ประวัติคลีโอพัตตรา

สำหรับเรื่องเล่าส่วนใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับคลีโอพัตตราก็จะกล่าวว่านางชอบใช้เสน่ห์ในเหยื่อต่างๆของนางเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ด้านการเมืองแต่ก็กล่าวได้ว่าการที่นางสามารถบริหารเสน่ห์ได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าลึกๆแล้วนางก็เป็นผู้หญิงที่มีไฟกำนัดที่แสวงหาเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยอยู่แล้วก็เลยเป็นสกิลง่ายๆที่เธอสามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งนอกจากซีซ่ากับมาร์แอนโทนี่แล้วเธอก็ยังได้ใช้เสน่ห์เหล่านี้กับชายอียิปต์ไปทั่วอีกด้วยมีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งในเมืองอเล็กซานเดรียได้จัดงานเลี้ยงขึ้นกินเวลายาวนานเป็นสัปดาห์เลยเพื่อถวายให้แก่เทพไดโอเนซัส

โดยเทพไดโอเนซัสได้เป็นเทพแห่งการฉลองเทพแห่งการเมาเหล้าองุ่นอะไรต่างแต่เอาที่จริงแล้ววเราว่าการจัดงานเพื่อฉลองให้องค์เทพมันคงเป็นข้องอ้างมากกว่าเพราะว่าในงานนี้ได้มีเหตุการ์หลักก็คือแม่นางคลีโอพัตตรากับมาร์แอนโทนี่ทั้งสองคนนี้ก็มีไฟรักจัก

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีประชาชีอย่างมากมายผู้ที่หิวได้เข้ามารวมตัวกันในงานเลี้ยงเหล่านี้ก็จะมีการแสดงต่างๆมากมายโดยจะมีทุกคนเข้ามาเต้นระบำในชุดวันเกิดกันแบบไม่อายใครเลยที่แห่งนี้ทุกคนก็จะสามารถเลือกกินทุกอย่างได้ตามใจชอบคือเจออะไรของดีก็จัดกินได้อย่างไม่เลือกหน้าได้เลย

โดยว่ากันว่าในช่วงเวลาหนึ่งค่ำคืนเท่านั้นคลีโอพัตตราก็ได้กินอาหารได้100อีเอเลย จนเธอนั้นได้รับฉายาจากชาวกรีกว่าเป็นผู้หญิงที่เล่งระบำกับผู้ชายได้กว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียวแต่มันก็ไม่ใช่ชนชาติกรีกชนชาติเดียวเท่านั้นและชาวโรมันก็ได้ให้นามแบบนี้เช่นกัน

เนื่องจากนี้ยังมีบทกวีที่มีคนชาวโรมันแต่งให้คลีโอพัตตราด้วยความที่ว่าชื่อเสียงของทางด้านการจับตุ๊กแกกินในที่กลางแจ้งของคลีโอพัตตรามันเป็นที่ลือกันแต่การแต่งงานในเครือญาติรวมไปถึงความตะกละในอำนาจการใช้มารยาในการหลอกล่อผัวทั้งหลายแล่

ซึ่งเรื่องพวกนี้เองมันก็เลยทำให้เธอนั้นได้รับเกียรติในการที่จะเข้าไปร่วมอยู่ในบทประพานของกวีชาวโรมันหรือว่าบทละครต่างๆของชาวโรมันมากมาย

โดยส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะถูกเปรียบเทียบให้เป็นคั้วตรงข้ามกันที่เป็นเมียน้อยของมาร์แอนโทนี่ดังเช่นเรื่องของกวียูเวนนอลในคืนยามนาตรีที่เงียบสงบแม่นางคลีโอพัตตราก็มักจะแต่งตัวเป็นนางแมวป่าหลังจากนั้นเธอก็ชอบจะเดินทางไปท่องเที่ยวกับผู้คน

 

สนับสนุนโดย  ทาง เข้า dewabet

คลีโอพัตตราและการเมือง

สำหรับเรื่องของคลีโอพัตตรานั้นที่เธอได้ทำไปก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของทางการเมืองเธอไม่ได้คิดที่อยากจะได้ผัวแก่เลยและด้วยความที่ว่าเธอนั้นต้องการให้อียิปต์เป็นพันธมิตรกันกับอาณาจักรโรมและอยู่ๆๆใช่ว่าจะเดินเข้าไปโดยง่ายๆเธอก็อาจจะโดนพวกทหารจับตัวไป

นอกจากนี้พระนางคลีโอพัตตราเธอนั้นได้มีวิธีที่ฉลาดไปกว่านั้นเรียกได้ว่าทั้งเข้าไปในวังได้แล้วก็จับใจของซีซาร์ได้เลย

