ตำนาน เทพเจ้ากรีกเซนต์วาเลนไทน์

         ในสมัยทศวรรษที่ 3 ซึ่งเป็นยุคของอาณาจักรโรมันเป็นยุคที่มีการถือกำเนิดของวันวาเลนไทน์เกิดขึ้นในยุคดังกล่าวนั้นมีการปกครอง เทพเจ้ากรีกเซนต์วาเลนไทน์ โดยจักรพรรดิคลอดิอุส ที่ 2   และสมัยดังกล่าวนั้นเองที่ จักรพรรดิคลอดิอุส ที่ 2  เป็นจักรพรรดิ ที่มีนิสัยโหดร้ายและชอบข่มเหงรังแกประชาชนโดยพระองค์มักจะบังคับให้กับประชาชนของพระองค์นั้น

นับถือพระเจ้าที่พระองค์นับถือด้วยซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 12 องค์ด้วยกันและหากใครก็ตามที่ต่อต้านหรือไปนับถือศาสนาอื่นหรือนับถือพระเจ้าองค์อื่นพระองค์ก็จะมีการทำร้ายและลงโทษประชาชนเหล่านั้นที่สำคัญในสมัยดังกล่าวนั้น จักรพรรดิคลอดิอุส ที่ 2 ยังมีการสั่งหัวประชาชนของตนเองไม่ให้เกี่ยวข้องกับพวกที่นับถือศาสนาคริสเตียนอีกด้วย

           อย่างไรก็ตามในยุคดังกล่าวนั้นได้มีนักบุญคนหนึ่งชื่อว่า venosus    ก็เป็นนักบุญที่นับถือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และเมื่อ  จักรพรรดิคลอดิอุส ที่ 2 ส่งรู้เรื่องจึงได้สั่งให้ทหารนั้นมาจับเขาไปเข้าคุกและกักขังเอาไว้ระหว่างนั้นเองผู้คุมขังของเขาได้มีการมาร้องขอให้กับ Valentino ช่วยสอนหนังสือให้กับลูกสาวของเขาซึ่งในตอนนั้นลูกสาวของผู้คุมขังนั้นเป็นหญิงสาวที่ตาบอดมาตั้งแต่เกิดแต่ว่าเป็นผู้หญิงที่มีความงดงามเป็นอย่างมากเธอชื่อว่า julius   

         ระหว่างที่ Valentino และ julius สอนหนังสือกันนั้นทั้งคู่ก็เกิดตกหลุมรักกัน เทพเจ้ากรีกเซนต์วาเลนไทน์  อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้ว จักรพรรดิคลอดิอุส ที่ 2 ก็ได้มีการสั่งประหารชีวิต  Valentino   แต่ก่อนวันที่เขาจะถูกประหารนั้นเขาได้จับมือกับสาวคนรักของเขาก็คือ julius และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าเลยเขาต้องการให้จูเลียนั้นสายตากลับมาเป็นปกติหลังจากที่ทั้งคู่ร่วมมือกันอธิษฐานจากนั้นไม่นานจะค่อยๆลืมตาขึ้นและเธอก็สามารถมองเห็นได้ในที่สุดซึ่งนี่คือปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการที่ทั้งคู่มีการนับถือในพระเจ้า 

           อย่างไรก็ตามแต่  ท้ายที่สุดแล้ว วาตินุส ก็ถูกประหารชีวิต โดยก่อนที่เขาจะถูกตัดหัวนั้นเขาได้แอบส่งจดหมายให้กับสาวคนละของเขาก็คือ terius ซึ่งข้อความในจดหมายนั้นมันได้ถึงความรักที่เขามีต่อเติมและลงท้ายด้วยคำว่า from your Valentine และจดหมายฉบับดังกล่าวนั้นถูกส่งเมื่อวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์  ปี ค.ศ. 270

และในตอนนั้น จูเรียสได้มีการปลูกต้นอามันต์กับต้น อัลมอลต์สีชมถู  เอาไว้ที่ข้างหลุมศพของ วาตินุสด้วย  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวความรักของ วาตินุสกับ julius ก็กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความรักมาจนถึงปัจจุบันนี้   

 

สนับสนุนโดย.  u12

สงครามครูเสด เกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ.1096-1099

สงครามครูเสด เป็นสงครามแย้งชิงดินแดนระหว่างศาสนิกชนศาสนาคริสต์และอิสลามโดยชาวคริสต์ต้องการชิงดินแดนศักดิ์สิทธิของพวกตนคือจากชาวมุสลิมที่ป้องครองดินแดนแห่งนั้นสงครามครูเสดเริ่มต้นในปี ค.ศ.1095-1291พระเยซุคริสต์ศาสดาของศาสนา คริสต์

