สิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ

บ่อน้ำเค็มธรรมชาติ

ว่ากันว่าสำหรับเจ้าบ่อน้ำเค็มนั้นที่ได้รับการขนานนามว่ามันได้เป็นประตูที่จะไปสู่โลกยังใต้ท้องทะเลซึ่งหลุมแห่งนี้มันได้เป็นบ่อน้ำเค็มธรรมชาติที่ได้รับการขนานนามว่าประตูสู่โลกใต้ทะเล ซึ่งหลุมแห่งนี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแหลมเปลเปตัว

โดยมันได้เป็นแหลมที่มีขนาดใหญ่ที่ได้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของฝั่งโอลิก้อนริมมหาสมุทรแปซิฟิกและในปัจจุบันนั้นหลุมแห่งนี้มันก็ได้ถูกยกย่องให้เป็นบ่อน้ำเค็มตามธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งที่มันได้มีอยู่จริงในสถานที่ของประเทศอเมริกาแต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับเจ้าบ่อน้ำเค็มนี้มันได้เป็นบ่อที่มันได้เกิดขึ้นมาเอง

โดยตามธรรมชาติ ซึ่งมันก็ได้เกิดขึ้นมาจากที่คลื่นทะเลของมหาสมุทรซิฟิกที่มันได้กัดเซาะไปตามการเวลาจนทำให้มันได้กลายมาเป็นหลุมที่มันมีขนาดที่ใหญ่มันเหมือนกับว่าใครนำเอาเครื่องมาเจาะให้เป็นรูนอกจากนี้ตรงที่บริเวลาขอบบ่อนั้นมันยังเต็มไปด้วยหินที่มีความแหลมคมมากและถ้าอยากจะเห็นเวลาที่เหมาะที่สุดก็คือก่อนน้ำขึ้นประมาณ1ชั่วโมงจากนั้นหลังจากที่น้ำนั้นเริ่มลดลงมานั่นเอง

ฝูงฉลามรุมล้อมเด็ก

สำหรับเรื่องนี้ก็ได้เกิดขึ้นที่ฝั่งทะเลที่อยู่ต่างประเทศที่อยู่ๆก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเล่นน้ำอยู่ดีๆแต่เล่นน้ำไปได้สักพักหนึ่งก็ได้มีฝูงฉลามกลุ่มหนึ่งก็ได้ว่ายน้ำเข้ามาหาเด็กหนุ่มดังกล่าวอย่างกับว่าจะเข้ามาทำร้ายเจ้าเด็กน้อยคนนี้แต่เด้กคนนั้นยังไม่ได้เป็นอะไร

เพราะเขานั้นได้รีบขึ้นมาบนฝั่งสะก่อนบอกเลยว่าน่ากลัวที่สุดหากเด็กคนนี้ได้เล่นอยู่ในน้ำอีกสะหน่อยบอกคำเดียวเลยว่าได้ไปเป็นอาหารปลาฉลามอย่างแน่นอน

คุณลุงขึ้นไปนอนเล่นอยู่บนกังหันลม 

สำหรับเหตุการณ์นี้นั้นทางด้านเจ้าหน้าที่ก็ได้รับแจ้งว่าได้มีคนได้ขึ้นไปอยู่ข้างบนกังหันลมที่ต่างประเทศจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เลยนำเอาโดนขึ้นไปบินดูว่ามันมีจริงหรือป่าวผลปรากฎว่าได้พบเจอจริงๆ ซึ่งก็ได้เป็นลุงคนหนึ่งที่เขาได้ขึ้นไปนอนเล่นและได้นอนอาบแดดอยู่ที่บนกังหันลมนั้นและก็ไม่มีใครรู้เลยว่าคุณลุงท่านนี้เขาได้ขึ้นไปได้อย่างไง

