ตำนานความรักของตริตันและ ไอโซลเดอ

         เรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังในครั้งนี้เป็นเรื่องราวความรักของ ไอโซลเดอหญิงสาวซึ่งเป็นลูกสาวของกษัตริย์ของประเทศไอร์แลนด์ซึ่งมีตำนานความรักที่แสนเศร้านี้โดยเรื่องเล่ามีอยู่ว่า  ไอโซลเดอ นั้นเธอได้ถูผู้เป็นพ่อนั้นให้หมั้นหมายกับกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งปกครองแคว้น คอร์นวอลล์ แต่อย่างไรก็ตาม  ไอโซลเดอไม่ได้รู้สึกรักพระองค์นั้นเลย

แต่เธอดันกลับไปต้องหลงรักหลานชายของกษัตริย์พระองค์นั้นแทนซึ่งหลานชายของกษัตริย์พระองค์ใดเป็นคู่หมั้นของเธอนั้นชื่อว่า ตริตัน และแน่นอนว่าเมื่อทั้งคู่เกิดความรักซึ่งกันและกันทั้งคู่ก็แอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับในที่สุดและความลับย่อมไม่มีในโลกในที่สุดกษัตริย์แห่งแคว้น คอร์นวอลล์ ก็รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นถึงความรักของคนทั้งคู่รวมถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ด้วยจึงได้มีการเรียกตัวหลานชายนั่นก็คือตริตัน เข้ามาพบและมีการสั่งไม่ให้ตริตัน นั้นไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับภรรยาของตนอีกอีกทั้งยังมีการสั่งให้ ตริตัน เดินทางออกนอกเมืองไปทันทีไม่เช่นนั้นจะถูกกษัตริย์ประหารชีวิตซึ่งในที่สุด 

ตริตัน ก็หนีออกไปนอกเมืองคอร์นวอลล์ ในระหว่างทางนั้นเองเขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งหน้าตาของหญิงสาวคนนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ ไอโซลเดอ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เขารักเป็นอย่างมากในที่สุดเขาก็ได้ตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ  ตริตัน ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวดังกล่าว และถึงแม้ว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาแต่ว่า ตริตัน ก็ยังคงคิดถึงไอโซลเดออยู่เสมอแล้วเรื่องนี้ก็รู้ถึงหูภรรยาของเขาด้วยอย่างไรก็ตามด้วยความคิดถึงไอโซลเดอ อย่างมากมายทำให้ในที่สุดแล้ว ตริตัน ก็ล้มป่วยลง

เนื่องจากว่าเต็มใจและด้วยความคิดถึงที่ทนไม่ไหว ตริตัน ได้มีการเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อส่งให้ ไอโซลเดอ โดยใจความจดหมายนั้นระบุว่า เขามีความคิดถึงไอโซลเดอ เป็นอย่างมาก และอยากจะรู้ว่าไอโซลเดอ คิดถึงเขาด้วยหรือไม่ซึ่งถ้าหากนางยังมีใจให้เขาและยังคงคิดถึงเขาอยู่ขอให้นางนั้นลองเรือมาหาเขาโดยถ้าหากนางนั้นชักใบเรือเป็นสีขาว

ก็แสดงว่างานนั้นคิดถึงเขาเช่นเดียวกันกับที่เขาคิดถึงนางแต่ถ้าหากนางชักใบเรือเป็นสีดำก็แสดงว่านางนั้นหมดสิ้นความรักในตัวเขาเขาแล้ว เมื่อ ไอโซลเดอ ได้รับจดหมายจาก ตริตัน ด้วยความรักที่นางยังคงมีให้กับ ตริตัน อยู่เสมอนั่นเองนางจึงได้ร้องเรือมาหา ตริตัน โดยชักใบเรือเป็นสีขาวแต่เมื่อภรรยาของ ตริตัน รู้เรื่องนี้เข้านางจึงได้เดินทางไปบอกกับสามีของนางว่า ไอโซลเดอได้เดินทางมาแต่ซักเดือนเป็นสีดำทำให้ ตริตัน คิดว่าไอโซลเดอ ไม่รักเขาแล้ว ในที่สุดเขาก็ตรอมใจตาย

 

สนับสนุนโดย  rb888

วัฒนธรรมของไทยทางภาคเหนือ 

 ประเทศไทยนั้นแบ่งปันออกทั้งหมดสี่ภาคด้วยกันและแต่ละภาคนั้นก็จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป อย่างที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือวัฒนธรรมของทางภาคเหนือซึ่งวัฒนธรรมของทางภาคเหนือนั้นจะเน้นเป็นแบบวัฒนธรรมของทางล้านนาโดยจะมีการ สืบสานประเพณีวัฒนธรรมนี้กันมาอย่างยาวนานแล้วสำหรับวัฒนธรรมของทางภาคเหนือนั้นแบ่งออกเป็นได้หลายกรณีเช่น 