ได้ถือกำเนิดที่ดินแดนปาเลสไตน์ด้วยเหตุนี้ชาว คริสต์ จึงมีความศรัทธาต่อปาเลสไตน์ในฐานะดินแดนที่ศักดิ์สิทธิในทีแรกดินแดนปาเลสไตน์อยู่ในความปกครองของพวกชาวยิวอาหรับที่นับถือศาสตร์อิสลามแต่แม้จะนับถือศาสนาต่างกันชาวมุสลิมกลุ่มนี้ไม่ได้รังเกียจการเดินทางจาริกแสวงบุญของชาวคริสต์ปี1076

สงครามครูเสด ซึ่งเหตุการณ์ก็ไม่ได้ราบลื่นดังเช่นที่เคยเป็นมาเมื่อพวกเติร์กมุสลิมอีกกลุ่มนึงได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนปาเลสไตน์แทนชาวมุสลิมกลุ่มเก่าชาวเติร์กปล้นฆ่ากับชาวคริสต์ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญอย่างโหดร้ายอีกทั้งยังได้ทำลายโบสถ์ของชาวคริสต์จนเกือบจะหมดสิ้น

การกระทำของพวกเติร์กสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวคริสต์เป็นอย่างมากข่าวนี้ทำให้พระสันตะปาปาและจักรพรรดิแค่โรมันตะวันออกโดยมองเห็นว่าจักรวรรดิเสื่อมลงเป็นอย่างมากเพราะการรุกรานจากคนเถื่อนจากหลายเชื้อชาติแถมตอนนี้ยังเสียเอเชียไมเนอร์ให้กับชาวเติร์กอีกทรงอยากจะทำสงครามให้กู้จักรวรรดิให้คืนมา

โดยพระองค์ยังไม่มีความพร้อมในทุกๆกรณีก็ได้มีสารไปถึงพระสันตะปาปาองค์ที่สองแจ้งว่าชาวเติร์กได้ทำการรุกรานใหญ่และกำลังทำลายศาสนาคริสต์ในตะวันออกของให้ส่งกำลังไปช่วยปราบปรามด้วยพระสันตะปาปาองค์ที่สองต้องการรวบรวมศาสนจักรทางภาคตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันให้มีศูนย์กลางอยู่ที่โรม

นอกจกานี้พระอค์จึงได้นับประชุมบาทหลวงเจ้าชายและขุนนางประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1095 แจ้งข่าวทางเหตุการร์ทางภาคตะวันออกและได้กล่าวชวนผู้คนที่เป็นประมุกเหล่านั้นให้เลิกทำสงครามกันเองแต่ขอให้พร้อมใจกันจับอาวุธไปทำสงครามกับพวกเติร์กที่ได้ดูถูกศาสนาคริสต์

สงครามครูเสดในครั้งแรกเกิดในปีค.ศ.1096-1099ชาวยุโรปที่ได้เข้าร่วมกับทัพครูเสดในครั้งนี้มีมากถึง250,000คนโดยปีเตอร์เป็นผู้นำทัพแม้จะมีผู้ร่วมจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่กลับเป็นชาวบ้านโดยทั่วไปที่มีผู้หญิงเด็กและคนชราติดตามและเมื่อต้องมาประจันหน้ากับนักรบเติร์กที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อการศึกโดยเฉพาะ

กองทัพครูเสดชาวบ้านจึงต้องพบกับความพ่ายแพ้หลังจากกองทัพครูเสดชาวนาได้รับความพ่ายแพ้กลับมาก็เกิดการรวบรวมกำลังพลครูเสดขึ้นมาใหม่ได้ราวประมาณ6แสนคนในปี ค.ศ.1096ผู้เข้าร่วมสงครามอัศวินและทหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมบัญชาของขุนนางบุคคลสำคัญและเจ้าผู้ครองนครต่างๆในยุโรปที่ส่งกำลังของตนมาร่วมรบ

 

สนับสนุนโดย.    heng868

ตำนานสังหารหมู่คนจีนที่ นานกิง

  สำหรับตำนานนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นจริงและเป็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศจีนจะมีการบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกถึงความโหดเหี่ยมที่เกิดขึ้น  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นบุกเข้าไปในประเทศจีน

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่มีการบันทึกเอาไว้นั่นก็คือเป็นเหตุการณ์ที่ทหารญี่ปุ่นได้มีการฆ่าคนจีนโดยเป็นการฆ่าข่มขืนหญิงสาวชาวจีนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่  โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองนานกิง

         ซึ่งในสมัยนั้น เมืองนานกิงถือว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศจีนและในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นเกือบสามแสน คนด้วยกัน  โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2480 และก่อนที่ทหารญี่ปุ่นจะบุกไปถึงเมืองหนานจิงนั้นได้มีการผ่านเมืองซูโจวก่อนซึ่งทหารญี่ปุ่นเองก็ได้มีการฆ่าคนจีนไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน

โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเหลือชาวเมืองซูโจวแค่เพียง 500 คนเท่านั้นเองซึ่งในตอนนั้นชาวเมืองซูโจวมีด้วยกันทั้งสิ้นเกือบ 300 เลยทีเดียว แต่กลับถูกทหารญี่ปุ่นฆ่าทิ้งทั้งหมดหลังจากนั้นทหารญี่ปุ่นก็บุกเข้าเมืองนานกิงและใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้นก็สามารถยึดเมืองนานกิงด้แล้ว 

       สำหรับเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนที่รู้เหตุการณ์ซึ่งก็คือกรณีขั้นตอนการสังหารคนในเมืองนานกิง เพราะโหดร้ายมากไม่ว่าจะเป็นการที่ทหารญี่ปุ่นนำชาวเมืองหนานกิ่งมาตัดเป็นท่อนๆแล้วโยนให้สุนัขกินหรือแม้แต่การที่นำชาวบ้านมามัดผูกติดกับไม้กระดานจำนวนหลายคนติดต่อกันหลังจากนั้นก็ใช้รถถังบดขยี้ร่างคนที่ผูกมัดไว้กับไม้กระดานจนเสียชีวิต 

      ยังมีเหตุการณ์เลวร้ายอีกมากมายเช่นบางคนถูกทหารญี่ปุ่นตัดแขนซ้ายข้างหนึ่งแล้วนำไปต่อแขนซ้ายให้กับอีกคนหนึ่งหรือแม้แต่การที่ทหารญี่ปุ่นตัดคอเสร็จแล้วได้มีการควักไส้ของคนตายออกมา หรือแม้แต่บางคนถูกตัดหัวแล้วไปต่อให้กับอีกคนหนึ่งซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวจีนเป็นอย่างมากนอกเหนือจากนี้สิ่งที่สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวจีนมากที่สุดนั่น

ก็คือผู้หญิงชาวจีนถูกข่มขืนจากทหารญี่ปุ่นโดยเพียงแค่ประมาณ 4 สัปดาห์เท่านั้นมีคนถูกข่มขืนมากกว่า 2 หมื่นคน  และเมื่อทหารญี่ปุ่นข่มขืนเสร็จเรียบร้อยแล้วทหารญี่ปุ่นก็จะฆ่าหญิงสาวคนดังกล่าวทิ้ง 

       ซึ่งเหตุการณ์สังหารโหดแบบนี้ได้มีการถูกบันทึกเอาไว้โดยบาทหลวง ซึ่งกลายมาเป็นตำนานที่คนจีนไม่เคยลืมเลือนเหตุการณ์ในครั้งนี้เลยมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย .    แทงหวยฮานอย

ตำนานเขานมนาง ในจังหวัดสุพรรณบุรี 

      หากพูดถึงตำนานที่เล่าขานกันเกือบทุกจังหวัดก็จะมีตำนานเป็นของตนเองซึ่งจะเป็นเรื่องเล่าบอกถึงที่มาของสถานที่นั้นๆ ซึ่งในแต่ละจังหวัดนั้นก็จะมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและหมู่บ้านต่างๆสิ่งเหล่านี้ทุกที่มีที่มาที่ไปของตำนานทั้งหมดในตำนานที่เราจะพูดถึงจังเลยวันนี้เป็นตำนานสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าเขานมนางเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรีเลยที่เดียว

สำหรับตำนานเขานมนางนั้นมีการเล่าถึงเรื่องราวนี้ว่าในสมัยก่อนนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีรูปร่างสวยงามและหน้าตาสวยแน่ใจว่าในหมู่บ้านนั้นมีเธอเป็นหญิงงามที่สุดในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ชายทุกคนที่ได้เคยเห็นหน้าของหญิงสาวคนดังกล่าวต่างก็ตกหลุมรักพากันมาเกี้ยวพาราสีเธอกันอยู่เป็นประจำจนทำให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน

ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชื่อว่านางพิมสุราลัยและเนื่องจากสาเหตุที่มักจะมีคนมาทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้กันอยู่ที่บ้านของเธอทำให้นางพิมพิลาไลยเกิดรู้สึกรำคาญและเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เป็นอยู่เธอจึงได้ตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเพื่อเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าแต่เพียงลำพังเพื่อตัดปัญหาไม่ต้องมีใครมากวนใจซึ่งเธอใช้ชีวิตอยู่ในป่าด้วยการปลูกผักและทอผ้าอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะหนีเข้าไปอยู่ในป่าแล้วแต่เธอก็ยังเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มเมื่อได้มีนายพรานหนุ่มคนหนึ่งบังเอิญเดินทางมาล่าสัตว์ในป่าแล้วพบกับนางพิมพ์สุราลัยเข้าเกิดตกหลุมรักนาง

และพรานหนุ่มคนนี้มีคาถาอาคมสามารถแปลงกายได้เขาจึงได้แปลงกายเป็นงูแล้วเลื้อยไปแอบซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมของนางพิมสุราลัย เมื่อนางพิมสุราลัยทำงานเสร็จในช่วงเย็นและกลับเข้ามาพักภายในกระท่อมของตนเองในพานที่แปลงร่างเป็นงูก็เลื้อยมารับร่างของนางพิมสุราลัยซึ่งนางพิมสุราลัยนั้นเกิดตกใจกลัวจึงได้คว้ามีดที่อยู่ใกล้กับมือมาทำการแทงไปที่งูตัวดังกล่าวจนทำให้งูตัวนั้นตายและเมื่องูตัวนั้นตายร่างของงูก็กลับกลายมาเป็นคนทำให้นางพิมพิลาไลยหรือว่างูตัวดังกล่าวนั้นเป็นคนที่แอบแปลงร่างมา