หน้าผาสลักใบหน้าประธานาธิบดี

นอกจากนี้สำหรับสถานที่อนุสรณ์แห่งชาติรัฐเมาต์รัชมอร์มอญที่ได้มีรูปปั้นแกะสลักลายใบหน้าลงบนหินแกรนิตที่ได้ตั้งอยู่บนเขารัฐเมาต์รัชมอร์ฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกาโดยได้มีประติมากรได้คิดจัดสร้ามันขึ้นมาและก็ยังได้มีการออกแบบของด้านประติมากรแห่งนี้ขึ้นมาอีกทั้งยังได้รวมไปถึงการตรวจสอบและยังได้ดำเนินการของโครงการนี้ตั้งแต่ 1927จนถึงปี1941ด้วยความช่วยเหลือของลูกชายของเขา

 

สนับสนุนโดย  รหัส ฟรี เดิมพัน next88

สัตว์เมนูแปลกที่ต้องยกนิ้วให้กันเลย

วันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่พวกมนุษย์นำเอามาเป็นอาหารที่แสนจะอร่อยที่มีรูปร่างที่ดูน่าเกลียดและน่ากลัวเหล่านี้สิ่งมันจะทำให้คุณนั้นถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงกันเลยที่เดียวและมันจะมีสัตว์อะไรบ้างนั้นไปดูกัน

ปลาออเรนจ์

สำหรับเจ้าปลาชนิดนี้ซึ่งเรามองไปทั้งตัวของมันแล้วลำตัวของมันก็จะมีสีแดงโดยมันได้เป็นปลาทะเลแดงที่มันมีราคาแพงและหาได้ยากมาเลย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการออกล่าปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมากเพื่อนำเอามาใช้แทนปลาทูน่าเจ้าปลาชนิดนี้มันก็เริ่มเหลือน้อยลงไปทุกทีเนื่องจากว่าปลาชนิดนี้นั้นมันได้ขยายพันธุ์ได้ยากมากและเมนูที่ได้ใช้เจ้าปลาเหล่านี้มาเป็นอาหารก็คือทอด สเต็ก ต้มยำอะไรทำนองนี้ซึ่งมันจะเป็นอาหารของคนที่เขานั้นรวยกันก็ปล่อยพวกเขาไป

หมูป่าวอร์ทธ็อก

สำหรับสัตว์หมูป่าที่มันได้มีรูปร่างที่ประหลาดตัวนี้มันจะถูกให้จัดอยู่จำพวกหมูแอฟริกาที่มันได้มีงาสองงาและจมูกสองข้างที่มันได้อยู่ห่างกันแลละยังได้มีเดือยสองข้างที่มันได้โพล่ออกมาอยู่ด้านข้างของใบหน้าและมันจะมีเส้นผมที่ได้อยู่บนหัวประมาณเล็กน้อย นอกจากนี้พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ว่าเจ้าหมูป่าชนิดนี้นั้นมันได้กลายมาเป็นอาหารที่เอาไว้เรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว โดยคนส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้านำเอาเนื้อของหมูป่าชนิดนี้นำเอามาปิ้งทำบาร์บีคิวและมันก็ยังได้มีรสชาติที่อร่อยเอามากๆเลยทีเดียว

แร้งไก่งวง

ไม่น่าเชื่อกันเลยใช่หรือไม่ว่าเจ้านกรูปร่างน่าตาประหลาดมีหัวที่ดูคล้ายกับไก่งวงตัวนี้มันได้กลายมาเป็นเมนูกับเขาไปด้วยซึ่งในที่จริงแล้วมันก็ได้เป็นนกแร้งที่ได้อยู่สายพันธุ์เดียวกันกับเหยี่ยวที่มันได้มีรูปร่างน่าตาน่าเกลียดตัวนี้ก็อย่างที่ทุกคนนั้นได้ทราบกันดีว่าเจ้านกเหล่านี้มันกินซากศพเป็นอาหาร ซึ่งเมื่อได้ดูรูปร่างของพวกมันแล้วนั้นมันก็จะคิดว่ามันไม่น่ากินกันเลยใช่หรือไม่แต่เนื่องด้วยตามวัฒนธรรมของเขานั้นก็ได้เชื่อกันว่าใครที่ได้รับประทานเจ้าแร้งไก่งวงนี้คุณก็จะมีอายุที่ยืนยาวและก็มีสุขภาพที่แข็งแรงพอได้ยินแบบนี้แล้วทุกคนก็ได้ออกล่าหามาทำเมนูจานเด็ดไม่ว่าจะเป็นสเต็กย่างก็ว่ากันไปเอาที่สะดวกกันเลย