   วัฒนธรรมด้านอาหารการกินเนื่องจากทางภาคเหนือนั้นจะนิยมการกินเป็นแบบขันโตกซึ่งถือว่าเป็นประเพณีของชาวล้านนาโดยเฉพาะซึ่งถ้าหากว่าคนทางภาคเหนือตอนบนได้มีการจัดงานเลี้ยงต่างๆแล้วแล้วก็พวกเขาก็จะมีการจัดงานเลี้ยงเป็นแบบขันโตกซึ่งการจัดงานเลี้ยงแบบนี้ก็จะต้องมีนางรำมาฟ้อนรำให้ดูในระหว่างที่ คนที่อยู่ในงานเลี้ยงนั้นกำลังรับประทานอาหารกันและกันกินอาหารแบบขันโตกนั้น

ก็จะเป็นการนั่งกินกับพื้นซึ่งอาหารก็จะกินแบบร่วมกันโดยมีการนำข้าวเหนียว มาใส่กระติกแล้วนำไปแจกจ่ายให้กับคนไทยในงานได้กินร่วมกันส่วนอาหารของคนภาคเหนือที่จะกินในขันโตกนั้นก็จะเป็นอาหารประเภทแกงออม แกงฮังเล. น้ำพริกหนุ่ม  น้ำพริกอ่อง ผักสดรวมถึงไซ่อั่วเป็นต้น 

    ส่วนทางด้านวัฒนธรรมศาสนาและความเชื่อคนทางภาคเหนือนั้นจะนิยมทำบุญทำทานโดยจะมีการจัดงานไม่ว่าจะเป็นงานบุญตาลก๋วยสลากเรือ หรือแม้แต่งานประเพณีสืบชะตาและยังมีงานบุญต่างๆอีกมากมายซึ่งงานบุญแต่ละงานนั้นก็จะต้องมีการกำหนดวันและเวลาในแต่ละปีใครขายกันซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็จะต้องมาร่วมงานบุญและทำบุญร่วมกันงานบุญของคนในภาคเหนือนั้นจัดขึ้นมาเพื่อหวังว่าให้คนในหมู่บ้านนั้นเกิดความรักความสามัคคีกันและต้องการให้คนนั้น หัดทำบุญซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ก็คือเป็นวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อๆกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมาจนถึงรุ่นลูกหลาน

      สำหรับวัฒนธรรมของทางภาคเหนือนั้น ค่อนข้างจะไม่เหมือนกับภาคอื่นอื่นของไทย ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ปัจจุบันคนรุ่นหลังก็ยังคงมีการสืบทอดกันอยู่ อย่างการที่ชาวบ้านจะแต่งงานกันก็จะต้องมีการผู้ข้อไม้ข้อมือกัน จะไม่ไปอยู่ด้วยกันเฉยๆเพราะคนทางภาคเหนือเชื่อกันว่า ผีบรรพบุรุษจะไม่พอใจ 

สำหรับวัฒนธรรมของคนเหลือนั้น จะมีการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมกันหลายอย่าง และส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น  งานบวชลูกแก้ว ซึ่งก็คือการที่เรานำเด็กมาบวชเป็นสามเณรนั่นเอง  หรือการที่เราจะมีการจัดงานสมโภชทุกปี อย่างที่จังหวัดพิษณุโลกที่ฉลองสมโภชให้กับพระพุทธชินราช นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

เรื่องscp fouadqtioa

สำหรับเรื่องของscp fouadqtioaถ้าจะให้เราได้แปลเป็นภาษาอังกษฤ Sก็คือSecure Cก็คือContain Pก็คือProtectและถ้าได้แปลเป็นภาษาไทยแล้วก็คือ ควบ คุม กักกัน และ ป้องกัน ถามว่ากักกันอะไรต้องบอกก่อนเลยว่าscp fouadqtioaมันได้เป็นองค์กรที่คอยทำหน้าที่ป้องกันปรากฎการเหนือธรรมชชาติทั้งที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตและก็ไม่มีชีวิตรวมถึงซึ่งที่นักวิทยาศาสตร์บอกได้และก็บอกไม่ได้รวมไปถึงไสยศาสตร์มันก็ยังได้รวมอยู่ในscp fouadqtioaด้วยเหมือนกัน