โดยคลีโอพัตตราก็ได้สั่งให้ราชทูตนำตัวนางที่ห่ออยู่ในพรมนำเข้าไปให้ซีซาร์ถึงในห้องพักภายในตอนแรกเข้ามาก็เหมือนม้วนพรมธรรมดาแต่พอท่านราชทูตกลิ้งพรมเปิดดูเท่านั้นก็พบกับร่างกายหญิงอายุเพียงแค่ยี่สิบเอ็ดกลิ้งออกมาตามตำนานแล้วเขาว่ากันว่านางไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยและด้วยการเปิดตัวอย่างนี้คลีโอพัตตราก็ถึงกับทำให้จูเลียสซีซาร์ต้องตาต้องใจแล้วก็จับเขาได้อยู่หมัดเลยทีเดียวจูเลียสซีซาร์บ้าคลีโอพัตตราขนาดไหนก็ถึงขนาดได้สร้างรูปปั่นแทนเทพีเดิมขึ้นไปตั้งอยู่ในวิหารกรุงโรมเลยทีเดียว

ซึ่งมันก็เลยเป็นที่ไม่พอใจของชาวโรมเป็นอย่างมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้คลีโอพัตตราได้อยู่กินกับซีซาร์ต่อมาจนกระทั่งมีลูกชายหนึ่งคนแต่แล้วข่าวร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อซีซาร์นั้นโดยทรยศแล้วโดนแทงฆ่าตายอยู่ในสภาพระนางก็เลยจะต้องหนีเอาชีวิตรอดทีนี้หลังจากที่หนีเสร็จแล้วทำยังไงอียิปต์ไม่มีที่พึ่งแล้วนางก็กลับไปใช่สูตรสำเร็จสูตรเดิมจับผู้

เนื่องจากนี้ผู้คนที่สองนั้นก็คือมาร์แอนโทนี่ทหารหนุ่มร่างกายกำยำรอบนี้ด้วยความที่ว่าอาหารไม่ใช่เนื้อเหี่ยวๆแล้วแต่มันเป็นอะไรที่น่ากินอย่างมากพระนางคลีโอพัตตราเธอก็เลยจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม

เมื่อพระนางคลีโอพัตตราทราบว่ามาร์แอนโทนี่ได้ไปทำการรบอยู่ที่ตุรกีพระนางก็จึงเร่งรีบไปเพื่อจะใช้มารยาหญิงอย่างเต็มที่พระนางรู้ว่ามาร์แอนโทนี่นั้นชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเทพไดโอนิซัสที่เป็นเทพแห่งเหล้าองุ่นของชาวกรีกโรมันแล้วก็ยังเป็นเทพแห่งการฉลองและงานฉลองกเป็นสิ่งที่มาร์แอนโทนี่ชอบเป็นอย่างมาก

โดยคลีโอพัตตราเธอนั้นก็จับจุดได้โบราณเขาว่าหนามยอกเอาหนามบ่งดังนั้นเทพมาก็ต้องเอาเทพีสยบในวันก่อนออกรบคลีโอพัตตราได้แห่งเอากำลังพลเข้าไปที่ค่ายทหารของมาร์แอนโทนี่แล้วก็ได้เแต่งกายเป็นเทพีวีนัสเทพีแห่งความรักและความหลง

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ตำนานพระแก้วมรกต

ใครที่เคยได้ยินคำสาปของพระแก้งมรกตหรือไม่ใครจะไปคิดว่าพระคู่บ้านคูเมืองแบบนี้จะมีเรื่องราวแบบนี้แอบอยู่และมันก็น่าขนลุกแล้วตั้งแต่คำสาปให้น้ำท่วมกรุงหรือว่าเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอยู่

ซึ่งเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมถึงมีน้อยคนนักที่ได้รู้เรื่องนี้แล้วสรุปแล้วพระแก้วมรกตเป็นของลาวหรือของไทยกันแน่แต่ทำไมลาวถึงได้บอกว่าไทยไปเอาของเขามาแต่เราได้บอกว่ามันเป็นของเราอยู่แล้วเรื่องราวทั้งหมดเราจะเอามาเล่าให้ฟัง

สิ่งแรกเลยที่เราอยากจะขอทำความเข้าใจกับเพื่อนๆกันก่อนกับพระแก้วมรกตไม่ได้ทำมาจากมรกตคือจริงๆแล้วพระแก้วมรกตทั้งหมดได้ทำขึ้นมาจากหยกเป็นหยกอ่อนที่จะมีสีเขียวเข้มเหมือนกับสีเขียวมรกตเลยและทำไมถึงได้เรียกกันว่ามรกต

โดยเขาได้มีการสันนิษฐานว่ามันจะมีตำนานของพระแก้วในตำนานหนึ่งที่ได้กล่าวว่าองค์พระได้สร้างมาจากหินมรกตมันเป็นหินที่หายยากอะไรก็พูดกันไปอีกเหตุผลหนึ่งง่ายๆเลยก็อาจจะเป็นสีของพระแก้วเองนี่แหละที่ได้ทำมาจากหยกที่มีสีเข้มเหมือนมรกตคนก็เลยเรียกตามเสียงง่ายดีดังนั้นมันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าจะเรียกให้ถูกจะต้องเรียกว่าพระแก้วหยก 

นอกจากนี้เรามาฟังถือเรื่องกำเนินของพระแก้วกันเลยดีกว่าก่อนที่ท่านจะไปอุทัยท่านได้พบเจออะไรมาบ้างโดยพระแก้วมรกตนี่จัดได้ว่าเป็นพระที่ท่องโลกมาเยอะอยู่เหมือนกัน

