พบวัตถุปริศนาที่มีนามว่าJ002E3

ภารกิจวันที่348บนดาวอังคาร

ในวันที่17มีนาคมปี2017ยานสำรวจดาวอังคารออพพอร์ทูนิตีที่ได้ทำการอัพโหลดภาพจากพื้นที่ราบเมอริดีอานี ของดาวอังคารภาพนี้ปรากฎถึงวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนกับเหล็กที่ส่องแสง โดยมีคนที่เชื่อในเรื่องยูเอฟโอบนโลกออนไลน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “วัตถุปริศนาที่อยู่ในภาพนั้นเหมือนกับมีแสงส่องออกมาจาก ซึ่งมันก็ได้ทำให้ดูเหมือนกับว่ามันได้เป็นยานอวกาศจริงๆ

โดยขนาดของวัตถุนั้นก็ได้คาดการณ์ว่ามันน่าจะมีขนาดเล็ก เมื่อได้นำเอามาเทียบจากมาตราส่วนของภาพซึ่งรูปภาพดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกบัยทึกเอาไว้ได้จากการปฏิบัติภารกิจในวันที่348บนดาวอังคาร ซึ่งมันก็ได้ตรงกับเดือนมกราคม ปี2005บนโลก โดยที่ยังไม่ได้มีคำอธิบายว่าเหตตุใดภาพจึงเพิ่งปรากฎออกมาซึ่งมันก็ได้มีแค่เพียงที่นักวิทยาศาสตร์ของภารกิจก็ได้ออกมายืนยันว่าสิ่งนั้น “เป็นสิ่งประดิษฐ์บางอย่าง”แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะรู้สาเหตุที่มาของพวกมันได้

J002E3

ในวันที่3เดือนกันยายน ในปี2002 ซึ่งนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นนามว่า บิลล์ ยัง เขาก็ได้พบเห็นวัตถุประหลาดซึ่งมันได้อยู่ในวงโคจรของโลกโดยพวกเขาก็ได้ตั้งชื่อให้กับมันว่าJ002E3และไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นมันก็ได้ถูกพบอีกครั้ง ซึ่งก็คือภาพนี้ที่ถูกถ่ายไว้ได้ที่หอดูดาวสเกียปาเรลลี่ของอิตาลีประมาณกาไว้ว่าความยาวของมันมีขนาดประมาณ18เมตร

โดยแท่งปริศนานั้นจะหมุนรอบตัวหนึ่งครั้งต่อนาทีจึงทำให้เกิดแสงสว่างที่แตกต่างกันเจ้าหน้าที่จากโครงการสำรวจวัตถุใกล้โลกของนาซากล่าวว่า จากการสแกนหาวัตถุที่เข้ามาใกล้โลกวัตถุปริศนานั้นไม่ได้ปรากฏในลักษณะของดาวเคราะห์น้อยและได้ชี้ว่า”มันอาจจะเข้ามาสู่วงโคจรของโลก เมื่อไม่นานมานี้อีกทั้งยังมีเรื่องที่หน้าแปลกเพราะว่ามันมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับยานอวกาศใดๆที่เพิ่งได้มีการปล่อยออกไปมีการคาดเดาว่าจะเป็นยานของเอเลียน

แต่ด้วยการโคจรของมันที่ดูไม่สเถียรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั่นหมายถึงมันน่าจะเจอวัตถุบางอย่างที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองในช่วงแรกทางด้านนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อว่าวัตถุJ002E3ได้เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กแต่จากการวิเคราะห์สเปกตรัมของแสงอาทิตย์ที่ได้สะท้อนกับวัตถุนี้

ก็ได้พบว่าสีที่ได้ปรากฎตรงกับสีของของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ทางด้านนาซาเคยใช้ในโครงการอพอลโล เมื่อหลายทศวรรษที่แล้วจากการติดตามวงโคจรของมันแบบย้อนหลังนักวิทยาศาสตร์ก็ได้คำนวณออกมาได้ว่ามันได้ออกจากวงโคจรของโลกไป เมื่อในปี1971และมันได้ไปโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ประมาณ30รอบก่อนที่มันจะโคจรกลับมายังโลกนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่ได้ถูกใช้ในโครงการอพอลโล12นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

สตอรี มัสเกรฟ ได้เป็นคนเดียวที่โดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา

ลีแลนด์ เมลวิน

ลีแลนด์ เมลวิน นักบินอวกาศปลดเกษียณได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศมาแล้วกว่า565ชั่วโมง ซึ่งมันก็ได้มีอยู่สองภารกิจที่เขาได้เคยปฏิบัติหน้าที่โดยเขาได้ถูกส่งขึ้นไปด้วยกระสวยอวกาศแอตแลนทิส และหนึ่งในภารกิจที่ เมวิน ได้รับหน้าที่นั้นเขาก็ได้เล่าว่าเขาได้พบบางอย่างสิ่งผิดปกติที่ได้ผ่านทางหน้าต่างของกระสวยอวกาศ “ซึ่งสิ่งนั้นมันได้มีลักษณะที่โปร่งแสง โค้งมนและมันได้ดูคล้ายเหมือนกับสิ่งที่มันได้มีชีวิต”

