว่าจะมีรูปปั้นหนึ่งซึ่งแต่ละวัดนั้นจะมียักษ์อยู่คนละตัวขึ้นถึงแม้ว่ายักษ์นี้จะเป็นเพียงแค่รูปปั้นสำหรับเฝ้าวัดแต่เอาจริงๆแล้วทั้ง 2 ตัวนี้

ก็ได้มีตำนานร่วมกันอยู่นอกจากนั้นจากตำนานทำให้คนหลายคนเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงมากขึ้นเนื่องจากมีร่องรอยจริงๆซึ่งจะเป็นอย่างไรก็น่าจะเป็นเช่นไรเดี๋ยวเราไปดูกันเลยค่ะ 

ตำนานที่หลายคนกล่าวขานมานั้นมีหลายแบบค่ะซึ่งเราจะขอเล่าของแบบแรกก่อนซึ่งคงแบบแรกนั่นก็คือมีเรื่องอยู่บ้านยักษ์วัดแจ้งยักษ์วัดโพธิ์นั้นเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากพวกมันนั้นจะมาคุยกันตลอดทุกๆวันแต่มีอยู่วันนึงที่ยักษ์วัดแจ้งยักษ์วัดโพธิ์พากันล้อเลียนอีกฝ่ายล้อเลียนกันไปมาก็โกรธกันมากขึ้นเพราะโกรธกันเสร็จก็ทำร้ายร่างกายกันทำพื้นที่เสียหายมากมายซึ่งเราจะสังเกตพื้นที่เสียหายได้จาก รอยหลุมขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ที่ระหว่างกลางของวัดแจ้งวัดโพธิ์

ซึ่งมีความเชื่อกันว่ารอยหลุมนั้นก็คือหลุมยักษ์วัดแจ้งยักษ์วัดโพธิ์ท่าไปโดนจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่แบบนั้นซึ่งหลังจากที่พวกมันทำลายของหลายๆอย่างระหว่างที่กำลังทะเลาะกันอยู่ตอนนั้นยักษ์วัดพระแก้วโกรธมากจึงได้เดินทางมาที่นั่นพร้อมกับยุติการทะเลาะลงพร้อมกับดุด่าและใช้พลังอำนาจของตัวเองให้ของทุกๆอย่างกลับมา

เป็นเหมือนเดิมแต่วัดพระแก้วนั้นไม่มีพลังมากพอที่จะสามารถซ่อมรองพื้นดินที่ตรงนั้นได้ทำให้จำเป็นที่จะต้องเป็นเช่นนั้นต่อไปจนถึงปัจจุบันรอยหลุมนั้นก็ยังคงมีอยู่ทำให้หลายคนเชื่อว่าตำนานนี้มีอยู่จริงค่ะซึ่งหลังจากที่วัดพระแก้ว

และทำการห้ามเสร็จวัดพระแก้วก็ลงโทษโดยการสั่งให้พวกเขานั้นกลับไปประจำที่วัดของตัวเองแล้วยักษ์วัดพระแก้วก็ทำการใช้อิทธิฤทธิ์ให้ยักษ์ทั้งสองตนกลายเป็นรูปปั้นอยู่ที่วัดได้อย่างเดียวและทำหน้าที่เพียงแค่เฝ้าวัดของตัวเองทุกๆวันตลอดมา 

และนี่ก็คือ 1 ตำนานที่หลายคนเชื่อกันซึ่งจริงๆซึ่งหลังจากที่ฟังจะมาแล้วหลายคนคงอยากจะพิสูจน์กันใช่ไหมคะว่านี่มีอยู่จริงไหมแล้วตำนานนี้มีอยู่จริงหรือไม่ทุกคนสามารถลองไปถามคนที่อาศัยอยู่แถวนั้นได้เลยนะคะ รับรองว่าจะต้องเป็นสถานที่ที่น่าพิศวงอย่างแน่นอนค่ะ 

 ทุกคนก็สามารถที่จะลองไปเที่ยวกันได้นะคะ รับรองว่าพอกลับมาต้องเชื่อแน่นอนว่าตำนานนี้มีอยู่จริง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame88

ประวัติความเป็นมาของพระธาตุกู่จาน

พระธาตุกู่จาน ตั้งอยู่ในจังหวัดยโสธร ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกับพระธาตุพระพนม รูปแบบขององค์พระบรมธาตุ จะมีลักษณะเป็นเจดีย์เหมือนบัวเหลี่ยมเสมือนพระธาตุพระพนม ก่อสร้างด้วยอิฐรวมทั้งมีกำแพงแก้วล้อมรอบถึงสองชั้น แล้วก็ในวันขึ้น14ค่ำเดือน3 จนกระทั่งวันแรม3ค่ำเดือน3 ของทุกปี จะมีการจัดงานนมัสการพระธาตุกู่จาน ที่เป็นที่สักการะบูชาของคนภายในจังหวัดยโสธรแล้วก็ประชากรชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นทุกปี