สถานที่ที่หลายประเทศอยากครอบครอง

ทวารกา

นอกจากนี้มันคือสสถานที่โบราณที่มันได้อยู่ใต้น้ำทะเลที่มันได้อยู่ในประเทศอินเดียที่จะต้องดำน้ำลึกลงไปถึงประมาณเกือบ40เมตรถึงจะได้เห็น เนื่องจากด้านชาวฮินดูเขาก็ยังได้เชื่อว่า สถานที่เมืองทวารกาแห่งนี้นั้นมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยพระเจ้ากฤษณะ ซึ่งมันได้เป็นร่างอวตารในร่างหนึ่งของพระนารายณ์และสถานที่เมืองแห่งนี้ยังได้เป็นเมืองที่เป็น1ใน7ที่เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุด

ที่อยู่ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้ในความสวยงามเหล่านี้มันได้อยู่ตรงที่รูปเลขาคณิต ที่ได้ทำให้เหล่านักโบราณคดีคต้องตกใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้พูดกันอีกว่าสถานที่เมืองแห่งนี้นั้นได้มีพระราชวงค์อยู่ถึงประมาณ7หมื่นแห่งที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาด้วยทองคำเงินรวมไปถึงโลหะที่มันได้มีค่ารวมไปถึงชนิดอื่นๆอีกมากมาย ถือได้ว่ามันได้เป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดเลยทีเดียว

จากนั้นก็ยังได้มีการสันนิษฐานเอาไว้ว่า สถานที่แห่งนี้มันได้จมอยู่ในใต้ท้องทะเลหลังจากที่พระเจ้ากฤษณะได้เสียชีวิตลง บอกได้เลยว่าเมืองแห่งนี้ที่คนชาวฮินดูจะต้องลงไปสักการะให้ได้ในครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

PORT ROYAL

นอกจากนี้ในพื้นที่ของPORT ROYALแห่งนี้นั้น ซึ่งได้ตั้งอยู่บนหมู่เกาะบริเวณเขตอินดิสที่อยู่ด้านฝั่งตะวันตกแถวทะเลแคริบเบียน เนื่องจากเกาะแห่งนี้นั้นได้มีการค้นพบโดยคริสโตเฟอร์ โคโลบัสเมื่อในปี1494 จากนั้นทางด้านPORT ROYALซึ่งก็ได้เป็นสถานที่ที่เหมาะที่จะเป็นเมืองท่าเพราะเนื่องจากบรรดาเรือที่ทำการค้าขายสามารถที่จะแล่นผ่านไปมาได้อย่างสะดวก

และยังได้เป็นสถานที่ทำการค้าทางด้านทะเล นอกจากนี้PORT ROYALยังได้กลายเป็นสิ่งที่หลายๆประเทศนั้นอยากจะได้เอาไว้ในครอบครอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับท่าเรือแห่งนี้มันก็ได้ตกลงไปอยู่ในภายใต้ของการครอบครองในสหราชอาณาจักรในสมัยช่วงศตวรรษที่17 ซึ่งในทำทะเลที่ดูเหมือว่าจะได้รับมาจากพรของพระเจ้านี่มันก็จะดูเหมือนกับว่าจะถูกคำสาปของซาตานไปพร้อมๆกัน เนื่องจากได้มีการค้าขายกันอย่างเฟื่องฟู

ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่จะสามารถดึงดูดเงินให้เข้ามายังหมู่เกาะแห่งนี้อย่างมากมายแล้วทั้งนี้มันยังได้นำพาเอาความโลภของมนุษย์เหล่านี้มาอีกด้วยเนื่องจากที่หมู่เกาะPORT ROYALนั้นมันได้เต็มไปด้วยสถาบันเทิงและยังได้เป็นแหล่งที่กบดานของโจรขโมยผู้ร้ายดังนั้นตำรวจทั้งหลายก็ยังได้ต้องอยู่ในอำนาจของเหล่ามิจฉาชีพที่จะมีทั้งอาวุธและเงินตราไปโดยปริยาย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  nowbet

ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแส

ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแสในช่วงปี1995-2001

ทองคำในน้ำทะเล

ถ้าในขณะที่ร่างกายของมนุษย์นั้นยังมีทองคำแล้วในน้ำทะเลก็ยังมีทองคำนั้นปะปนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ทางNational Ocean Serviceก็ได้ออกมาเปิดเผยผลทางวิจัยแล้วว่ามันจะเป็นไปได้ยากมากที่เรานั้นจะระบุว่าในน้ำทะเลนั้นจะมีทองคำที่มากและน้อยมากแค่ไหนและในปริมาณในทองคำเหล่านั้นก็ได้ถือว่ายังมีอยู่เบาบางมากๆมิลว่าซึ่งในจากการคำนวนการข้อจำกัดและจากผลการศึกษาต่างๆที่น่าจะสมเหตุสมผลในปัจจุบัน

พวกเขาได้ประเมิลว่าในน้ำทะเลในทุกๆ1ลิตรจะมีทองคำที่ได้ปะปนอยู่เฉลี่ยที่ประมาณ13/1,000,000,000กรัมและถ้าหากว่าเรานั้นได้นำเอาทองคำที่มีอยู่ในนำทะเลทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้มารวมกันมันก็จะมีน้ำหนักมากที่สุดถึง20ล้านตันและเมื่อคุณได้ฟังแบบนี้แล้วคุณยังสงสัยว่าทำไมไม่มีการสกัดเอาทองคำจากน้ำทะเลมาใช้ในคำตอบก็คือเป็นกลอนในเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่เอื้อนอำนวยเท่าไรนักเพราะในต้นทุนที่ใช้นั้นอาจจะมากกว่ามูลค่าของทองคำที่สามารถสกัดได้

ทองคำในถ้ำลิเจิย

หลังจากที่เรานั้นก็ได้ทราบเกี่ยวกับในยุคตื่นทองในที่รัฐแคลิฟอร์เนียกันแล้วคราวนี้เรามาดูเรื่องที่มันได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยกันบ้าง ซึ่งมันต้องย้อนกลับไปในปีประมาณ1995-2001 ซึ่งมันก็ได้มีกระแสข่าวใหญ่โตที่เกี่ยวกับทองคำแท่งและในด้านของสมบัติต่างๆที่ทางการทหารญี่ปุ่นนั้นได้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้ภายในถ้ำตามแนวรถไฟสายมรณะและที่สำคัญนั้นในถ้ำลิเจียที่ได้อยู่ใน อําเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในยุคนั้นก็ได้กล่าวกันมาว่าทหารญี่ปุ่นนั้น

ต่างก้ได้นำเอาทรัพย์สมบัติเหล่านี้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้พร้อมกับขบวนรถไฟตั้งแต่สมัยของสงครามโลกครั้งที่สองประกอบกับว่ามีรายงานมาว่ามีชาวบ้านบางคนได้เก็บกำไรได้และได้นำเอาไปขายและได้เงินเป็นจำนวนถึงประมาณ8ล้านบาทและ อีกทั้งในเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยในบางส่วนต่างก้ได้มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ภายในถ้ำลิเจียแห่งนี้