  ที่มันได้ล่องลอยมาจากบริเวณที่เก็บสัมภาระของยาน ออกไปสู่อวกาศเขาก็ได้รายงานกับสิ่งที่เขาได้พบกลับไปทางนาซาแต่ทางศูนย์เขากลับบอกว่า “มันได้เป็นเพียงแค่ก้อนน้ำแข็งธรรมดาเท่านั้น” ซึ่งได้คาดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นอยู่บริเวณรอบๆของกระสวยอวกาศ เมื่อมันได้แตกตัวออกจึงทำให้มันมีลักษณะเป็นทรงโค้งมน โดยสื่อออนไลน์เขาก็ได้ถาม เมวิน ว่า “มันจะเป็นไปได้ไหมว่านาซาอาจจะปกปิดอะไรบางอย่าง” ซึ่งเขาได้ตอบว่า “คงไม่หรอก แต่ก็ไม่แน่ใจใครจะไปรู้” 

สตอรี มัสเกรฟ

นักบินที่ได้ปลดเกษียณของนาซา มีนามว่าสตอรี มัสเกรฟได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศนานกว่า1,200ชั่วโมงและยังได้เป็นนักบินอวกาศเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เคยโดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา โดยตั้งแต่ที่เขานั้นได้ปลดเกษียณเขาก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงประสบการณ์ที่ได้อยู่บนอวกาศของเขาและยังได้กล่าวในบางสิ่งที่เขาได้พบเจอ

ซึ่งเขาก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ จากการที่ได้สัมภาษณ์ที่ได้ผ่านทางทีวีมัสเกรฟเขาก็ได้เผยภาพฟุตเทจของภารกิจ เอสทีเอส-80ที่เกิดขึ้นในปี1996 ซึ่งเขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม มัสเกรฟเขาได้เห็นวัตถุบางอย่างปรากฎอยู้เหนือเส้นขอบฟ้าของโลกโดยเขาก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรและเมื่อได้มีการตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่สิ่งนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลก

ที่อยู่ในกาแล็กซี่ของเรามัสเกรฟกล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก มีอารยธรรมที่พัฒนาไปไกลมากและมีอยู่มานานกว่าร้อยล้านปีแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงความก้าวหน้าหรือสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ได้” อีกทั้งเขายังบอกอีกว่า ถ้ามีสิ่งมีชีวิตนั้นเข้ามาในโลกโดยมีข้อเสนอที่จะพามนุษย์โลกไปกับพวกเขาเขาจะยอมไปด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขเลย

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

การขโมยแล็บใต้ทะเล

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำการวิจัยใต้ทะเลที่มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถยนต์ซึ่งโดยมันจะมีน้ำหนักโดยรวมประมาณ740กิโลกรัมซึ่งมันก็ได้ถูกขโมยไปจากใต้ทะเลบอลติกและอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ก็ได้รับการดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมหาสมุทร จีโอมาร์ เฮล์มโฮล์ทซ์ ซึ่งมันได้ถูกใช้เพื่อการเก็บรักษาข้อมูลต่างๆและวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมของสิ่งต่างๆในทะเลมาตั้งแต่ปี1957

และเมื่อได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในวันที่21สิงหาคม ปี2019 เมื่อได้มีนักวิจัยที่ไม่ได้รับข้อมูลจากแล็บที่อยู่ใต้น้ำในช่วงตอนแรกนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คิดว่าระบบในการที่จะส่งข้อมูลนั้นมันอาจจะมีปัญหาจึงได้มีการส่งเหล่านักดำน้ำให้ลงไปทำการตรวจสอบจากนั้น เมื่อพวกเขาได้เข้าไปถึง

ในอุปกรณ์ดังกล่าวพวกเขากับพบว่าอุปกรณ์ทั้งหมดนี้มันกลับหายไป โดยได้เหลือเอาไว้อยู่สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งเอาไว้ก็คือสายไฟที่มันได้ขาดเท่านั้น จากนั้นนักชีววิทยาทางทะเล เฮอร์แมนน์ แบนจ์  จากศูนย์วิจัยจีโอมาร์ ก็ได้กล่าวว่า “เมื่อนักดำน้ำได้มาถึงที่ก้นทะเลพวกเขาก็ได้พบเพียงแต่สายเคเบิลที่มันได้มีการฉีกขาดเพียงเท่านั้น

ซึ่งมันได้ถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์”  จากนั้นทางด้านตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนค้นหากันอย่างต่อ เนื่องและทางด้านศูนย์วิจัย จีโอมาร์ ก็ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือจากทางสาธารณะเพื่อที่จะทำให้ในการรายงานข้อมูลหากมีการพบเจออะไรก็ตามที่มันได้มีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ อุปกรณ์ของนักวิจัยต่างๆที่อยู่ใต้ท้องทะเลดังกล่าวที่มันได้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเมืองคีลประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มันได้ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยรายงานก็ยังได้ระบุเอาไว้ว่า ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ

ที่เกี่ยวกับทางธรรมชาติใดๆรวมถึงกระแสพายุหรือสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในอีกด้วยและทะเลที่จะสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์นี้ได้ โดยมันจะต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อประกอบไปด้วยโครงสร้างของทั้งสองส่วน ซึ่งแต่ละส่วนนั้นมันมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมมีเซ็นเซอร์ เพื่อวัดอุณหภูมิความเค็มออกซิเจนความเข้มข้นและของมีเธนและระบบจ่ายไฟ

เมื่ออุปกรณ์นี้จะมีมูลค่าถึง300,000ยูโรก็ตามแต่นักวิจัยได้กล่าวว่า ถ้าข้อมูลภายในหายไปมันก็ “ไม่มีค่า” อะไรในขณะเดียวกันมันก็มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับผู้ที่ขโมยอุปกรณ์ โดยคาดว่าแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ คือการค้าโลหะโดยการกู้โลหะจากใต้ท้องทะเลได้กลายเป็นวิถีชีวิตเหล่าโจรที่จะออกมาหาทำการปล้นเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือเรือของทหารที่จะอยู่ ในช่วงก่อนยุคที่ใช้พลังงานของนิวเคลียร์ต่างๆในยุคนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

สรุปสงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่1ก็ถือว่าเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของมนุษยชาติได้ เริ่มขึ้น เมื่อวันที่28กรกฏาคมปี1914แล้วก็ได้ไปจบในวันที่11พฤศจิกายน ปี1918 ต้องบอกเลยว่าเป็นการรบที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานถึง4ปีเลยทีเดียว ซึ่งในการรบในครั้งนี้มันก็ได้เป็นการรบกันระหว่างสองฝ่ายด้วยกัน ฝ่ายแรกนั้นก็คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบไปด้วยชาติต่างๆอีกมากมาย

แต่ว่าแกนนำนั้นได้แก่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และ จักรวรรดิรัฐเซีย ส่วยอีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งฝ่ายนี้จะประกอบไปด้วย เยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน และ บัลแกเรีย นั้นเอง ทีนี้จะถามว่าทั้งสองฝ่ายนี้ได้มาทะเลาะกันได้อย่างไงทำไมอยู่ดีๆถึงได้เข้ามารบกันและทำไมมันได้เกิดมาถึงเป็นเรื่องของสงครามโลก

ก็ต้องบอกเลยว่าเรื่องใหญ่ในระดับสงครามโลกมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าเหตุผลใดเหตุผลเดียวหรอกจะทะเลาะกันขนาดนี้มันจะต้องมีการสะสมความแค้นกันแบบเยอะแยะมากมายสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามโลกนั้นมันก็ได้มีอยู่เยอะแยะมากมายตั้งแต่ข้อแรกการสะสมอาวุธ และ ในการสะสมอาวุธมันก็ได้ทำให้หลายๆประเทศไม่ไว้ใจกันและกัน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามก็อาจจะคิดว่าสะสมอาวุธเอาไว้แบบนั้นเขาจะเข้ามารบกับฝ่ายเราหรือเปล่าและถ้าแก่สะสมเราก็จะสะสมบ้างดีกว่าและนี่ก็เป็นสาเหตุแรก ส่วนสาเหตุที่สองก็คือจักรวรรดินิยมนั้นเอง คือมันเป็นช่วงที่มีการล่าอานานิคมต่างๆ

มันทำให้เกิดอะไรขึ้นหนึ่งมันทำให้ทะเลาะกันอย่างแน่นอนเพราะว่าทุกคนก็อยากจะยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดมันก็จะมีตั้งแต่ฉันอยากยึดแก่เราก็เลยทะเลาะกันหรือว่าฉันอยากยึดประเทศนั้นแก่ก็อยากจะยึดประเทศนั้นแย่กันและได้ทะเลาะกันและยังได้รวมไปถึงResorce หรือ ทรัพยากร ต่างด้วย พอประเทศนั้นประเทศนี้ยึดอานานิคมไปก็จะต้องมีการเอาทรัพยากรจากประเทศนั้นไปใช้และทำให้ตัวเองร่ำรวยมากขึ้นพอร่ำรวยเสร็จก็จะไปซื้อาวุธอะไรประมาณนี้เป็นต้น และ จักรวรรดินิยม ก็ได้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามโลกนอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกก็คือสงคราม

ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งใหญ่ครั้งนี้มันก็ได้เกิดสงครามย่อยๆอีกหลายสงครามก่อนหน้านั้น ซึ่งสงครามเหล่านี้มันก็ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือแบบเคยรบกันตรงนี้มาก่อนคนนี้แพ้คนนี้โดนยึดดินแดนเคยรบกันตรงนั้นคนนี้ก็โดนยึดดินแดนพอมันได้มีการแพ้มีการยึดดินแดนกันมันก็เลยทำให้เกิดมีความแค้นขึ้นมา อย่างฝรั่งเศส กับ เยอรมัน เคยรบกัน เยอรมันเองก็เคยไปยึดพื้นที่ของฝรั่งเศสมาแล้วก็บังคับให้เซ็นสนธิสัญญาสงบศึกต่างๆฝรั่งเศสก็แค้นก็แบบหากมีโอกาสฉันจะแก่แค้นแก่เป็นต้น