ว่ากันว่าพระแก้วมรกตได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกที่อินเดียตั้งแต่43ปีก่อนคริสตกาลคือมีอายุเก่าแก่มากกว่าพระเยซูและในตำนานในการสร้างพระแก้วนั้นก็จะเป็นตำนานที่อลังการมากๆจะมีเรื่องราวของเทพที่ลงมาช่วยสร้างคือมันก็เป็นเรื่องปกติของพวกสิ่งของที่สวยงามในอดีตที่มักจะบอกว่างามขนาดนี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ก็เลยต้องเอาผีต่างๆนาๆเข้ามาและก็บอกว่าเทพมาสร้างบ้างมาทำสัญญากับซาตานบ้าง

ซึ่งมันก็เป็นหลักสูตรที่คลาสสิคที่จะเห็นได้ในหลายๆที่แต่เราจะไม่ขอพูดตรงนี้เยอะเกินไปแล้วกันเรามาดูในเนื้อเรื่องกันดีกว่า

กล่าวถึงพระสงฆ์รูปหนึ่งในอินเดียที่ท่านได้มีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมากก็ได้ชื่อว่าพระนาคกะเสริมเถระด้วยความที่ว่าท่านมีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธนี่เองก็เลยคิดที่อยากจะสร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนให้คนเหล่านี้ได้มีความระลึกถึงพระพุทธศาสนา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

เรื่องเล่าเมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

หากจะพูดถึงเมืองลับแลแล้วเชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อยส่วนตัวเรานั้นไม่เคยประสบพบเจอกับตัวเองมีเพียงเรื่องเล่าจากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นปัจจุบันที่เคยได้เล่าให้เราฟัง

ซึ่งตัวเราเองนั้นก็เชื่อสนิทเสียด้วยและด้วยคนแถวนั้นที่เขาได้เล่าให้เราฟังเขาได้มีความสุจริตใจไม่รู้ว่าจะโกหกกันไปทำไม โดยในค่ำคืนหนึ่งเราได้นั่งกินเหล่าตามประสาคนที่ชอบดื่มเหล้าอยู่เป็นประจำมันทำให้อารมณ์ดีเวลาที่เราได้ดื่มเหล้ากับคนที่รู้ใจ

ซึ่งวงเหล้าวงนี้ก็จะมีเพียงไม่กี่คนในสมัยก่อนยามที่ยังไม่มีภรรยาที่จะมานั่งดื่มกินกันเป็นประจำตามประสาคนโสดหาอะไรแก้เหงาส่วนตัวผมเองนั้นเป็นพี่ใหญ่เขาสุดในวงหากผมไม่ชวนก่อนรุ่นน้อยก็จะมาชวนเราเองก็จะไม่ค่อยจะคัดสักเท่าไหร่ตัดบาตรไม่ต้องถามพระว่างั้นจัดมาเลยตั้งวงกันแต่ละทีไม่ต้องถามอย่างน้อยถ้าเป็นเหล้าต่ำๆก็หงส์ทองสามกลมเป็นอย่างต่ำสามคนสายแข็งเบียร์เป็นลัง

ถ้าหากวันไหนงบน้อยก็จะต้องเป็นเหล้าขาวแหละสามคนสองกลมเหล้าขาวก็ล้มทั้งยืนเลยทีเดียวส่วนมากผมชอบกินอะไรก็จะซื้อมาอ่อยก่อนเปิดหัวด้วยเบียร์เดี๋ยวพวกก็ซื้อเบียร์มาตามเปิดด้วยเหล้าเดี๋ยววพวกก็ซื้อเหล้ามาเพราะตามประสาคนขี้เหล้าจะไม่กินหลายอย่างผสมกันมันจะตีกัน

นอกจากนี้บ้านที่ชอบนั่งกินเหล้ากันนั้นเป็นบ้านของพ่อตาและแม่ยายของผมและที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีเทือกเขาที่ลึกลับอาถรรพ์แนวเขตติดป่าดงพญาไฟเหมือนกันที่บ้านที่ได้นั่งกินนั้นคอนค่อยที่จะห่างจากชุมชนพอสมควรทำให้กินได้ดึกเพลงอะไรเพราะก็จัดมา

ในค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่นั่งดื่มกันอย่างสนุกคอผม ป๊อบ เอก โอ๊ต  เพราะได้ดื่มกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วช่วงนั้นประมาณตีหนึ่งหรือประมาณตีสองแล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาพี่เหล้าจะหมดพี่กินต่อไหมผมคิดต่อมันกำลังได้ที่

ซึ่งตอนนั้นดื่มกันสี่คนโดยปกติผมอยากกินเหล้าภรรยาของผมเขาจะไม่ค่อยบ่นเพราะรู้ดีว่าผมกินอยู่แต่ที่บ้านไม่ออกไปไหนเมาแล้วก็นอนมีอย่างเดียวที่บ่นก็คือเหม็นเหล้า

โดยหลายๆท่านที่มีเมียกันแล้วก็น่าจะรู้ดีเมื่อผมพูดแก้วก็ได้ยกแก้วสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะมีเหล้าแล้วและใครจะไปซื้อป๊อบได้เอ่ยปากออกมาก็เลยให้เอกไปด้วยกันไม่ค่อยไว้ใจพวกมึงเมาแล้วรถแรงเดี๋ยวกูจะโดนด่า

