การค้นพบเจอ อนุภาคTachyon,เตคีออน

ถ้าสมมุติมนุษย์เราสามารถยอตัวให้เล็กลงได้และเราทำให้Space timeหรือกาลอวกาศเกิดการโค้งงอได้และเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงระดับใกล้เคียงกับแสงหรือเทียบเท่ากับแสงได้เราก็อาจจะไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกไปเป็นสิบยี่สิบเท่าตามที่ทฤษฎีที่บอกก็เป็นได้และตรงนี้ก็น่าจะมีอีกหนึ่งคำถามที่ตั้งขึ้นมาเช่นกันว่าแล้วถ้าเกิดสมมุติว่าเราย่อตัวเล็กได้เราสามารถเข้าไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกได้และเราสามารถที่จะไปปกลับอดีตหรืออนาคตได้ใช่หรือไม่

คือตรงนี้มันคือคนละหลักทฤษฎีกันคือถ้าเกิดว่าเราได้พูดถึงเรื่องของหลักการไปกลับอนาคตหรือSpace timeเราจะต้องมองทฤษฎีในเรื่องของทฤษฎีLiht Cone,หรือกรวยแสงแต่ถ้าเกิดเราพูดถึงเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาหรือว่าการไปในอดีตเราจะนึกถึงเรื่องของทฤษฎีรูหนอนหรือว่าEinstein Rosen Bridge Theory

ซึ่งตรงนี้มันได้แตกต่างกับกรวยแสงอยู่นิดหน่อยและถ้าเราจะพูดให้เห็นภาพทีละอย่างแล้วอย่างทฤษฎีกรวยแสงภาพที่เราได้เห็นมันออกมาตามงานวิทหรือตามงานสิ่งที่เราเคยเรียนมามันจะเป็นรูปที่มัมนคล้ายกับมีกรวยอยู่สองอันโดยทางด้านก้นกรวยจะติดกัน โดยไอน์สไตน์ เขาได้บอกเอาไว้ว่ากรวยแสงตรงนี้มันจะมีเส้นแนวขวางที่พุ่งขึ้นไปมันคือเส้นความเร็วแสง

ที่เขาบอกว่ามนุษย์เราจะสามารถเห็นได้เพียงสิ่งที่อยู่ในเส้นของความเร็วแสงนี่เท่านั้นถ้าเกิดออกไปจากเส้นความเร็วแสงนี่มนุษย์เราจะไม่สามารถที่จะเห็นได้แต่ถามว่ามันมีอะไรที่อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนี้มั้ยเขาก็ยังบอกไม่ได้และยังยืนยันไม่ได้ว่ามันมีหรือเปล่าแต่เขาคาดการณ์กันว่ามันน่าจะมีและเขาได้บอกว่าการตรวจสอบล่าสุดเขาได้ค้นพบอนุภาคหนึ่งอย่างที่ชื่อว่า อนุภาคTachyon,เตตคีออนอยู่ในพื้นที่ที่มันได้อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนั่นก็เเสดงว่า

ซึ่งนี้น่าจะยืนยันได้แล้วเกือบร้อยเปอร์เซนว่ามันน่าจะมีบางอย่างที่มนุษย์เราไม่สามารถมองเห็นได้และได้อยู่เหนือการมองเห็นขอบเขตของมนุษน์เรานั้นเอง โดยถามว่าถ้ามันได้อยู่เหนือขอบเขตการมองของมนุษย์ได้มันจะสามารถเกิด Liht Coneได้ยังไง ซึ่งถ้าหากเราสงเกตุดูว่ามันจะมีเส้นสีแดงที่เป็นเส้นความเร็วของแสง 

ซึ่งตรงจุดนี้มันได้เป็นจุดที่ได้ค้นพบTachyon ซึ่งในปัจจุบันมนุษย์เราสามารถที่จะมองเห็นได้แค่เส้นความเร็วของแสงแต่ว่าถ้าเราสามารถเอาตัวเราไปอยู่นอกจุดของเส้นความเร็วแสงได้นั่นก็แสดงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าหรือเดินทางย้อนกลับก็ได้นั่นก็คือทาง Liht Coneนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88