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน โปรดี

ประวัติการสร้างเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร

หากพุดถึงเรื่องของการสร้างศาลหลักเมืองนั้น ในทุกจังหวัดจะต้องมีศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ซึ่งที่กรุงเทพมหานครเองก็มีการสร้างศาลหลักเมืองด้วยเหมือนกัน  สำหรับศาลหลักเมืองของจังหวัดกรุงเทพฯนั้นจะอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังซึ่งจะอยู่ตรงถนนหลักเมืองเขตพระนครโดยมีการตั้งศาลเอาไว้ตรงบริเวณหัวมุมของสวนหลวงเส้นทางตรงนี้จะเป็นเส้นทางที่มีรถเมล์วิ่งผ่านสายสายด้วยกันแล้วจะหาใครต้องการที่จะไปเคารพกราบไหว้ขอพรศาลหลักเมืองแล้วก็จะต้องเดินทางไปในช่วงเวลาแค่เพียงตอน 05:30 นถึง 07:30 นเท่านั้น

ประวัติความเป็นมาของการสร้างศาลหลักเมืองนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์การบันทึกเอาไว้ว่ามีการสร้างศาลหลักเมืองในการเอาเสาลงหลุมนั้นจะต้องมีการกำหนดฤกษ์งามยามดีโดยวันที่ทำพิธีนั้นถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องเป็นวันที่ 21 เดือนเมษายนปีพศ. 2325 ซึ่งวิธีการทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีแต่ขณะที่กำลังจะนำเสาลงไปไว้ในหลุมนั้นปรากฏว่าได้มองเห็นว่าในหลุม

ดังกล่าวมีลูกงูอยู่ 4 ตัวซึ่งไม่รู้ว่าลูกงูทั้ง 4 ตัวนั้นมาอยู่ในกลุ่มด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่แต่อย่างไรก็ตามทางพรหมณ์ไม่สามารถที่จะหยุดพิธีได้เนื่องจากมีการระบุเลิกยางเอาไว้แล้วจึงได้มีการนำเสาลงหลุมซึ่งหลังจากทำพิธีเสร็จสิ้นกันเรียบร้อยแล้วต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าวว่าจะเป็นการลางบอกเหตุไม่ดีอาจจะทำให้เกิดอาเพศต่อบ้านเมือง

โดยมีคนทำนายเอาไว้ว่าอาจจะทำให้เกิดการสิ้นสุดราชวงศ์จักรีในอีก 150 ปีข้างหน้านับตั้งแต่มีการสร้างศาลหลักเมืองอย่างไรก็ตามได้มีการแก้เพชรด้วยการสร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาอีก 1 อันโดยเอาไว้ตั้งคู่กันซึ่งการแก้ไขศาลหลักเมืองนั้นเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โดยหวังว่าการสร้างศาลหลักเมืองเพิ่มอีกอันคู่กันนั้นเป็นการแก้เคล็ดแก้อาถรรพ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับราชวงศ์  และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาศาลหลักเมืองของกรุงเทพฯจะมี 2 ต้น

วางอยู่คู่กันซึ่งหากใครไปไหว้ศาลหลักเมืองก็จะสามารถเห็นได้โดยด้านนอกนั้นจะมีการจำลองศาลหลักเมืองไว้ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านประชาชนไปกราบไหว้รวมถึงปิดทองส่วนศาลหลักเมืองจริงนั้นจะถูกสร้างศาลาคลุมเอาไว้ซึ่งจะเข้าไปกราบไหว้เท่านั้นไม่สามารถที่จะจุดธูปเทียนรวมถึงไม่สามารถปิดทองได้อย่างไร

ก็ตามปัจจุบันนี้เมื่อถึงเทศกาลต่างๆผู้คนก็มักจะเดินทางกันไปไหว้ศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตนเองและครอบครัวซึ่งศาลหลักเมืองจึงกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครที่มักจะมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำทุกวันบริเวณรอบๆศาลหลักเมืองนั้นก็จะมีจุดที่ชาวบ้านนั้นนำนกมาขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อปล่อยเพื่อความเป็นสิริมงคลและบริเวณใกล้เคียงนั้นยังมีวัดวาอารามที่มีชื่อเสียงและมีความสวยงามให้นักท่องเที่ยวนั้นได้เดินข้ามไปกราบไหว้ได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน บาคาร่า

ผีมีอยู่จริงหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องผีถ้าจะให้เราพูดความคิดเห็นมันก็น่าจะแตกเป็นสองฝ่าย ระหว่างความเชื่อที่บอกว่าผีมีจริง กับ อีกหนึ่งอันก็คือหักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าผีไม่มีจริงแต่มันอาจจะเป็นอย่างอื่นแทนมันอาจจะเป็นปัดจัยหลายๆอย่างแทนไม่ว่าจะเป็นลมฟ้าอากาศหรือนกหรือความบังเอิญหรืออะไรแบบนี้ก็เราขอแยกเป็นสองกรณีด้านของ ความเชื่อกับวิทยาศาสตร์ ก่อนแล้วกัน