  เมื่อนางเห็นว่าตนเองนั้นได้ฆ่าคนตายนางรู้สึกตกใจ มากและนางรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยนางโทษว่าเพราะความสวยของนางที่ทำให้นางต้องมาพบกับชะตากรรมเช่นนี้ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเอามีดตัดเต้านมทั้งสองข้างของนางแล้วโยนทิ้งไปซึ่งตรงจุดที่เต้านมทั้งสองข้างไปหล่นนั้นเกิดเป็นภูเขาขึ้นมาจำนวน 2 รูปนั่นเอง

โดยภูเขาดังกล่าว ต่อมาชาวบ้านเรียกกันว่าภูเขานมนาง นั่นเองซึ่งและนี่คือที่มาของตำนานของเขานมนางที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันอย่างไรก็ตามหลังจากที่นางได้มีการตัดนมของตนเองแล้วโยนทิ้งนางก็ได้หนีเข้าป่าไปอีกและนางได้ไปอาศัยวัดแห่งหนึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรมซึ่งหลังจากนั้นนางก็บวชแล้วไม่ศึกอีกเลย

 

สนับสนุนโดย    แทงบอลออนไลน์

ลัทธิทังก้า

สำหรับศิลปะชนิดนี้จะสามารถนำเอาไปใช้ในลักษณะที่แตกต่างมากมายเลยโดยทั่วไปแล้วเขาจะนำยมแขวนไว้ตามสถานที่จัดพิธีกรรมทางกลุ่มศาสนาต่างๆเหมือนกับที่บ้านเราเวลาจะประกอบพิธีอะไรก็จะมีองค์พระพุทธรูปมาเป็นองค์พระประธานเพื่อที่จะให้ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาแล้วก็เสริมความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ก็ยังเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนการทำสมาธิรวมไปถึงการสวดมนต์ในการทำพิธีกรรมต่างๆแล้วมันก็เหมือนบ้านเราอีกศาสนามันก็ต้องมีการทะเลไปบ้างต่อมาก็มีคนนำเอาภาพทังก้านี้ออกมาเอาไปทำเป็นเครื่องรางของขังเสริมอะไรต่างๆกันภูตผีวิญญาณร้ายป้องกันไม่ใช้เอาวิชามาย่างกายแล้วก็จะมียังทังก้าจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาเลย

ซึ่งพวกนี้ก็จะเขียนเป็นข้อมูลของอาณาจักรต่างๆในยุคนั้นเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์เรียกได้ว่าเป็นวิกิพีเดียยุคโบราณของชาวธิเบตเลย

เนื่องจากนี้ในภูฏานรัฐบาลก็ยังให้กำหนดให้ใช้ผ้าทังก้าเป็นเครื่องพวกบรรณานาการแด่แขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายที่มาจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกันอีก

โดยเราจะเห็นได้ว่างานศิลปะชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในดินแดนแทบหลังคาโลกดินแดนที่ฉาบไปด้วยภาพลักษ์ของเขามาเป็นศาสนาที่แสวงหาที่สันติและในความสวยเหล่านี้มันไม่ได้ถูกนำเอาไปวาดบนผืนผ้าเท่านั้นแต่มันยังถูกนำเอาไปวาดบนผิวหนังของคนอีกด้วย

ซึ่งหากมันเป็นแค่รอยสักมันก็โอเคอยู่แต่เขาเขียนเสร็จเขาเอาหนังมันออกมาด้วยเลยทังก้าหนังมนุษย์ได้บ่งบอกเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของชาวทิเบตเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงสังคมเกษตรกรสังคมทาสที่จะต้องพบกับความโหดร้ายในสมัยก่อนพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ทาสของนายเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถจิกหัวไปทำอะไรก็ได้

โดยทาสเหล่านี้ก็จะถูกเลือกตัวนำเอามาวาดรูปและสักลายต่างๆลงไปแล้วเมื่อถึงเวลาเชือดเขาก็จะถูกถลกหนังออกมาอย่างทารุณ

เมื่อรู้เหล่านี้ช่วงแรกๆหลายคงจะคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นจริงได้ยังไงถ้ามันเป็นเรื่องของยุคกลางของยุโรปที่มีการถลกหนังนักบุญจับมาย่างเพื่อความเชื่อทางศาสนามันก็คือความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งแต่นี่มันคือดินแดนศาสนาพุทธที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นศาสนาที่สงบมันจะเป็นไปได้หรือว่าที่จะถลกหนังออกมาแต่ถ้าเป็นไปแล้วมันจะมีวิธียังไงกันต่อไปล่ะสงสัยกันใช่ไหมและทันทีที่เราได้คิดแบบนี้ต่อมเผือกของเรามันก็เลยทำงานจึงทำให้เราต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มอย่างเร่งด่วน