 

สนับสนุนโดย  betbb

ตำนานกระสือที่มีการร่ำลือ

โดยเรื่องราวตรงจุดนี้ที่มีเพื่อนของเราเขาได้เล่าเอาไว้ว่าเรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นมา10-15ปีที่แล้วในช่วงที่ตัวเขานั้นได้อยู่ต่างจังหวัดอยู่และเขาได้บอกอีกว่าในช่วงค่ำๆเกือบกลางคืนน้าของเขาก็จะออกไปหาปลาหากบเพื่อจะนำเอามาทำเป็นอาหารและในวันนั้นน้าก็ได้ชวนเพื่อนเราไปหากบหาเขียดด้วยแต่ปรากฏว่าในวันนั้นที่เขาได้ออกไปเขาก็ได้พบเจอกับแสงไฟประหลาดที่เป็นสีเขียวหรือว่าสีแดงที่ลอยต่ำลอยสูงสลับกันไปมาอยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึง10เมตร

ซึ่งด้วยตัวเขาเองเขาได้เกิดสงสัยว่ามันคืออะไรเขาเลยได้หันไปถามน้าของเขาน้าของเพื่อนเราเขาก็ได้ตอบกลับมาเพียงสั้นๆแค่ว่าอย่าส่งเสียงดังนั่นมันคือกระสือถ้าส่งเสียงดังมันจะไล่ขับเราไปยันบ้านและได้ทำการหลอกหลอนเราจนเช้าเลย

เพื่อเราที่เขาได้ยินเรื่องแบบนั้นเขาก็เลยตกใจกลัวก็เลยคุยกับน้าว่าจะทำยังไงดีน้าเขาก็เลยบอกว่าให้ค่อยๆเดินลัดๆแล้วออกจากพื้นที่ตรงนี้กลับบ้านไปปรากฏว่าด้วยความกลัวของเพื่อนเรามันดันเดินไปสะดุดกับสิ่งของบางอย่างทำให้มันได้ล้มลงอย่างดันจนทำให้ดวงไฟที่ลอยขึ้นลอยลงอยู่ตรงนั้นได้ลอยเข้ามาหาเพื่อนเรา

ในขณะที่เพื่อนเราได้เจอเหตุการณ์จริงๆเขาก็มือไม้อ่อนไม่มีแรงวิ่งและก็ได้เห็นดวงไฟลายเข้ามาในระยะประชิดและได้เห็นเป็นหน้าตาของผู้หญิงแก่ที่มีแสงสีเขียวกระพริบอยู่ตรงหน้าก่อนที่จะสติแตกแล้วได้วิ่งออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น

ซึ่งตรงนั้นเราก็ได้เกิดความสงสัยแล้วได้ถามเพื่อนเราว่าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมมันคือเรื่องจริงใช่หรือเปล่าเพื่อนเราสาบาและยืนยันเลยว่านั่นมันคือเรื่องจริงมันไม่ใช่เรื่องที่โกหกอย่างแน่นอนแต่ตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจตอนที่ว่าลักษณะของการเจอรูปแบบของดวงไฟประหลาดตรงนี้มันคล้ายกับลักษณะการเจอของคนที่เขาได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ในการเจอผีกระสือกันอยู่หลายคนมากและแต่ละคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันก็คือ

โดยแต่ละคนได้เห็นเป็นใบหน้าของผู้หญิงแก่อยู่ในดวงไฟสีเขียวหรือสีแดงที่กระพริบอยู่ต่อหน้าด้วยแต่ตรงนี้ก็อย่าวที่ได้บอกไปก็คือมันเป็นเพียงหลักฐานที่เป็นการพูดกับเรื่องเล่าเท่านั้นมันก็เลยทำให้ความน่าเชื่อถือค่อนข้างที่จะต่ำเพราะว่ามันไม่ได้มีหลักฐานที่จะเอามายืนยันอะไรได้เลย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

เผด็จการ นายพลปัก จุงฮี

ในปี ค.ศ.1973 คิม แดจุง ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่8 ก็เคยถูกKCIAลักพาตัวอุ้มมาจากญี่ปุ่นกลับมาขังที่เกาหลีใต้เพราะว่าในช่วงนั้นเขากำลังลี้ภัยและเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ

ชีวิตภายใต้ระบอบยูชินสำหรับประชาชนก็ยากลำบากถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในยุค1970จะเริ่มก้าวหน้าเพราะประเทศเน้นหารายได้จากอุตสาหกรรมและการส่งออกได้แล้วแต่ก็เป็นความเจริญสำหรับเฉาะคนบางส่วนเพราะการส่งออกที่ว่าก็คือการส่งออกที่เน้นการทำกำไรจากการกดค่าแรงคนงานเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำจะได้สู้กับญี่ปุ่น จีนและไต้หวันได้

นักการเมืองและข้าราชการก็ร่ำรวยแบบผิดปกติจนเป็นปกติเพราะได้รับประโยชน์จากการอนุมัติการลงทุนโครงการของรัฐต่างๆให้กับพวกนายทุนหน้าเดิมๆที่ได้กลายเป็นนายทุนผูกขาดคนเดียวมีหลายๆกิจการและเป็นระบบบริษัทครอบครัวหรือที่แฟนๆเกาหลีอาจจะเคยได้ยินกันว่าเป็นบริษัทแบบแชโบล