ถ้าเอาตามหลักของความเชื่อแล้วเราเชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้กันมาอยู่แล้วว่าความหมายของผีนั้นมันคืออะไร ผีนั้นมันก็คือวิญญาณของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ที่ร่างกายหรือกายหยาบได้ตายไปแล้ววิญญาณที่อยู่ในร่างก็ไม่มีกายหยาบก็ล่องลอยอยู่ในอากาศแล้วก็อยู่กับพวกเรา

แต่พวกเราไม่สามารถที่จะสัมผัสได้เราก็เลยตีความสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นวิญญาณ ซึ่งวิญญาณบางทีก็อาจจะกฎให้เราเห็นบ้างหรือบางทีก็ไม่เห็นเลยในกรณีที่เราจะเห็นวิญญาณได้นั้นมันก็จะมีอยู่หลายรูปแบบอย่างในไทยเราก็อาจจะเห็นเป็นเงาบ้างหรืออาจจะเห็นตัวเต็มๆเลยอาจจะใช้วิธีมองลอดใต้หว่างขาหรือเอาดิน7ป่าช้าเอามาทาที่เปลือกตาแล้วก็จะเห็นอันนี้มันก็เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลและก็ส่วนใหญ่

จะเป็นความเชื่อในแทบเอเชียในประเทศไทยอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าต่างประเทศเขาจะมองเรื่องผีหรือวิญญาณในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือ white Ghost หรือว่า ผีที่มีรูปแบบลักษณะสีขาวหรือร่างกายโปร่งใสแต่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ร้อย%เลย ซึ่งความเชื่อในแตกละประเทศที่เกี่ยวกับเรื่องผีมันก็จะแตกต่างกันออกไปบ้างที่ก็คลั่งเรื่องผีจนยกย่องให้ผีเป็นเทพบางทีก็บอกว่าผีเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่จะโพล่ออกมาหลอกหลอนมาทำให้เรากลัวมาทำให้เราหลอนบ้างอย่างในไทยเราก็จะเห็นกันค่อนข้างเยอะ

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นของมนดำหรืออาคมแล้วก็อื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผี ซึ่งตรงนี้มันคือมุมมองในด้านของความเชื่อที่ใครหลายๆคนต่างก็ได้พบเจอกันอยู่เป็นจำนวนมากไม่และอย่างคนที่ชอบเล่นของและเอาไม่อยู่มันก็จะหันกลับเข้ามาทำร้ายตัวของเราเองและมันก็จะมาปรากฎตัวให้เรานั้นได้เห็นเป็นครั้งคราวก่อนที่มันจะฆ่าเราให้ตายและในประเทศไทยนั้นมันก็ได้มีเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องของผีต่างๆที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

How to กุหลาบเปลี่ยนสี

     

          อย่างที่ทราบกันดีว่าวิทยาศาสตร์นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เพียงแต่เราจะรู้หรือไม่เท่านั้น หลักการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก เราในฐานะผู้ปกครองสามารถหากิจกรรมเกี่ยวกับการทดลองวิทยาศาสตร์ มาสอนลูกหลานของเราได้เอง นอกเหนือจากที่จะให้บุตรหลานของเราเรียนรู้มาจากที่โรงเรียน  การทดลองวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนั้น

มีหลายอย่างที่เราสามารถทดลองและนำมาสอนบุตรหลานของเราให้ได้เรียนรู้พร้อมกันเพลิดเพลินไปในตัว วันหยุดหากไม่ได้พาบุตรหลานออกไปเที่ยวไหน เรามาลองให้ให้บุตรหลานของเราเรียนรู้วิทยาศาสตร์รอบๆตัวที่สามารถทำได้ง่าย สำหรับวันนี้การทดลองจะเน้นให้เห็นถึงความสวยงาม และสามารถสร้างรายได้ ได้ด้วย  อย่างเช่น วันนี้เราจะมาทดลองการเปลี่ยนสีของกุหลาบจากสีขาวไปเป็นกุหลาบสีเขียว  สีม่วง สีฟ้า  สีน้ำเงิน หรือแม้แต่กุหลาบสีรุ้งก็สามารถทำได้ 

          สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานเปลี่ยนสีกุหลาบมีดังนี้ คือ  กุหลาบสีขาว   สีผสมอาหารเลือกสีที่เราชอบ ต้องการเปลี่ยนกุหลาบสีขาวให้เป็นสีอะไรก็เตรียมสีนั้นไว้เลยค่ะ  น้ำอุ่น  น้ำตาลทราย   กรรไกร   แจกันตามจำนวนของสีที่เราใช้  น้ำยาฟอกขาว  และน้ำส้มสายชู  เมื่อได้ของครบตามที่เราต้องการแล้ว เรามาเริ่มลงมือทำการทดลองกันเลยค่ะ