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ตำนานพระแก้วมรกต

ใครที่เคยได้ยินคำสาปของพระแก้งมรกตหรือไม่ใครจะไปคิดว่าพระคู่บ้านคูเมืองแบบนี้จะมีเรื่องราวแบบนี้แอบอยู่และมันก็น่าขนลุกแล้วตั้งแต่คำสาปให้น้ำท่วมกรุงหรือว่าเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอยู่

ซึ่งเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมถึงมีน้อยคนนักที่ได้รู้เรื่องนี้แล้วสรุปแล้วพระแก้วมรกตเป็นของลาวหรือของไทยกันแน่แต่ทำไมลาวถึงได้บอกว่าไทยไปเอาของเขามาแต่เราได้บอกว่ามันเป็นของเราอยู่แล้วเรื่องราวทั้งหมดเราจะเอามาเล่าให้ฟัง

สิ่งแรกเลยที่เราอยากจะขอทำความเข้าใจกับเพื่อนๆกันก่อนกับพระแก้วมรกตไม่ได้ทำมาจากมรกตคือจริงๆแล้วพระแก้วมรกตทั้งหมดได้ทำขึ้นมาจากหยกเป็นหยกอ่อนที่จะมีสีเขียวเข้มเหมือนกับสีเขียวมรกตเลยและทำไมถึงได้เรียกกันว่ามรกต

โดยเขาได้มีการสันนิษฐานว่ามันจะมีตำนานของพระแก้วในตำนานหนึ่งที่ได้กล่าวว่าองค์พระได้สร้างมาจากหินมรกตมันเป็นหินที่หายยากอะไรก็พูดกันไปอีกเหตุผลหนึ่งง่ายๆเลยก็อาจจะเป็นสีของพระแก้วเองนี่แหละที่ได้ทำมาจากหยกที่มีสีเข้มเหมือนมรกตคนก็เลยเรียกตามเสียงง่ายดีดังนั้นมันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าจะเรียกให้ถูกจะต้องเรียกว่าพระแก้วหยก 

นอกจากนี้เรามาฟังถือเรื่องกำเนินของพระแก้วกันเลยดีกว่าก่อนที่ท่านจะไปอุทัยท่านได้พบเจออะไรมาบ้างโดยพระแก้วมรกตนี่จัดได้ว่าเป็นพระที่ท่องโลกมาเยอะอยู่เหมือนกัน

ว่ากันว่าพระแก้วมรกตได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกที่อินเดียตั้งแต่43ปีก่อนคริสตกาลคือมีอายุเก่าแก่มากกว่าพระเยซูและในตำนานในการสร้างพระแก้วนั้นก็จะเป็นตำนานที่อลังการมากๆจะมีเรื่องราวของเทพที่ลงมาช่วยสร้างคือมันก็เป็นเรื่องปกติของพวกสิ่งของที่สวยงามในอดีตที่มักจะบอกว่างามขนาดนี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ก็เลยต้องเอาผีต่างๆนาๆเข้ามาและก็บอกว่าเทพมาสร้างบ้างมาทำสัญญากับซาตานบ้าง

ซึ่งมันก็เป็นหลักสูตรที่คลาสสิคที่จะเห็นได้ในหลายๆที่แต่เราจะไม่ขอพูดตรงนี้เยอะเกินไปแล้วกันเรามาดูในเนื้อเรื่องกันดีกว่า

กล่าวถึงพระสงฆ์รูปหนึ่งในอินเดียที่ท่านได้มีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมากก็ได้ชื่อว่าพระนาคกะเสริมเถระด้วยความที่ว่าท่านมีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธนี่เองก็เลยคิดที่อยากจะสร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนให้คนเหล่านี้ได้มีความระลึกถึงพระพุทธศาสนา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

เรื่องเล่าเมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

หากจะพูดถึงเมืองลับแลแล้วเชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อยส่วนตัวเรานั้นไม่เคยประสบพบเจอกับตัวเองมีเพียงเรื่องเล่าจากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นปัจจุบันที่เคยได้เล่าให้เราฟัง

ซึ่งตัวเราเองนั้นก็เชื่อสนิทเสียด้วยและด้วยคนแถวนั้นที่เขาได้เล่าให้เราฟังเขาได้มีความสุจริตใจไม่รู้ว่าจะโกหกกันไปทำไม โดยในค่ำคืนหนึ่งเราได้นั่งกินเหล่าตามประสาคนที่ชอบดื่มเหล้าอยู่เป็นประจำมันทำให้อารมณ์ดีเวลาที่เราได้ดื่มเหล้ากับคนที่รู้ใจ