เรื่องราวของพระธาตุกู่จาน

ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานไปแล้วนั้น ได้มีการแจกจ่าย พระบรมสารีริกธาตุ ในรอบๆดินแดนนี้แล้วก็ได้มีพระยาคำแดงซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองเมืองฝ่ายเหนือได้รับพระบรมสารีริกธาตุนี้ไป แต่ว่าทางพระยาฝ่ายใต้มิได้รับก็เลยมาของแบ่ง แต่ว่าทางพระยาฝ่ายเหนือไม่ต้องการให้ก็เลยหลีกเลี่ยงทุกทาง แต่ว่าก็ไม่เป็นผลสำเร็จก็เลยเกิดให้มีการชิงชัยให้สร้างพระธาตุกันขึ้นมา

โดยมีข้อตกลงว่าคนไหนจะสร้างพระธาตุเสร็จก่อนถึงจะได้ พระบรมสารีริกธาตุไปครอบครอง แต่ว่าให้ใช้ผู้สร้างได้ฝ่ายละ 6คน และก็พระยาทางฝ่ายใต้ได้รับคำและก็กลับไปขอคำแนะนำทหารคนคุ้นเคย แล้วก็ได้จัดคนขึ้นมากระทำการก่อสร้างทั้งยัง6คน แล้วก็ห้ามคนไหนเขามาขัดขว้าง และก็ได้กระทำก่อสร้างไปได้ครึ่งทาง ทางพระยาฝ่ายใต้ ก็กลัวพระยาฝ่ายเหนือไม่ทำตามสัญญา ก็เลยได้นำคนไปชิงพระบรมสารีริกธาตุมาเป็นของตน

รวมทั้งการเข้าไปชิงพระบรมสารีรกธาตุนั้นไม่บางทีอาจสำเร็จไปได้ เพราะว่าทางฝ่ายเหนือนั้นมีการคุ้มครองที่แน่นหนา และก็ทำให้ฝ่ายใต้ได้เสียคนสนิทไปคนหนึ่ง เมื่อฝ่ายใต้สู้ไม่ไหวก็เลยเคลื่อนทัพกลับรวมทั้งได้รวบรวมคนที่มีวิชา ยิง ฟันไม่เข้านับหมื่นคนไปโจมตีเมืองฝ่ายเหนืออีกรอบ รวมทั้งแพ้กลับมาผู้คนที่นำไปตายหมดรอด ชีวิตมาเพียงแค่5คน

รวมทั้งยังไม่ยอมก็เลยยกพลไปใหม่โดยกราแบ่งการนำทัพเป็น5กองส่วนพระยาฝ่ายใต้นั้นจะเข้าไปทางด้านหลังให้หัวหน้าเมืองอีกทั้ง4 ยกตีทางหน้าเมือง ทางฝ่ายเหนือมั่วแต่ว่ายกพลไปตีแต่ว่าทางหน้าเมือง โดยมิได้ระวังทางข้างหลังเมืองพระยาทางฝายใต้ก็เลยได้พระบรมสารีริกธาตุไปถึง6ผอบ รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุใส่ไว้ด้านในเจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย

คนเพียงแค่6คน ชาวบ้านก็เลยไม่ชอบใจ รวมทั้งทางพระยาฝ่ายใต้ก็เลยจัดแจงให้มีการสร้างเป็นพระวิหารขึ้นมาใหม่ โดยให้ราษฎรนำหินที่มาจากทะเลช่วยกันเอามากระทำการก่อสร้าง ฝ่ายทางพระยาฝ่ายเหนือแค้นใจที่ถูกชิงพระบรมสารีริกธาตุมาได้นั้นก็เลยเคลื่อนทัพมาชิงคืน ทางฝ่ายใต้มิได้รักษาตัวก็เลยทำให้มีการเกิด การเสียชีวิตของพระยาหัวเมืองทางฝ่ายใต้และก็เพื่อนๆหมดอีกทั้ง5คน

รวมทั้งศพถูกฝั่งไว้กับข้างพระธาตุกู่จานในขณะนี้ และก็ประชากรก็เลยมีการเสียขวัญแล้วก็ได้หนีออกมาจากเมืองทิ้งให้พระธาตุกู่จานตั้งอยู่ในป่าทิ้งร้างไว้แบบงั้นพระธาตุทางฝ่ายเหนือเป็นพระธาตุพนมในตอนนี้ รวมทั้งพระธาตุทางข้างได้เป็นพระธาตุกู่จานในตอนนี้เช่นเดียวกัน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  สูตร บาคาร่า bk8