ถ้าวิทยาศาสตร์สามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตได้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ถ้าเราพูดถึงเกี่ยวกับการคืนชีพสิ่งมีชีวิตเอาจริงๆแล้วมันมีข่าวสำหรับเรื่องนี้มันสักพักหนึ่งแล้วทั้งเรื่องของการคืนชีพมนุษย์จากการแช่แข็งหรือกระบวนการไครโอนิกส์การทดลองคืนชีพสัตว์โดยใช้หัวของรัสเซียเมื่อประมาณ1900กว่าๆแล้วก็การคืนชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์จากการสักดีเอ็นเอและเอาไปฝากสิ่งที่มีชีวิตที่มีสปีชีส์ที่ใกล้เคียงกันกับสัตว์ตัวนั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือการคืนชีพจากผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดแล้ว

หัวข้อที่เราได้บอกว่าถ้าเราสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตหรือว่าควบคลุมการตายการเกิดของประชากรสิ่งมีชีวิตได้มันจะเกิดอะไรขึ้นอย่างกรณีแรกคือการคืนชีพมนุษย์หรือกระบวนการไครโอนิกส์ซึ่งตรงนี้เราได้เคยบอกไปแล้วและเราจะขอสรุปให้ฟังกันสั้นๆให้ฟังก็แล้วกัน สำหรับกระบวกการไครโอนิกส์ถ้าเอาตามหลักทฤษฎีเขาบอกว่าจะนำเอามนุษย์ที่พึ่งเสียไป

ได้ไม่นานเข้าไปในกระบวนการแช่แข็งที่มีอุณหภูมิติดลบหลายร้อยองศาเพื่อเป็นการเก็บรักษาเซลล์ที่อยู่ในร่างกายอวัยวะต่างๆให้มีสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุดและรอการคืนชีพจากวิทยาการมนุษย์ในอนาคต ซึ่งแนวคิดตรงนี้มันจะเป็นแนวคิดเดียวกันกับการทำมัมมี่แต่มันจะต่างกันในด้านการใช้เทคโนโลยีถ้าอย่างการทำมัมมี่หลายๆคนก็น่าจะรับรู้กันแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่การนำเอาร่างกายนำเอาอวัยวะต่างๆ

มาทำความสะอาดและดูดความชื่นออกให้หมดด้วยการนำเอาอวัยวะเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในภาชนะและนำเอาทรายมากบจนมิดหลังจากนั้นพออวัยวะเหล่านั้นแห้งก็จะนำเอากลับที่เดิมก่อนที่จะนำไปใส่ในโลงศพและยัดทรายเข้าไปในโลงศพไปด้วยส่วนหนึ่งเพื่อดูดความชื่นศพที่อยู่ในโลงจะได้ไม่เน่าเปื่อยซึ่งตรงนี้มันได้เป็นหลักการในการทำมัมมี่ที่เขาได้มีการเฉลี่ยกันออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ในกรณีของการทำมัมมี่นั้นเซลล์ที่มันได้อยู่ในร่างกายที่มันไม่เน่าไม่เปื่อยก็จริงแต่มันไม่ได้รับการคงรักษาเอาไว้ให้มีสภาพที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากที่สุดมันก็เลยมากไกลจากคำว่าจะคืนชีพมนุษย์จากมัมมี่ได้แต่ทว่ากระบวนการไครโอนิกส์เขาได้บอกว่าจะเอาร่างกายของมนุษย์ที่พึ่งจะเสียชีวิตไปได้เมื่อไม่นานเอาไปแช่แข็งด้วยไดรโตเจนเหลวแล้วก็รักษาให้คงอยู่สภาพแบบนั้นไว้เพื่อรอวิทยาการของมนุษย์ข้างน่าที่จะมาละลายร่างกายอวัยวะต่างๆแล้วก็ฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