ซึ่งวงเหล้าวงนี้ก็จะมีเพียงไม่กี่คนในสมัยก่อนยามที่ยังไม่มีภรรยาที่จะมานั่งดื่มกินกันเป็นประจำตามประสาคนโสดหาอะไรแก้เหงาส่วนตัวผมเองนั้นเป็นพี่ใหญ่เขาสุดในวงหากผมไม่ชวนก่อนรุ่นน้อยก็จะมาชวนเราเองก็จะไม่ค่อยจะคัดสักเท่าไหร่ตัดบาตรไม่ต้องถามพระว่างั้นจัดมาเลยตั้งวงกันแต่ละทีไม่ต้องถามอย่างน้อยถ้าเป็นเหล้าต่ำๆก็หงส์ทองสามกลมเป็นอย่างต่ำสามคนสายแข็งเบียร์เป็นลัง

ถ้าหากวันไหนงบน้อยก็จะต้องเป็นเหล้าขาวแหละสามคนสองกลมเหล้าขาวก็ล้มทั้งยืนเลยทีเดียวส่วนมากผมชอบกินอะไรก็จะซื้อมาอ่อยก่อนเปิดหัวด้วยเบียร์เดี๋ยวพวกก็ซื้อเบียร์มาตามเปิดด้วยเหล้าเดี๋ยววพวกก็ซื้อเหล้ามาเพราะตามประสาคนขี้เหล้าจะไม่กินหลายอย่างผสมกันมันจะตีกัน

นอกจากนี้บ้านที่ชอบนั่งกินเหล้ากันนั้นเป็นบ้านของพ่อตาและแม่ยายของผมและที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีเทือกเขาที่ลึกลับอาถรรพ์แนวเขตติดป่าดงพญาไฟเหมือนกันที่บ้านที่ได้นั่งกินนั้นคอนค่อยที่จะห่างจากชุมชนพอสมควรทำให้กินได้ดึกเพลงอะไรเพราะก็จัดมา

ในค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่นั่งดื่มกันอย่างสนุกคอผม ป๊อบ เอก โอ๊ต  เพราะได้ดื่มกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วช่วงนั้นประมาณตีหนึ่งหรือประมาณตีสองแล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาพี่เหล้าจะหมดพี่กินต่อไหมผมคิดต่อมันกำลังได้ที่

ซึ่งตอนนั้นดื่มกันสี่คนโดยปกติผมอยากกินเหล้าภรรยาของผมเขาจะไม่ค่อยบ่นเพราะรู้ดีว่าผมกินอยู่แต่ที่บ้านไม่ออกไปไหนเมาแล้วก็นอนมีอย่างเดียวที่บ่นก็คือเหม็นเหล้า

โดยหลายๆท่านที่มีเมียกันแล้วก็น่าจะรู้ดีเมื่อผมพูดแก้วก็ได้ยกแก้วสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะมีเหล้าแล้วและใครจะไปซื้อป๊อบได้เอ่ยปากออกมาก็เลยให้เอกไปด้วยกันไม่ค่อยไว้ใจพวกมึงเมาแล้วรถแรงเดี๋ยวกูจะโดนด่า

 

สนับสนุนโดย  betbb

ตำนานกระสือที่มีการร่ำลือ

โดยเรื่องราวตรงจุดนี้ที่มีเพื่อนของเราเขาได้เล่าเอาไว้ว่าเรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นมา10-15ปีที่แล้วในช่วงที่ตัวเขานั้นได้อยู่ต่างจังหวัดอยู่และเขาได้บอกอีกว่าในช่วงค่ำๆเกือบกลางคืนน้าของเขาก็จะออกไปหาปลาหากบเพื่อจะนำเอามาทำเป็นอาหารและในวันนั้นน้าก็ได้ชวนเพื่อนเราไปหากบหาเขียดด้วยแต่ปรากฏว่าในวันนั้นที่เขาได้ออกไปเขาก็ได้พบเจอกับแสงไฟประหลาดที่เป็นสีเขียวหรือว่าสีแดงที่ลอยต่ำลอยสูงสลับกันไปมาอยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึง10เมตร

ซึ่งด้วยตัวเขาเองเขาได้เกิดสงสัยว่ามันคืออะไรเขาเลยได้หันไปถามน้าของเขาน้าของเพื่อนเราเขาก็ได้ตอบกลับมาเพียงสั้นๆแค่ว่าอย่าส่งเสียงดังนั่นมันคือกระสือถ้าส่งเสียงดังมันจะไล่ขับเราไปยันบ้านและได้ทำการหลอกหลอนเราจนเช้าเลย

เพื่อเราที่เขาได้ยินเรื่องแบบนั้นเขาก็เลยตกใจกลัวก็เลยคุยกับน้าว่าจะทำยังไงดีน้าเขาก็เลยบอกว่าให้ค่อยๆเดินลัดๆแล้วออกจากพื้นที่ตรงนี้กลับบ้านไปปรากฏว่าด้วยความกลัวของเพื่อนเรามันดันเดินไปสะดุดกับสิ่งของบางอย่างทำให้มันได้ล้มลงอย่างดันจนทำให้ดวงไฟที่ลอยขึ้นลอยลงอยู่ตรงนั้นได้ลอยเข้ามาหาเพื่อนเรา