เหตุการณ์ขุนพันธสู้ กับ เสือกรับ คำทอง

ในปี พ.ศ.2543ได้เป็นที่ประเทศไทยนั้นได้เข้าสู่ยุคมืดแผ่นดินได้ลุกเป็นไฟชาวบ้านถูกเอาเปรียบและไร้ที่พึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมาได้หันตัวมาเป็นโจรและหนึ่งในผู้ร้ายที่สำคัญในครั้งนั้นได้เป็นโจรที่ได้แบ่งแยกดินแดนมีนามว่า อัลฮาวียะลู จอมโจรผู้ที่ได้มีคาถาอาคมชาวบ้านต่าง

ก็ได้เรียกกันว่า ผีร้ายแห่งหุบเขาภูโดอิทธิพลของอัลฮาวียะลูได้ปกคุมไปทั่วหุบเขาภูโดได้มีสมุนซ้ายขวาที่ได้เก่งในเรื่องของวิชาอาคมที่คอยติดตามไปทุกที่นั่นก็คือ เสือ สังข์ และก็ เสือ กรับ คำทอง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้รับภารกิจลับให้ไปที่หุบเขาภูโดเพื่อปลอมตัวเป็นสายและรอจนกว่าจะมีสารวัตรคนใหม่เข้ามาประจำการที่นั่นก่อนที่ขุนพันธจะเข้าไปที่หุบเขาภูโดหมู่ของขุนพันธและสารวัตรอิสราได้บุกเข้าไปหาเลือกรับคำทอง

แต่ก็โดนโจรพวกนั่นเล่นงานเอากันอย่างหนักในระหว่างที่โจรกับตำรวจได้ปะทะกันอยู่ด้านเสือกรับคำทองก็ได้ยิงสวนกลับมาและได้บอกว่า กูต้องการตัวขุนพันธคนเดียวเท่านั้น หากมึงไม่ออกมากูจะฆ่าพวกมึงให้หมดทุกคนจากนั้นก็ได้มีตำรวจคนหนึ่งได้เสียสละได้เดินออกไปจากนั้นก็ได้บอกกับ เสือกรับคำทองว่า กูนี่แหละขุนพันธ พร้อมกับได้ยิงปืนไปที่เสือกรับคำทองแต่ด้วย

อิทธิฤทธิ์ของเสือกรับที่ได้สักเอาไว้จึงทำให้ปืนนั้นยิงไม่ออกและถูกเสือกรับฆ่าตายด้วยการที่ใช้มีดแทงเข้าไปที่หน้าท้องหลายครั้งจากนั้นก็ได้มีระเบิดร่วงลงมาที่สารวัตรอิสราทำให้ตำรวจที่ได้อยู่บริเวณนั้นได้ถูกระเบิดกันทั้งหมดต่างคนก็ต่างแยกกันไปคนละทางสารวัตรอิสราได้วิ่งไปเจอกับเสือกรับคำทองและได้โดนเสือกรับคำทองจับเอาไว้เป็นตัวประกันขุนพันธ

ได้บอกกับพวกของเขาว่าเขานั้นจะเข้าไปช่วยสารวัตรอิสรา  ขุนพันธได้หลับตาและได้ท่องคาถาพอท่องจบและได้พูดว่าของให้ข้ามองเห็นพวกมันจากนั้นขุนพันธก็ได้เห็นพวกโจรได้ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆและขุนพันธก็ได้บอกกับพวกของเขาว่าเดี๋ยวกูชี้นิ้วไปตรงไหนมึงก็ยิงไปตรงนั้นจากนั้นขุนพันธก็ได้วิ่งเข้าไปช่วยสารวัตรอิสราพร้อมกับชี้ตำแหน่ง

ให้พวกของเขาได้ยิงโจรที่ได้ซ่อนตัวอยู่ขุนพันธได้วิ่งเข้าไปเจอกับเสือกรับคำทองที่ได้จับสารวัตรอิสราเอาไว้เป็นตัวประกันเสือกรับคำทองขู่ว่าจะฆ่าสารวัตรอิสราหากขุนพันธเดินเข้าไปอีกก้าวเดียวแต่ขุนพันธไม่สนใจได้ยิงไปที่หัวของเสือกรับคำทองทันทีเพื่อที่จะได้ช่วยสารวัตรอิสราออกมา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 info