การขโมยแล็บใต้ทะเล

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำการวิจัยใต้ทะเลที่มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถยนต์ซึ่งโดยมันจะมีน้ำหนักโดยรวมประมาณ740กิโลกรัมซึ่งมันก็ได้ถูกขโมยไปจากใต้ทะเลบอลติกและอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ก็ได้รับการดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมหาสมุทร จีโอมาร์ เฮล์มโฮล์ทซ์ ซึ่งมันได้ถูกใช้เพื่อการเก็บรักษาข้อมูลต่างๆและวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมของสิ่งต่างๆในทะเลมาตั้งแต่ปี1957

และเมื่อได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในวันที่21สิงหาคม ปี2019 เมื่อได้มีนักวิจัยที่ไม่ได้รับข้อมูลจากแล็บที่อยู่ใต้น้ำในช่วงตอนแรกนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คิดว่าระบบในการที่จะส่งข้อมูลนั้นมันอาจจะมีปัญหาจึงได้มีการส่งเหล่านักดำน้ำให้ลงไปทำการตรวจสอบจากนั้น เมื่อพวกเขาได้เข้าไปถึง

ในอุปกรณ์ดังกล่าวพวกเขากับพบว่าอุปกรณ์ทั้งหมดนี้มันกลับหายไป โดยได้เหลือเอาไว้อยู่สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งเอาไว้ก็คือสายไฟที่มันได้ขาดเท่านั้น จากนั้นนักชีววิทยาทางทะเล เฮอร์แมนน์ แบนจ์  จากศูนย์วิจัยจีโอมาร์ ก็ได้กล่าวว่า “เมื่อนักดำน้ำได้มาถึงที่ก้นทะเลพวกเขาก็ได้พบเพียงแต่สายเคเบิลที่มันได้มีการฉีกขาดเพียงเท่านั้น

ซึ่งมันได้ถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์”  จากนั้นทางด้านตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนค้นหากันอย่างต่อ เนื่องและทางด้านศูนย์วิจัย จีโอมาร์ ก็ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือจากทางสาธารณะเพื่อที่จะทำให้ในการรายงานข้อมูลหากมีการพบเจออะไรก็ตามที่มันได้มีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ อุปกรณ์ของนักวิจัยต่างๆที่อยู่ใต้ท้องทะเลดังกล่าวที่มันได้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเมืองคีลประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มันได้ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยรายงานก็ยังได้ระบุเอาไว้ว่า ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ

ที่เกี่ยวกับทางธรรมชาติใดๆรวมถึงกระแสพายุหรือสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในอีกด้วยและทะเลที่จะสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์นี้ได้ โดยมันจะต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อประกอบไปด้วยโครงสร้างของทั้งสองส่วน ซึ่งแต่ละส่วนนั้นมันมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมมีเซ็นเซอร์ เพื่อวัดอุณหภูมิความเค็มออกซิเจนความเข้มข้นและของมีเธนและระบบจ่ายไฟ

เมื่ออุปกรณ์นี้จะมีมูลค่าถึง300,000ยูโรก็ตามแต่นักวิจัยได้กล่าวว่า ถ้าข้อมูลภายในหายไปมันก็ “ไม่มีค่า” อะไรในขณะเดียวกันมันก็มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับผู้ที่ขโมยอุปกรณ์ โดยคาดว่าแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ คือการค้าโลหะโดยการกู้โลหะจากใต้ท้องทะเลได้กลายเป็นวิถีชีวิตเหล่าโจรที่จะออกมาหาทำการปล้นเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือเรือของทหารที่จะอยู่ ในช่วงก่อนยุคที่ใช้พลังงานของนิวเคลียร์ต่างๆในยุคนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

How to กุหลาบเปลี่ยนสี

     

          อย่างที่ทราบกันดีว่าวิทยาศาสตร์นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เพียงแต่เราจะรู้หรือไม่เท่านั้น หลักการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก เราในฐานะผู้ปกครองสามารถหากิจกรรมเกี่ยวกับการทดลองวิทยาศาสตร์ มาสอนลูกหลานของเราได้เอง นอกเหนือจากที่จะให้บุตรหลานของเราเรียนรู้มาจากที่โรงเรียน  การทดลองวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนั้น