ในขณะที่เพื่อนเราได้เจอเหตุการณ์จริงๆเขาก็มือไม้อ่อนไม่มีแรงวิ่งและก็ได้เห็นดวงไฟลายเข้ามาในระยะประชิดและได้เห็นเป็นหน้าตาของผู้หญิงแก่ที่มีแสงสีเขียวกระพริบอยู่ตรงหน้าก่อนที่จะสติแตกแล้วได้วิ่งออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น

ซึ่งตรงนั้นเราก็ได้เกิดความสงสัยแล้วได้ถามเพื่อนเราว่าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมมันคือเรื่องจริงใช่หรือเปล่าเพื่อนเราสาบาและยืนยันเลยว่านั่นมันคือเรื่องจริงมันไม่ใช่เรื่องที่โกหกอย่างแน่นอนแต่ตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจตอนที่ว่าลักษณะของการเจอรูปแบบของดวงไฟประหลาดตรงนี้มันคล้ายกับลักษณะการเจอของคนที่เขาได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ในการเจอผีกระสือกันอยู่หลายคนมากและแต่ละคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันก็คือ

โดยแต่ละคนได้เห็นเป็นใบหน้าของผู้หญิงแก่อยู่ในดวงไฟสีเขียวหรือสีแดงที่กระพริบอยู่ต่อหน้าด้วยแต่ตรงนี้ก็อย่าวที่ได้บอกไปก็คือมันเป็นเพียงหลักฐานที่เป็นการพูดกับเรื่องเล่าเท่านั้นมันก็เลยทำให้ความน่าเชื่อถือค่อนข้างที่จะต่ำเพราะว่ามันไม่ได้มีหลักฐานที่จะเอามายืนยันอะไรได้เลย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

ตำนานนางมัทนะ ตำนานกุหลาบของไทย

          วันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานที่มีความเกี่ยวข้องกับดอกกุหลาบของไทย ว่าต้นกำเนิดของดอกกุหลาบของไทยนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  เรื่องราวที่จะพูดถึงนี้เป็นเรื่องราวของนางฟ้าองค์หนึ่งที่มีความสวยงามอย่างมาก เป็นที่หมายปองของเหล่าเทวดาทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นคือเทพบุตรสุเทษณ์ ที่เฝ้าตามรักตามหลงนางมัทนามาตลอดแต่นางก็ไม่เคยสนใจเลย 

เทพบุตรสุเทษณ์รู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่ นางมัทนาไม่รับรักตอบ ในที่สุดเทพบุตรสุเทษณ์จึงได้สาปให้นางมัทนาไปเกิดที่โลกมนุษย์  โดยให้นางนั้นเกิดเป็นดอกกุหลาบ และนางจะสามารถกลายร่างเป็นคนได้เพียงแค่เฉพาะคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น และนางจะสามารถกลับมาอยู่บนสรวงสวรรค์ได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อนางมัทนามีความรักแล้วเท่านั้น

ซี่งนางมัทนาได้ลงมาเกิดเป็นดอกกุหลาบอยู่กลางป่า อยู่มาวันหนึ่งมีฤาษีที่อยู่ในป่าได้เดินมาเจอกับดอกกุหลาบป่าที่มีกลิ่นหอมเป็นอย่างมาก และเมื่อนั่งทางในดูก็รู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้วิเศษจึงได้ขุดนำกุหลาบมาปลูกไว้ใกล้กับบริเวณอาศรมของตนเอง และนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ทุกคืนวันจันทร์เต็มดอก นางมัทนาก็จะกลายร่างเป็นคนมาคอยรับใช้พระฤาษี อยู่มาวันหนึ่งท้าวชัยแสน

ได้เดินทางมากับทหารคนสนิทเพื่อมาเยี่ยมพระฤาษี  และบังเอิญว่าวันที่ท้าวชัยแสนเดินทางมาพักกับกระฤาษีนั้นเป็นวันที่ตรงกับพระจันทร์เต็มดวงพอดี ทำให้พระองค์ได้พบกับนางมัทนา และเกิดตกหลุมรักในตัวนางมัทนา ท้าวชัยแสนจึงได้ชวนให้นางมัทนาไปอยู่ด้วยกันทีวัง แต่เมื่อไปถึงที่นั่นทำให้นางมัทนารู้ว่าแท้ทีจริงแล้วท้าวชัยแสนนั้น มีพระมเหสีอยู่แล้ว 

และเมื่อมเหสีของท้าวชัยแสนรู้เรื่องว่าท้าวชัยแสนพาผู้หญิงมาอยู่ด้วย  ทำให้พระมเหสีจันทีเกิดอาการไม่พอใจ และด้วยความหึงหวง พระนางจึงคิดหาทางกำจัดนางมัทนา ด้วยการออกอุบายหลอกท้าวชัยแสนให้เชื่อว่านางมัทนานั้น เป็นชู้กับนายทหารคนสนิทของพระองค์