  1. นำน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ เมื่อผสมเข้ากันแล้วนำน้ำยาฟอกขาวครึ่งช้อนโต๊ะมาเติมผสมกับส่วนผสมทั้งสองก่อนหน้านี้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้เทลงไปในน้ำอุ่นที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง โดยน้ำอุ่นให้ใช้ปริมาณ 1 แกลลอน โดยส่วนผสมที่เตรียมนี้จะช่วยในเรื่องการป้องกันแบคทีเรียที่จะมาทำลายระบบท่อลำเลียงน้ำและยังช่วยให้ดอกไม้คงสภาพได้นานขึ้นด้วย
  2. นำน้ำที่ผสมเสร็จแล้วเทลงในแจกันที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นให้หยดสีผสมอาหารลงไปในน้ำที่อยู่ในแจกัน ได้เตรียมสีน้ำเรียบร้อยแล้วต่อมาให้นำดอกกุหลาบที่เตรียมไว้มาใส่ในแจกันที่เราเตรียมสีไว้ โดยให้นำกรรไกรตัดที่ก้านกุหลาบให้มีลักษณะเป็นแนวเฉียงเพื่อให้ก้านกุหลาบสามารถดูดน้ำได้ดี  แค่นี้ก็รอการเปลี่ยนแปลงของสีกุหลาบได้เลย โดยปกติแล้วการดูดซึมของกุหลาบจะใช้เวลา 24 ชม. ก็สามารถเปลี่ยนสีกุหลาบได้แล้ว

          การทดลองนี้หากเราต้องการกุหลาบเป็นสีรุ้ง สามารถทำได้เพียงเรากรีดแบ่งก้านกุหลาบให้ออกเป็นแฉกประมาณ2-3 นิ้วหลายๆแฉกแล้วนำแต่ละแฉกใส่แช่ในน้ำแต่ละสีเพื่อให้ก้านกุหลาบแต่ละแฉกดูดสีแต่ละสี ผลออกมาเราจะได้กุหลาบดอกเดียวแต่จะมีหลายสีเป็นกุหลาบสีรุ้ง นอกจากเราจะทดลองกับดอกกุหลาบแล้ว เรายังสามารถทดลองกับดอกไม้ชนิดอื่นๆได้ด้วย เช่น ดอกคาเนชั่น หรือจะลองกับใบผักกาดก็ได้ ขั้นตอนการทดลองไม่ยากเลยใช้ไหมคะ วันหยุดอย่าลืมช่วยบุตรหลานทดลองทำกันดูนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame สูตร

ตำนานรักท้าวศรีโคตรตะบองกับนางเขียวข่อม

  สำหรับตำนานรักของท้าวศรีโคตรนั้นเป็นตำนานที่ชาวเมืองเวียงจันทน์เชื่อว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นจริงในสมัยโบราณซึ่งตำนานนี้เป็นคำบอกเล่าว่าเนื่องจากพิษของความรักทำให้ท้าวศรีโคตรนั้นได้มีการสาปแช่งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ซึ่งตำนานนี้ได้มีการเล่าขานต่อๆกันมาว่าที่เมืองเวียงจันทน์นั้นเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าในช่วงเวลานั้นมีช้างป่าบุกรุกเข้ามาในเขตเมืองและทำลายข้าวของและรุมทำร้ายชาวบ้านทำให้ทุกคนในเมืองเวียงจันทร์นั้น

ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนกันหมดดังนั้นเจ้าผู้ครองนครของเมืองเวียงจันทน์จึงได้มีการประกาศออกตามหาคนที่สามารถที่จะมาปราบช้างป่าฝูงนี้ได้โดยได้ป่าวประกาศออกไปว่าหากใครสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็จะยกเมืองให้ครึ่งหนึ่งและยังแถมให้แต่งงานกับพระธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์อีกด้วยซึ่งตอนนั้นของเจ้าเมืองเวียงจันทน์นั้นมีรูปร่างหน้าตา

และพระสิริโฉมที่งดงามมากหลังจากที่ท้าวศรีโคตรนั้นได้ข่าวจึงได้เดินทางมาที่เมืองเวียงจันทน์เพื่อหวังที่จะมาปราบช้างป่าโดยท้าวศรีโคตรนั้นเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาตั้งแต่เด็กๆเพราะไปร่ำเรียนมากับอาจารย์ต่างๆหลายท่านรวมถึงพระศรีโคตรเองก็มีอาวุธที่เรียกว่าอาวุธวิเศษซึ่งเป็นตะบองเพชรดังนั้นท้าวศรีโคตรจึงได้มีการเข้าไปปราบช้างป่าจนในที่สุดช้างป่าก็ศิโรราบให้กับท้าวศรีโคตรหลังจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้มีการพระราชทานพระธิดาให้แต่งงานกับท้าวศรีโคตร