มีหลายอย่างที่เราสามารถทดลองและนำมาสอนบุตรหลานของเราให้ได้เรียนรู้พร้อมกันเพลิดเพลินไปในตัว วันหยุดหากไม่ได้พาบุตรหลานออกไปเที่ยวไหน เรามาลองให้ให้บุตรหลานของเราเรียนรู้วิทยาศาสตร์รอบๆตัวที่สามารถทำได้ง่าย สำหรับวันนี้การทดลองจะเน้นให้เห็นถึงความสวยงาม และสามารถสร้างรายได้ ได้ด้วย  อย่างเช่น วันนี้เราจะมาทดลองการเปลี่ยนสีของกุหลาบจากสีขาวไปเป็นกุหลาบสีเขียว  สีม่วง สีฟ้า  สีน้ำเงิน หรือแม้แต่กุหลาบสีรุ้งก็สามารถทำได้ 

          สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานเปลี่ยนสีกุหลาบมีดังนี้ คือ  กุหลาบสีขาว   สีผสมอาหารเลือกสีที่เราชอบ ต้องการเปลี่ยนกุหลาบสีขาวให้เป็นสีอะไรก็เตรียมสีนั้นไว้เลยค่ะ  น้ำอุ่น  น้ำตาลทราย   กรรไกร   แจกันตามจำนวนของสีที่เราใช้  น้ำยาฟอกขาว  และน้ำส้มสายชู  เมื่อได้ของครบตามที่เราต้องการแล้ว เรามาเริ่มลงมือทำการทดลองกันเลยค่ะ

  1. นำน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ เมื่อผสมเข้ากันแล้วนำน้ำยาฟอกขาวครึ่งช้อนโต๊ะมาเติมผสมกับส่วนผสมทั้งสองก่อนหน้านี้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้เทลงไปในน้ำอุ่นที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง โดยน้ำอุ่นให้ใช้ปริมาณ 1 แกลลอน โดยส่วนผสมที่เตรียมนี้จะช่วยในเรื่องการป้องกันแบคทีเรียที่จะมาทำลายระบบท่อลำเลียงน้ำและยังช่วยให้ดอกไม้คงสภาพได้นานขึ้นด้วย
  2. นำน้ำที่ผสมเสร็จแล้วเทลงในแจกันที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นให้หยดสีผสมอาหารลงไปในน้ำที่อยู่ในแจกัน ได้เตรียมสีน้ำเรียบร้อยแล้วต่อมาให้นำดอกกุหลาบที่เตรียมไว้มาใส่ในแจกันที่เราเตรียมสีไว้ โดยให้นำกรรไกรตัดที่ก้านกุหลาบให้มีลักษณะเป็นแนวเฉียงเพื่อให้ก้านกุหลาบสามารถดูดน้ำได้ดี  แค่นี้ก็รอการเปลี่ยนแปลงของสีกุหลาบได้เลย โดยปกติแล้วการดูดซึมของกุหลาบจะใช้เวลา 24 ชม. ก็สามารถเปลี่ยนสีกุหลาบได้แล้ว

          การทดลองนี้หากเราต้องการกุหลาบเป็นสีรุ้ง สามารถทำได้เพียงเรากรีดแบ่งก้านกุหลาบให้ออกเป็นแฉกประมาณ2-3 นิ้วหลายๆแฉกแล้วนำแต่ละแฉกใส่แช่ในน้ำแต่ละสีเพื่อให้ก้านกุหลาบแต่ละแฉกดูดสีแต่ละสี ผลออกมาเราจะได้กุหลาบดอกเดียวแต่จะมีหลายสีเป็นกุหลาบสีรุ้ง นอกจากเราจะทดลองกับดอกกุหลาบแล้ว เรายังสามารถทดลองกับดอกไม้ชนิดอื่นๆได้ด้วย เช่น ดอกคาเนชั่น หรือจะลองกับใบผักกาดก็ได้ ขั้นตอนการทดลองไม่ยากเลยใช้ไหมคะ วันหยุดอย่าลืมช่วยบุตรหลานทดลองทำกันดูนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame สูตร