และด้วยความโกรธทำให้ท้าวชัยแสนสั่งประหารชีวิตนางมัทนากับทหารคนสนิท แต่ว่านางมัทนากับทหารคนสนิทนั้นหนีออกมาได้ และมาหาฤาษีซึ่งเมื่อมาถึงพระนางมัทนาได้อ้อนวอนต่อเทพบุตรสุเทษณ์ให้ช่วยพานางกลับไปยังสวรรค์ ซึ่งเทพบุตรสุเทษณ์รับปากแต่ขอให้นางมอบความรักให้พระองค์ แต่นางยืนยันว่านางจะรักท้าวชัยแสนคนเดียวเท่านั้น ด้วยความโกรธทำให้เทพบุตรสุเทษณ์สาปนางมันทนาเป็นดอกกุหลาบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  v9bet

ตำนาน พรพรหม พาราไดซ์

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของสถานที่ร้างแห่งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เได้มีชาวบ้านได้เล่ากันว่าเป็นสถานที่มีผีดุมากที่สุดแต่ในความเป็นจริงของสถานที่เหี้ยมแห่งนี้มันจะเป็นอย่างไรคุณจะต้องใช้วิจารณญาณในการชมให้ดีๆเราได้ลองไปสังเกตดูในหลายๆที่แล้วสถานที่เหี้ยมๆหรือสถานที่ร้างๆมักจะชอบมีเรื่องเล่าเรื่องสยองขวัญตามมาอยู่เรื่อยๆเลยซึ่งข้อมูลต่างๆมันก็ไม่ค่อยจะแน่ชัดซักเท่าไหร่ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่ถูกแต่งกันขึ้นมาวันนี้เราจะมาพูดถึงสถานที่ผีดุแห่งนี้ว่า

ซึ่งที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้มันมีผีดุจริงหรือไม่สถานที่ที่เราได้พูดมาก่อนหน้านี้ได้ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่นั่นก็คือ พรพรหม พาราไดซ์ หลายๆคนถ้าพูดถึงสวนสนุกร้างและมีผีดุๆอาจจะคิดถึงแฮปปี้แลน ซึ่งในปัจจุบันแฮปปี้แลนก็ได้ปิดกิจการไปนานแล้วก็นานพอกับสวนสนุกแห่งนี้เลย

ในส่วนของพรพรหม พาราไดซ์สวนสนุกหรือสวนน้ำแห่งนี้ก็ได้ปิดกิจการลงไปหลายปีแล้วท่ามกลางคำถามที่หลากหลายว่าสาเหตุที่ได้ปิดไปก็เพราะอะไรทำไมอยู่ถึงได้ปิดกิจการลงไปหลายๆคนก็ได้คาดการว่าที่สถานที่แห่งนี้ได้ปิดลงไป

เพราะเนื่องจากว่าได้รับพิษจากเศรษฐกิจไปเต็มๆไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเปิดกิจการไปแล้วมันก็จะค่อยๆขาดทุนลงไปนั่นเอว่าก็ว่าในอดีตสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างที่จะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองไม่ค่อยจะมีใครไปท่องเที่ยวกันมากเท่าไหร่ในส่วนเรื่องเล่าที่สยองขวัญของสถานที่แห่งนี้หลายๆคนว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มันได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยจึงจำเป็นที่จะต้องปิดจิกการลงว่ากันว่าในอดีต

เมื่อครั้งที่สถานที่แห่งนี้ยังได้เปิดให้บริการได้เคยน้ำเอาน้ำทะเลจริงๆเข้ามาใส่ในบริเวณสระที่นี่พอนานๆไปเข้าน้ำทะเลมันก็จะค่อยๆเข้าไปกัดเซาะโครงสร้างสไลเดอร์ที่เป็นเหล็กจนเป็นสนิมเพราะมันได้พังขึ้นเรื่อยๆจึงทำให้มันทรุนและได้มีเด็กตกลงมาเสียชีวิต

ในอดีตพื้นี่ของพรพรหม พาราไดซ์ บริเวณสวนน้ำถือว่าเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของสถานที่แห่งนี่เลยก็ว่าได้คุณลองคิดดูว่าในอดีตได้มีสวนน้ำขนาดใหญ่และมีสไลเดอร์ขนาดยักษ์คล้ายกับสวนน้ำแห่งนี้ในกรุงเทพที่ได้มีสไลเดอร์สายรุ้งที่นี่ก็มีเหมือนกันและก็มีอวนๆว่ากันว่ามันมีความทันสมัยมากที่สุดในสมัยนั้นแล้ว

เมื่อสถานที่แห่งนี้ได้ปิดกิจการลงจึงทำให้สถานที่แห่งนี้รกร้างไม่น่าดูเหมือนในอดีต

 

สนับสนุนโดย  entaplay slot