คำว่าแชโบลแปลตรงๆว่าครอบครัวที่มีเงินก็คือธุรกิจครอบครัวกงสีสไตล์นั่นแหละการทำธุรกิจกับรัฐในช่วงนั้นไม่ว่าโควต้าจัดซื้อจัดจ้างการนำเข้าและส่งออกก็ล้วนแต่ต้องผ่านทหารและทหารก็ได้เอาเงินไปรักษาอำนาจเอาไปแจกจ่ายสร้างบุญคุณให้ผู้ใต้อุปถัมภ์เอาไปใช้เล่นการเมืองสกปรกเผด็จการกับพวกก็ได้ตักตวงผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ชนชั้นกลางกับชนชั้นแรงงานก็ทำงานเสียภาษีแบบไม่ได้อะไรไม่มีทางลืมตาอ้าปากนักศึกษามองไม่เห็นอนาคต

นอกจากนี้ประชาชนก็ได้เริ่มทำการต่อต้านระบอบยูชิน กันมากขึ้นเรื่อยๆการต่อต้านได้เริ่มเข้มข้นตั้งแต่ ค.ศ.1974 รัฐบาลปัก จุงฮีใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อใช้กำลังควบคุมประชาชนอีกครั้งในช่วงปี1974-1979มีการใ้มาตรการฉุกเฉิน9ฉบับบางคนก็เรียกว่าเป็นยุคแห่งมาตรการฉุกเฉินเป็นยุคที่รัฐมองประชาชนผู้เสียภาษีเป็นศัตรูแบบออกหน้าออกตาทั้งที่ศัรูก็มีอยู่แล้วก็คือเกาหลีเหนือ

ช่วงสิงหาคม ค.ศ.1979 ประชาชนก็ทนไม่ไหวจนได้หลังจากที่ นาย ปัก จุงฮี ใช้การเลือกตั้งชุบตัวเป็นครั้งที่สองและก็ได้ใช้สภาหรือที่เรียกว่าสมัชชาแห่งชาติที่อยู่ใต้อำนาจของ ปัก จุงฮี โหวตขับไล่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านพรรคNDP คิมยังซัม ออกไปจากสภา

โดยประชาชนก็โกรธแค้นรู้สึกหมดหนทางที่จะสู้ด้วยการเมืองอีกรอบออกมาชุมนุมใหญ่ทั่วทั้งประเทศอีกรอบยิ่งถูกสลายการชุมนุมยิ่งจับคนติดคุกประชาชนก็ยิ่งออกมามากขึ้นเรื่อยๆในสถานการณ์ที่ย่ำแย่รัฐบาลก็ได้หมดความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เมื่อ นายพลปัก จุงฮี ก็ถูกลอบสังหารคาทำเนียบรัฐบาล โดยหัวหน้าKCIAที่จริงแล้วก็เคยมีความพยายามที่จะลอบสังหาร นายปัก จุงฮี มาแล้วครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1974ขณะที่กำลังปราศรัยออกทีวีที่โรงละครแห่งชาติเกาหลี

ประวัติของมหาวีระผู้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่

ซึ่งในวันนี้เราจะมากล่าวถึงในประวัติของมหาวีระที่ได้เป็นศาสดาของศาสนาเชนและศาสนาเชนนั้นก็ถือได้ว่าได้เป็นศาสนาที่มีความเก่าแก่ของโลกในอีกศาสนาหนึ่ง

ซึ่งได้อยู่ร่วมกันกับศาสนาพุทธหรืออาจจะเกิดก่อนศาสนาพุทธด้วยซ้ำและในส่วนของศาสนาเชนนั้นแต่ก็ยังได้มีหลายคนนั้นได้เกิดสงสัยว่ามหาวีระที่ได้เป็นศาสดาของศาสนาเชนนั้นท่านนั้นคือใครทำไมเรื่องราวของท่านนี่เหมือนกับเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเลยและทานนั้นได้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเราไปดูกันได้เลย

นอกจากนี้อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วนั้นว่ามหาวีระนั้นได้เป็นศาสดาของศาสนาเชนและยังได้นับว่าเป็นพระตีรขังกรองค์สุดท้ายของศาสนา

ซึ่งผู้คนที่เขาได้นับถือศาสนาเชนเขาได้มีการเชื่อกันมาว่าศาสนาของตนนั้นพระตีรถังกรถึง24พระองค์ด้วยกัน

ท่านมหาวีระได้เกิดในวรรณะกษัตริย์เดิมทีแล้วท่านนั้นได้มีนามว่า วรรธมานะ เป็นพระราชโอรสของบิดาพระเจ้าสิทธารกอยู่ในช่วงกษัตริย์ฤทธิ์หวีดที่ได้รวมปกครองนครเวสารีหรอไพสารีนั่นเอง