มันได้มีทองคำซ่อนอยู่จริงๆจากนั้นมาก็ได้เป็นกระแสที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆแต่จนท้ายที่สุดแล้วก้ไม่ได้มีการค้นพบทองคำแต่อย่างใดแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ได้มีชาวบ้านบางคนที่ยังเชื่อว่าภายในคำของลิเจียมันยังมีทองคำนั้นซุกซ่อนอยู่จริงเพียงแต่ถูกผีบังตาไม่ให้เราพบเห็นเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามในสมันนั้นก็ได้มีการประเมิลเอาไว้ว่าหากมีการค้นพบทองคำจริงๆมันจะสามารถแปลเป็นงบประมาณของประเทศไทยได้มากถึง20ปีเลยที่เดียว

ตำนานผีเปรต

      

       ในปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักเปรต  แต่ในอดีตนั้นเปรตเป็นผู้ที่ชาวบ้านจะพากันกลัวมากเพราะพวกมันมักจะออกมาให้พบเห็นยามค่ำคืน  ซึ่งเปรตนั้นบางคนชื่อว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ให้กำเนิด

ซึ่งเราเรียกเปรตเหล่านี้ว่า โอปาติกะ ต้นกำเนิดของเปรตนั้นมาจากคนที่ตอนมีชีวิตอยู่แล้วนิสัยไม่ดีเช่นชอบดุด่าพ่อแม่ทุบตีพ่อแม่เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดใหม่กลายเป็นเปรต ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกเพื่อชดใช้กรรม และเมื่อหมออายุขัยในนรกก็ต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์แทน แต่ด้วยกรรมที่เคยทำเอาไว้ยังไม่หมด

ทำให้ต้องมาชดใช้กรรมต่อที่โลกมนุษย์ โดยมีการเรียกชื่อเปรตเหล่านี้ว่า เปรตาวิสัย  และยังมีเปรตอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจจะทำความชั่วไม่มากนักไม่จำเป็นต้องไปรับกรรมถึงในนรกแต่ให้มารับกรรมที่โลกมนุษย์แทนเลย ซึ่งเปรตเหล่านี้จะมีการชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์ยาวนานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการทำชั่วของตนเองว่ามีการทำชั่วมามากน้อยแค่ไหนไป

แต่ละตัวจะมีอายุขัยแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับผลกรรมของตนเองที่เคยทำมา ซึ่งเปรตมีหลายประเภท เช่น หากในสมัยที่ยังเป็นคนมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเมื่อตายไปจะกลายเป็นเปรตซึ่งลักษณะรูปร่างจะเป็นก้อนเนื้อล่องลอยอยู่ในกลางอากาศและจะมีเหล่านกกามาคอยจิกกิน หรือบางตัวหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเหมือนคนก็มี และยังมีเปรตที่มีปากเหม็นทั้งที่รูปร่างสวยงาม สำหรับเปรตชนิดนี้ เกิดมาจากตอนที่สมัยเป็นคนนั้นชอบด่าว่าพระสงฆ์เมื่อตายไปเป็นเปรตแล้ว

จึงกลายเป็นเปรตที่มีรูปร่างสวยงามแต่มีปากที่เน่าเหม็น   สำหรับลักษณะของเกรดที่มีการพูดถึงกันส่วนใหญ่จะพูดถึงความสูงของเปรตที่มีความสูงมากกว่าต้นตาลมีรูปร่างผอมโทรมแขนยาวคอยาวมีผมยาวและมีมือใหญ่เท่ากับใบตาล ผิวดำและท้องใหญ่มาก ที่สำคัญปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ทำให้กินอะไรก็ไม่ได้ มือก็ใหญ่เกินไปก็หยิบอะไรกินไม่ได้

ทำให้ผู้คนมักจะบอกว่าเปรตมักจะมาขอส่วนบุญตามงานบุญต่างๆและถึงแม้มันจะมาขอส่วนบุญก็ไม่สามารถที่จะกินบุญได้เนื่องจากว่าผลกรรมที่ทำมาทำให้ปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าทำบาปเกี่ยวกับอะไรไว้ เปรตแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันก็คือเปรตที่จะต้องกินผลบุญจากคนที่มีการทำบุญให้ถ้าไม่มีใครทำบุญให้ก็จะต้องกินเลือดเนื้อของตนเอง  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นเป็นเปรตที่มักจะหิวโหยอยู่เสมอเพราะไม่มีอะไรกิน