ซึ่งพระธิดาของเมืองเวียงจันทน์นั้นชื่อว่าเจ้านางเขียวข่อม ซึ่งเจ้าเมืองเวียงจันทน์นั้นได้มีการสร้างปราสาทให้กับเจ้านางเขียวข่อมกับท้าวศรีโคตรแยกอยู่อาศัยอีกประสาทหนึ่งต่างหากแต่อยู่มาไม่นานเจ้าเมืองเวียงจันทน์ก็เกิดความกลัวว่าท้าวศรีโคตรนั้นจะมาแย่งอำนาจและแย่งการปกครองของเมืองจึงได้มีการคิดจะกำจัดท้าวศรีโคตรแต่ไม่ว่าจะทำยังไงท้าวศรีโคตรก็ไม่ตายเนื่องจากว่าท้าวศรีโคตรนั้นมีวิชาอาคมเก่งกล้าอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า

ได้สั่งให้พระธิดานั้นไปหลอกถามว่าทำไมท้าวศรีโคตรนั้นถึงอยู่ยงคงกระพันเขาศรีโคตรนั้นไม่ได้เกิดระแวงในตัวของเจ้านางเขียวข่อมจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้านางฟังและยังบอกอีกด้วยว่าทำอย่างไรนั้นถึงจะทำให้ท้าวศรีโคตรตายได้เมื่อเจ้านางรู้เรื่องก็นำเรื่องราวดังกล่าวนั้นไปเล่าให้กับพระธิดาฟังหลังจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ออกอุบายหวัง

ที่จะฆ่าท้าวศรีโคตร ซึ่งเหตุการณ์ที่เจ้าเมืองวางแผนฆ่าท้าวศรีโคตรในครั้งนั้นทำให้ท้าวศรีโคตรนั้นได้รับบาดเจ็บและหนีกลับมาตายที่เมืองศรีโคตรพระตะบอง แต่ก่อนที่จะตายนั้นท้าวศรีโคตรได้มีการสาปแช่งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ ว่าให้ชาวเมืองเวียงจันทน์นั้นอยู่กันอย่างไม่เป็นสุขและให้มีความทุกข์เห็นเล่นมาเนื่องจากว่าคนเมืองเวียงจันทน์นั้นไม่มีสัจจะนับตั้งแต่นั้นมาว่ากันว่าชาวเมืองเวียงจันทน์นั้นจึงไม่มีใครที่มีฐานะร่ำรวยและมีความเจริญอีกเลย

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ตำนานผีสยองขวัญ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแห่งหนึ่ง  ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเพื่อนฉัน   และเขาชื่อ เต๋อ ตอนนั้น เต๋อได้เล่าให้ฉันฟังว่า เขา นั้นมีเรื่องผีจะมาบอกซึ่งมันเป็นเรื่องจริง ที่เขาเห็น ในสมัยมัธยมซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นเด็กแต่เขาจำได้ขึ้นใจ จนถึงตอนนี้ซึ่งเรื่องนั้นมีอยู่ว่าเขาได้กลับมาจากโรงเรียนที่เขาได้เรียนอยู่ระหว่างทางกลับเขาได้เจอลุงผู้หนึ่งกำลังปั่นจักรยาน

ผ่านหน้าบ้านของเขา เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรถ้าคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องปกติที่เขาจะมาปั่นจักรยานหน้าบ้านแต่เขาก็เห็นคนนั้นมาปั่นจักรยานคันเดิมทุกๆวันที่เดิมเขาก็งงว่าทำไมลุงตู่ถึงชอบมาปั่นแถวนี้แต่ก็ไม่ได้กล้าเข้าไปถาม ลุงเขาไม่กล้าแม้กระทั่งถามชื่อของลุงด้วยซ้ำแต่เขาก็จำหน้าตาของลุงได้ดีแต่ก็ยังสงสัยว่า ทำไมลุงคนนั้นถึงยังใส่เสื้อแบบเดิม

ตลอดจนมีอยู่มาวันหนึ่งเขาได้เห็นลุงคนนั้นเดินมาที่หน้าบ้านของเขาเองซึ่งเขาก็แปลกใจว่าทำไมเราถึงไม่ปั่นจักรยานของลุงเหมือนที่เคย หลังจากนั้นก็หันมาที่เขาแต่ลุงก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาและเดินจากไปหลังจากนั้นเพราะเขาได้เข้าไปในบ้านก็ได้ยินว่าแม่กำลังพูดอะไรบางอย่างกับยายอยู่เขาฉันได้แอบไปฟังและเขาก็รู้ว่าแม่ของเขาพี่กำลังคุยกับยายเขาคุยกันเรื่องลุง

ที่ชอบมาปั่นจักรยานหน้าบ้านแต่พ่อเขาได้ยินดังนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าลุงคนนั้นเป็นใครจะได้เข้าไปถามแม่ของเขาว่าน้องคนนั้นเป็นใครหรอทำไมเขาไม่เคยรู้จักเลยแม่ก็พูดว่าคนที่ทำมาปั่นจักรยานแถวหน้าบ้านเราไง หลังจากนั้นเขาก็ได้ถามว่าเรามาคุยเรื่องเขาทำไมเขาทำอะไรผิดหรอแม่ของเขาก็ตอบว่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกก็ แก น่ะเสียไปแล้ว