สำหรับพระราชมารดามีพระนามว่าพระนางตฤศลา วรรธมานะหรือต่อไปนั้นได้กล่าวกันว่าพระองค์นั้นมีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน2พระองค์ก็คือ พระเชษฐภคินี 1พรองค์ และ พระเชษฐา 1พระองค์โดยท่านมหาวีระนั้นได้เป็นพระโอรสองค์สุดท้ายส่วนพระเชษฐาพระองค์มีชื่อว่า “นันทิวรรธณะ” และยังได้กล่าวกันอีกว่าทางพระราชบิดาและพระราชมารดาของเจ้าชาย วรรธมานะ นั้นนับถือนักพงพระปราโมทย์

ซึ่งก็ได้เป็นพระตีรถังกรเป็นองค์ที่23ของศาสนาเชนนั้นเอง ตำนานของเชนนั้นยังได้บอกอีกว่ากลอนประสูติพระราชโอรสพระนางตฤศลาได้มีนิมิตรถึงสิ่งมงคล14อย่างได้แก่ ช้าง โค ราชสีห์ เทวีรัศมี พวงบุผชาติ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ดวงอาทิตย์ ธงผืนใหญ่ โถใส่น้ำทำด้วยเงิน สระบัว ทะเลน้ำนม อากาศยานเหล่าเทพ อัญมณี และ ไฟที่ไม่มีควัน มี14แต่ในนิคำพรเพิ่มเข้าไปอีกสองอย่างก็คือตราคู่และบัลลังก์เป็น16อย่าง

นอกจากนี้ต่อมาในวันที่พระราชกุมารน้อยประสูติก็ได้มีการจัดงานมหกรรมเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ตามท้องถนนทั่วไพสารีผู้คนต่างก็ได้นำเอาพวงเครื่องสังเวยไปเส้นไหว้ในเทวะสถานฤาษีพราหมณ์สาธยายเทศจากนั้นก็ได้รับของอย่างมากมาย

ทั้งนี้ก็ยังได้มีการนิรโทษกรรมเหล่าพวกนักโทษอีกด้วยบรรดาฤาษีพรามนณ์จากหลายที่มาเข้าชมพระบารมีของพระราชโอรสองค์น้อยเมื่อได้เห็นพระราชกุมารก็ได้มีการทำนายเอาไว้อีกว่าพระราชกุมารนี่โตขึ้นมาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีความรุ่งเรืองในอนาคต

โดยมีการทำนายเอาไว้อยู่2อย่างก็คือ ถ้าหากว่าพระองค์อยู่ครองเรือนจะได้เป็นจักรพรรดิราชผู้ยิ่งใหญ่ประการที่สอง ถ้าหากว่าออกบวชจะได้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่

การเปลี่ยนแปลงการปกครองราชาณาจักรสยาม2475

นอกจากนี้สมัยที่นายปรีดีนั้นได้เป็นเด็กและได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายและท่านก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่กระทรวงการยุติธรรมให้เข้าไปรับทุนไปศึกษาต่อในด้านวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส

หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในพุทธศักราช2332กล่าวได้ว่ามหานครปารีสกลายเป็นดินแดนที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม 

ขณะที่นายปรีดี กำลังศึกษาอยู่นั้นชาวเอเชียผุ้ที่จะมุ่งกอบกู้ประเทศให้พ้นจากการเป็นอาณานิคมเช่นโฮ จิ มิ น และ โจวเอินไหลต่างก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในมหานครแห่งนี้

กุมภาพันธ์ 2470นายปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิตกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยปารีสได้รวมชุมนุมกับนักเรียนไทยในยุโปรจำนวน6คนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง5วันที่ประชุมมีมัติร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและวางแนวทางการพัฒนาประเทศภายใต้หลัก6ประการคือ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาค และ การศึกษา 

งานเฉลิมฉลองพระนครครบ150ปีในพุทธศักราช2475นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือการก่อความไม่สงบเกิดขึ้นภายในพระนครด้วยความเป็นจริงที่ไม่มีผู้ใดร่วมรู้ก็คือแกนนำคณะราษฎรได้สำเร็จการศึกษากลับมาปฎิบัติหน้าที่อยู่ในกรมกองต่างๆทั้งได้ร่วมประชุมกับระดับนายทหารระดับกลางอันนำโดยนามพระญาณพหลพยุหเสนาบดีมาอย่างต่อเนื่องแล้ว

เพียงแต่ทั้งหมดนี่ตัดสิ้นใจไม่ดำเนินการในช่วงเวลานี้นี้มันก็ย่อมหมายความว่าท่ามกลางแถวทหารที่กล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ในขณะนี้ย่อมมีผู้คิดพลิกแผ่นดินสยามในอกสองเดือนถัดมาได้ปะปนอยู่ด้วย

3นาฬิกา วันที่24มิถุนายน 2475 พันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ ขับรถออกจากบ้านแทบวัดราชาธิวาสมุ่งสู่บ้านพหลพยุหเสนาบดีที่บางซือตามแผ่นการที่กำหนดโดยพระญาณทรงสุรเดชอาจารย์นายใหญ่โรงเรียนนายร้อยทหารบกปฏิบัติการยึดอำนาจรัฐจะต้องเริ่มต้นและเสร็จสิ้นภายใน1ชั่วโมงคือระหว่าง5นาฬิกา ถึง6นาฬิกาตรง5นาฬิกา คณะผู้ก่อการฝ่ายทหารบกกระจายการเข้ายึดจู่โจมยุทธศาสตร์ตัดการติดต่อสื่อสารพร้อมทั้งจับเจ้านายบางพระองค์ไว้เป็นตัวประกัน

6นาฬิกาคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหารเรือนำกำลัง200นายไปชุมนุมที่ลาดพระบรมรูปทรงม้าร่วมกับกำลังพลส่วนอื่นที่รวมตามมาแผนการที่วางไว้จากนั้นพระญาณพหลพยุหเสนาบดีหัวหน้าพรรคราษฎรก้าวออกมาหน้าแถวทหารประมาณ2นายอ่านประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชาณาจักรสยาม

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเสด็จแปพระราชสถานอยู่ที่พระราชวงศ์ไกลกังวลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เห็นได้ชัดก็คือพระมหากษัตริย์ซึ่งได้มีบทบาทอำนาจในการบริเวณการปกครองประเทศเปลี่ยนแปลงไปทันทีและการประชุมพยุหเสนาบดีเริ่มตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่5หากถามว่าใครนั่งเป็นเสนาบดีก็คือรัชกาลที่5เพราะฉะนั้นท่านรัชกาลที่5เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

สำหรับผู้เริ่มต้นเล่นกล้องฟิล์ม

 

การจะถ่ายรูปจากกล้องฟิล์มนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ถ่ายต้องเรียนรู้ในด้านต่างๆมากมาย เพราะการเล่นกล้องฟิล์มเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งเรื่องที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับกล้องฟิล์มนั้นไม่เพียงแค่การถ่าย แต่กล้องฟิล์มยังมีอะไรหลายอย่างที่เราต้องคสรรู้ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อกล้องรุ่งกล้อง การถ่าย การโพสต์รวมไปถึงการเลือกฟิล์มและยังมีเรื่องที่สำคัญอย่างการการเรียนรู้ในด้านกลไกลของกล้องฟิล์มด้วย

ซึ่งในด้านกลไกลก็อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนเล่นกล้องแต่ถ่าหากรู้ไว้ก็ถือว่าจะเป็นประโยชน์และสามารถทำให้เรานั้นแก้ไขสถานการณ์ได้หากเกิดความผิดพลาดขึ้นกับกล้องนั่นเอง

อย่างทุกคนทรายกันดีอยู่แล้วว่ากล้องฟิล์มโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นกล้องที่มีอายุการใช้งานมาอย่างยาวนาน ถ้าหากเป็นกล้องฟิล์มทั่วไปนั้นเชื่อว่าจะต้องมีการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า10ปี แต่ในปัจจุบันก็มีการคิดค้นกล้องฟิล์มแบบถ่ายแล้วทิ้งถ้าหากเป็นประเภทนี้ก็จะเป็นสิ่งที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ก็จะไม่ได้มีอายุการใช้งานมาก่อนนั่นเองหรือเรียกว่ากล้องฟิล์มแบบใหม่ก็ได้

สำหรับคนที่อยากเล่นกล้องฟิล์มหรือต้องหาซื้อกล้องฟิล์มสักหนึ่งตัว อย่าเชื่อหรืออ่านเพียงรีวิวเท่านั้น เพราะความชอบความรู้สึกในการสัมผัสของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ดังนั้นการจะเลือกกล้องฟิล์มให้หมาะกับตัวเองนั้นก็คือการไปซื้อและไปลองด้วยตัวเองนอกจากจะได้กล้องในรูปแบบและการใช้งานที่ถูกใจแล้วนั้น ยังลดความเสี่ยงในการถูกย้อมแมวได้ด้วย

สำหรับแหล่งซื้อกล้องฟิล์มชื่อดังนั้นก็คือ Mega Plaza หลายคนที่เล่นกล้องฟิล์มนั้นจะต้องรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะที่นี่นั้นเป็นแหล่งรวมที่ใหญ่ของกล้องฟิล์มเลยทีเดียว โดยโซนกล้องฟิล์มนั้นจะอยู่ที่ชั้น5ของอาคาร โดยก็จะมีขายทั้งฟิล์มและกล้อง สำหรับคนที่สนใจก็สามารถที่จะไปเลือกชมเลือกซื้อกันได้ที่นี่นั่นเอง

และราคานั้นก็เป็นราคาที่อยู่ในเรทกลางๆไม่แพงและไม่ถูกจนเกินไปแล้วแต่รุ่นแต่สิ่งที่สำคัญถ้าหากเรานั้นเลือกซื้อกล้องที่ร้านขายกล้องฟิล์มโดยตรงก็จะทำมห้เรานั้นสะดวกถ้าหากกล้องนั้นมีปัญหาหรือเกิดการชำรุจก็สามารถที่จะไปส่งซ่อมส่งเช็คที่ร้านได้เลยนั่นเอง