  และเปรตประเภทที่สามจะเป็นเปรตที่มักจะถูกไฟเผาทำให้ร่างกายต้องร้อนรุ่มตลอดเวลาและเปรตกลุ่มสุดท้ายเป็นเปรตอสุรกาย ในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะพบเห็นเปรตเดินออกมาขอส่วนบุญในช่วงเวลากลางคืนอยู่เสมอแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏการพูดถึงเปรตเลย

ตำนาน เจ้าหญิงไม้ไผ่ ตำนานดังของญี่ปุ่น

  ตำนานเจ้าหญิงไม้ไผ่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการนำมาเล่าต่อต่อกันให้เด็กๆได้ฟังตำนานกลายมาเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ 

ตำนานของเจ้าหญิงไม้ไผ่นั้นมีการเล่าขานต่อๆกันมาว่ามีชายชราและภรรยาอาศัยอยู่กลางป่ามีอาชีพตัดไม้ไผ่ไปขายอยู่วันหนึ่งขณะที่ชายชรากำลังตัดไม้ไผ่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กทารกดังมาจากกอไผ่ข้างๆเมื่อไปแหวกกอไผ่ดูก็พบมีเด็กทารกตัวเล็กนอนอยู่ในนั้น หลังจากนั้นชายชราจึงได้นำเด็กทารกนั้นไปให้ภรรยาดู

และทั้งสองคนก็เลี้ยงเด็กทารกนั้นตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนเติบใหญ่จากเด็กทารกกลายเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านที่ใครๆต่างก็หมายปองแต่ไม่ว่าใครจะมาจีบหญิงสาวคนดังกล่าวก็ไม่สนใจโดยหญิงสาวคนนี้มีนามว่า  คางุยะฮิเมะ  ความงามของเธอเรื่องหรือไปถึงหูของกษัตริย์ที่ปกครองประเทศญี่ปุ่นพระองค์จึงเดินทางมาดูความงามของ   คางุยะฮิเมะ   ด้วยตนเองและเมื่อพระองค์ได้เห็นนางก็ทรงตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็ไม่สนใจพระองค์จึงได้ขอเป็นเพื่อนกับนาง ต่อมาไม่นาน   คางุยะฮิเมะ  จะได้บอกกับพ่อแม่ของนางว่านางจะไม่สามารถอยู่ที่โลกมนุษย์ได้อีกแล้ว

เนื่องจากนางจะต้องกลับไปที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นที่ที่นางจากมาเมื่อตากับยายได้รู้เรื่องดังกล่าวก็ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับกษัตริย์ฟังของกษัตริย์ก็ได้สั่งให้พลทหารมาล้อมรอบบ้านของ   คางุยะฮิเมะ  เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาพาตัว  คางุยะฮิเมะ  ไปได้แต่ในที่สุดเมื่อในวันพระจันทร์เต็มดวง หลังจากนั้นแสงจากพระจันทร์ก็ส่องสว่างจ้าจนทุกคนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และไม่นานทุกคนก็ไม่สามารถขยับตัวได้ซึ่งขณะนั้นเองก็ได้มีขบวนรถมาจากดวงจันทร์ตรงเข้ามาที่   คางุยะฮิเมะ   และมาพาตัว คางุยะฮิเมะ 

ไปจากบ้านของตายายเมื่อพระจันทร์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งทุกคนก็ไม่เห็น  คางุยะฮิเมะ แล้วและหลังจากนั้น กษัตริย์ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากพระองค์ทรงให้ทหารหาภูเขาที่สูงที่สุดที่ใกล้กับพระจันทร์มากที่สุดนั่นก็คือภูเขาที่จังหวัดสุรุงะ แล้วพระองค์ก็ให้ทหารนำยาอายุวัฒนะไปเผาที่นั่น พระองค์ไม่อยากมีชีวิตเป็นอมตะอีกต่อไป