เขาก็เลยถามแม่ต่ออีกว่าเขาเสียตั้งแต่เมื่อไหร่เมื่อกี้ยังหันมาคุยกันอยู่เลยแม่ก็พูดอีกว่าตาฝาดหรือเปล่าจะเป็นไปได้ ยังไงแต่เราก็รู้ว่าแม่เป็นคนขี้กลัวผีเป็นอย่างมากเราจึงตอบไปว่าหน้าตาฝาด แต่ความ จริงๆเขาก็ยังนึกถึงว่าถ้าเป็นเรื่องจริงวันนั้นถ้าเราคุยกับลุงคนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นนะแต่เขาก็เลิกคิดเรื่องนั้นและทำบุญให้ลุงคนนั้นทุกวันไม่เคยลืม แม้กระทั่งจนถึงตอนนี้เมื่อเขาเล่าจบฉันก็เริ่มที่จะทำบุญให้แกด้วยเพื่อให้แกได้ไปสู่สุคติและก็ไม่เคยลืมที่จะทำบุญให้แก

 

สนับสนุนโดย  bk8

มนุษย์หมาป่ามันมีอยู่บนโลกจริงๆ

ตามหน้าประวัติศาสตร์ที่มันได้ถูกบันทึกเอาไว้มันมีลักษณะของคดีความที่มีผู้เสียชีวิตและไม่สามารถสรุปได้โดยลักษณะของศพผู้เสียชีวิตจะมีลักษณะที่เหมือนโดนขุดคุ้ยและฉีกเนื้อและฉีดร่างออกมาเป็นชิ้นๆเหมือนลักษณะการกินเหยื่อของหมาป่าเลยถ้าตามหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกเอาไว้ถึงแปดเหตุการณ์ด้วยกันโดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่นั้นได้ถูกไขกระจ่างอออกมาแล้วว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้อ้างตัวเอง

ว่าเป็นมนุษย์หมาป่าก่อเหตุเกือบทั้งหมดโดยผู้ต้องหาที่จะเกิดเหตุลักษณะแบบนี้ ส่วนใหญ่ได้ให้การเอาไว้ว่าตนเองได้ทำสัญญากับปีศาจเพื่อที่ตนจะได้เป็นมนุษย์หมาป่าโดยจะต้องทำการสังหารผู้คือทุกๆคืนจนกว่าจะสำเร็จในข้อตกลงและวันนั้นสัญญาของปีศาจก็จะบรรลุผลเพราะตามคำให้การของผู้ก่อเหตุเขาได้บอกว่า

ถ้าสำเร็จสัญญาและได้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าก็จะเป็นอมตะโดยทุกครั้งที่ได้มีการก่อเหตุแบบนี้เกิดขึ้นผู้ต้องหาก็ได้ให้สัมภาษณ์แนวนี้แทบจะทุกคนเลยแต่มีเพียงหนึ่งถึงสองเคสเท่านั้นที่ได้มีบันทึกเอาไว้ว่าได้มีการถูกบุกจู่โจมจากมนุษย์หมาป่าและไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่า ซึ่งที่มันได้ถูกบุกจู่โจมครั้งนั้นเป็นมนุษย์เป็นหมาป่าหรือเป็นมนุษย์หมาป่า

ตรงนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจอยู่เหมือนกันแต่สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวกับผู้ต้องหาที่อ้างตนเองว่าได้ทำสัญญากับปีศาจเพื่อที่จะเเปลงกายเป็นมนุษย์หมาป่าทุกคนล้วนแล้วแต่มีลักษณะทางร่างกายที่ผิดแปลกไปจากมนุษย์ยกตัวอย่างเช่นบางเคสผู้ต้องหามีลักษณะเขี้ยวยื่นออกมาและมีจมูกยื่นออกมาคล้ายลักษณะของหมาป่าเลยหรือบางคนที่ก่อเหตุมีขนขึ้นตามตัวมากกว่าคนปกติ

ทั่วไปจนทำให้คิดว่าเป็นหมาป่าในร่างคนก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้คนสมัยก่อนเขายังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันคืออะไรบวกกับตอนนั้นตำนานของมนุษย์หมาป่าหรือเรื่องเล่าของมนุษย์หมาป่าได้มีการบอกต่อเล่าต่อจนทำให้หลายๆคนค่อนข้างที่จะกลัวกับเรื่องนี้เพราะว่าในช่วงนั้น

มันได้มีคดีความในเรื่องของเด็กหายผู้คนในบ้านหายไปโดยไร่สาเหตุและมาพบอีกทีเป็นศพมีค่อนข้างมาก เลยทำให้คนสมัยก่อนเชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นมนุษย์หมาป่าจริงๆ แต่ถ้าเอาตามความจริงในปัจจุบันเราสามารถที่จะไขปริศนาได้แล้วว่ามันคืออะไร คำตอบคือมันคือโลกชนิดหนึ่งนั้นเองแต่ตรงนี้จะต้องขอบอกก่อนว่าเราจะต้องแยกเป็นสองอย่างระหว่างโลกที่เกิดขึ้นกับทางร่างกายกับโลกที่เกิดขึ้นกับทางประสาท

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8