ไม่เพียงแต่กล้องเท่านั้นฟิล์มก็เช่นเดียวกัน ซึ่งฟิล์มนั้นถึงแม้จะมีรีวิวต่างๆมากมาย แต่การได้ลองใช้เองเราจะรู้ว่าฟิล์มแบบไหนเหมาะกับการถ่ายรูปของเรา ดังนั้นสำหรับมิใหม่ที่หัดเล่นกล้องฟิล์มในช่วงแรกนั้น การลองฟิล์มถือเป็นเรื่องที่ดี ลองไปหลายๆยี่ห้อหลายแบบ และเลือกอันที่เหมาะกับการถ่ายของเราด้วย ถึงแม้ยังมีเรื่องอื่นๆที่เราควรต้องรู้เกี่ยวกับกล้องฟิล์มหลากหลาย แต่สองสิ่งนี้ถือว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เริ่มถ่ายภาพฟิล์มได้แล้ว

 

สนับสนุนโดย   aesexy

สมัยรัชกาลที่5พระองค์ก็ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่นำความเจริญเข้ามาแบบก้าวกระโดด

พอเทคโนโลยีดีวัฒนธรรมก็เติบโตแพร่หลายในหมู่สามัญชนเช่นดนตรีบลูส์ ดนตรีแจ๊ส ดนตรีของคนรากหญ้าดังกระหึ่มทั่วโลกยุคนี้ยังเป็นยุคเริ่มเฟื่องฟูของภาพยนตร์ทำให้คนสามารถหาความบันเทิงได้ในราคาถูกมีให้ดูทุกวันตั๋วไม่แพงเหมือนละครทีวี หรือ คอนเสิร์ตต่างๆภาพยนตร์เงียบดังสุดๆในช่วงนี้เลย

ประเทศแบบเยอรมันกลายเป็นผู้นำเรื่องศิลปะภาพยนตร์เลยทีเดียวพอการเมืองดีรัฐก็เริ่มลงทุนในชนชั้นแรงงานที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงปี ค.ศ.1920กระแสสังคมนิยมกำลังมาแรงในอังกฤษพรรคแรงงานก้าวขึ้นมาสู่สีกับพรรคอนุรักษ์นิยมมีการออกกฎหมายที่ขยายผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก5ล้านคนกลายเป็น12ล้านคนแต่ผู้หญิงก็ยังไม่ได้เลือกตั้งทุกคนอยู่ดีทำให้มีความเท่าเทียบกันมากขึ้นมีกฎหมายสวัสดิการจ่ายเงินให้คนว่างงานประชากรมีกำลังซื้อบ้านของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกันกับประเทศสุดฮิตที่เจ้านายไทยสมัยนี้นิยมส่งลูกหลานไปเรียนก็คือเยอรมันที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐหรือที่เรียกว่า สาธารณรัฐไวมาร์แม้จะมีอายุสั้นไม่กี่สิบปีแต่ก็มีความเป็นประชาธิปไตยมีการออกกฎหมายจำกัดชั่วโมงการทำงานที่ค่อนข้างเป็นสากลคือ48ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เริ่มมีสวัสดิการรัฐซึ่งนี่คือปี ค.ศ.1919หรือ พ.ศ.2462ช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่6เลยทีเดียวกลับมามองกันที่ระบอบการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นตอนนั้นเราปกครองด้วยระบอบรัฐบรรณาการหมายความว่าเราไม่ได้ปกครองหัวเมืองต่างๆโดยตรงแต่เมืองต่างตกลงจะส่งบรรณาการให้เราเพื่อเป็นการคุ้มครองแต่พอถึง

สมัยรัชกาลที่5พระองค์ก็ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ถือว่าเป็นการปกครองแบบสมูรณาญาสิทธิราชย์เต็มตัวคืออำนาจอยู่กับพระองค์ทั้งหมด

โดยบริหารงานราชการทั่วราชาณาจักรผ่านระบบราชการซึ่งนำความเจริญเข้ามาแบบก้าวกระโดดเลยระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานก็เกิดขึ้นมีรถไฟมีถนน

แต่จนถึงปีพ.ศ.2475ประเทศสยามก็ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมไม่สามารถกางข้ามไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมได้ความเจริญที่ได้เข้ามาก็มีเพียงแค่จุดๆเดียวนั่นก็คือพระนครที่ทางของสยามก็คือการขายสินค้าเกษตรป้อนตลาดให้กับโลกอุตสาหกรรมชาวนาคือฐานรากที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตและเรากำลังจะเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี1930ทั้งๆแบบนี้ด้วยพอเรายังเป็นสังคมกสิกรรมในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเติบโตที่ทางของสยามก็คือเป็นประเทศการส่งออกสินค้าเกษตรเช่นข้าวแต่ปัญหาก็คือที่ดิน

ซึ่งได้เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดนั่นแหละแล้วเจ้าของที่ดินจะเป็นใครไปได้นอกจากขุนนางเก่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

ซึ่งล้วนแต่ถูกแต่งตั้งโดยคนกลุ่มเดียวที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ช่วงเวลานั้น นายคาร์ล ซิมเมอร์แมนนักวิชาการชาวอเมริกันที่ทางการของสยามเคยจ้างให้เข้ามาสำรวจระบบเศรษฐกิจก็พบว่าในภาคกลาง36%ของชาวชนบทไม่มีกรรมสิทธิในที่ดินทำกินเลย

 

สนับสนุนโดย  dewabet