เนื่องจากไม่มี   คางุยะฮิเมะ  และความหมายของคำว่าอมตะในภาษาญี่ปุ่นก็คือคำว่าฟูจิซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภูเขาลูกนั้นก็กลายมาเป็นชื่อภูเขาไฟฟูจิเป็นต้นมา

     ตำนานความเชื่อความศรัทธากลายมาเป็นตำนานจริงของภูเขาไฟซึ่งมีให้เห็นจริงอยู่ในปัจจุบันซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็เดินทางพากันไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นประจำกันทุกปีเรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานของพระราหูที่วัดศีรษะทอง

พระราหูที่วัดศีรษะทอง จังหวัดนครปฐม 

     ที่จังหวัดนครปฐม จะมีวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  อยู่หลายวัดด้วยกัน และหนึ่งในวัดที่กล่าวมาก็คือ วัดศีรษะทอง เพราะประชาชนจะรู้จักวัดศีรษะทองเพราะที่นี่จะมีการสักการบูชาพระราหู โดยมีการจัดงานอย่างใหญ่กันเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการนำของดำ จำนวน 9 อย่างมาไหว้พระราหูเพื่อความเป็นสิริมงคล และให้ช่วยปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไป เปลี่ยนจากความโชคร้ายให้กลายเป็นความโชคดี 

สำหรับวัดศีรษะทองนี้ตามประวัติแล้วว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งสมัยนั้นจะตรงกับช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่าในตอนนั้นรัชกาลที่1 ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดในกรุงเทพ พร้อมกันนั้นพระองค์การอนุญาตให้มีการอพยพชาวเวียงจันทน์ ให้มาอยู่ในไทยด้วยเช่นกัน

โดยชาวเวียงจันทร์ที่เดินทางอพยพเข้ามานั้นได้มีการกระจัดกระจายกันอยู่ ตามริมแม่น้ำและอีกหลายหลายที่ ซึ่งมีกลุ่มคนชาวเวียงจันทน์กลุ่มหนึ่งได้ย้ายมาอยู่ตางแม่น้ำท่าจีนแห่งนี้ และมีการตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยตั้งชื่อหมู่บ้านของตัวเองว่าหมู่บ้านหัวทอง แต่ต่อมามีคนในหมู่บ้านขุดพบเศียรของพระ 

ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าเศียรของพระเป็นสีทอง ทางชาวบ้านจึงได้มีความคิดกันว่าจะทำการสร้างวัดไว้ตรงบริเวณนี้ เพราะต่างก็เชื่อว่าการที่ขุดไปเจอกับเศียรพระพุทธรูปนั้นคือลางบอกเหตุว่าจะมีแต่เรื่องดีดี หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา และต่อมาทางหน่วยงานราชการก็ได้เข้ามาขุดคลองแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นคลองแยกมาจากแม่น้ำท่าจีน เพื่อเป็นการเปิดเส้นทาง ทางน้ำเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เดินทางเสร็จไปไหว้พระปฐมเจดีย์ ชาวบ้านจึงพากันย้ายมาอยู่ที่ริมคลองเจดีย์บูชา

และหลังจากนั้นทางการก็มีการเปลี่ยนชื่อตำบล มาเป็นตำบลศีรษะทอง และเพื่อให้เป็นการสะดวกในการเดินทางไปทำบุญที่วัดหัวทอง จึงได้มีการย้ายวัดหัวทอง มาอยู่ตรงทีใหม่นี้ด้วยและมีการเปลี่ยนชื่อวัดให้ใหม่จากวัดหัวทอง เป็นวัดศีรษะทองนับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่วัดแห่งนี้มีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ที่มีความเก่าแก่ ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางวัดได้มีการสร้างพระราหูที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามากราบไหว้ขอพร  ขอโชคลาภ ซึ่งนับตั้งแต่มีการสร้างพระราหูมาก็มีคนมากราบไหว้ขอพรกันอย่างเนืองแน่น