แต่อย่างจะบอกก่อนเลยว่าส่วนมากร้อยละ95%มักจะเป็นบทความที่ได้ถูกแต่งขึ้นมาจากความทรงจำในสมัยเด็กที่ได้เกิดจากการจินตนาการหรือได้เกิดขึ้นมาจริงหรือมันอาจจะมโนไปเองยกตัวอย่างเช่นเราเชื่อว่าหลายๆคนจะต้องเคยเป็นสมมุติบ้านเราได้มีสองชั้นเราก็จะต้องปิดไฟชั้นล่างเพื่อที่จะไปนอนข้างบนปิดไฟแล้ว

ก็รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านเพราะเราได้มีความเชื่อส่วนตัวว่าถ้าเราปิดไฟแล้วเราขึ้นช้าเราก็จะเจอผีอันนี้มันก็ได้เป็นตัวอย่างที่เราได้ยกมาถามว่ามันได้มีอยู่ในscp fouadqtioaหรือไม่มันอาจจะมีอยู่หรือมันอาจจะไม่มีอยู่ก็ได้แต่เราก็ได้บอกไปก่อนข้างต้นแล้วว่าร้อยละ95%มันได้เป็นเรื่องที่ได้ถูกแต่งขึ้นมาและอีก5%มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าอันนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกันเพราะเนื่องจากข้อมูลที่เราได้ไปสืบหามามันมีบางเคสที่ัมันได้มีการาบล็อคเนื้อหาที่มันไม่สามารถที่จะเข้าไปดูได้และก็ได้มีการเก็บและก็ไม่มีการพูดถึงเลยมันก็จะมีอยู่ประมาณ5%

ซึ่งเราก็หาคำตอไม่ได้เหมือนกันว่ามันได้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งหรือว่ามันคืออะไรและวันนี้เราก็ได้มีตัวอย่างมาให้ได้ดูด้วยว่ามันได้เป็นคลิปจริงหรือว่ามันเป็นคลิปที่ได้ถูกแต่งขึ้นแต่ก่อนที่เราจะเข้าไปดูเราข้อพูดถึงประวัติที่มาของscp fouadqtioaเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะสงสัยว่าไอคำว่าscp  มันได้มาจากอะไรย้อนความกลับไปเมื่อประมาณปี2017เว็บไซค์เว็บหนึ่งที่มีชื่อว่า4chanที่ได้มีการโพสเรื่องราวที่เกี่ยวกับองค์กรลับ

องค์กรหนึ่งที่ได้มีชื่อย่อว่าscp และยังได้มีการตั้งกรุทู้ในเว็บนั้นเกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ประหลาดลึกลับรวมไปถึงรูปภาพและได้มีคำบรรยายอยู่ด้านล่างโดยส่วนแรกที่ได้ตั้งขึ้นคือscp หมายเลข173หรือThe Sculpture ซึ่งเขาได้บอกว่าscp 173หรือThe Sculptureได้เป็นสัตว์ประหลาดที่เป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดผิดปกติไม่เหมือนกันมนุษย์ทั่วไปจะบอกว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ใช่จะบอกว่าเป็นมนุษย์มันก็ไม่เชิงแต่ใบอกเลยว่ามันไม่น่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มันสามารถเกิดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ

 

สนับสนุนโดย  next88      

เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มอิลลูมินาติ

โดยกลุ่มอลิลูมินาติได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่1 พ.ค.ปี1776 ที่เมืองINGOLSTADT ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นมาโดย Adam Weishaup /อดัม ไวส์ฮอพ ที่ได้เป็นบุคคลที่เลื่อมใสในเยซูอิฐและได้เป็นศาสตราจารย์การประมงกฎหมายโรมันที่เกี่ยวกับศาสนาคนแรกของมหลัยและ นายอดัม ไวส์พอพ ก็ยังได้ยึดหลักปรัชญาในความคิดอิสระ

โดยที่ไม่ยึดความเชื่อเก่าๆที่ได้ถูกสั่งสอนกันมาในทั้งเรื่องของระบบการปกครองและศาสนาเพื่อที่ว่าจะนำพาผู้คนเข้าสู้ยุคใหม่หรือว่าการปกครองใหม่ๆนั่นเอง โดยกลุ่มอิลลูมินาติ ก็ได้ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้อยู่เบื้องหลังการล้มล้างการปกครองระบอบกษัตริย์ในหลายๆประเทศในทวีปยุโรปรวมถึงการประกาศอิสระภาพในปี 1776ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เท่าที่ได้ฟังกันมาอลิลูมินาติไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรเลยแต่อยากให้รองฟังกันไปเรื่อยๆว่าจริงๆแล้วในกลุ่มนี้มันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ชักโยงมนุษย์โลกอย่างเราอยู่ก็เป็นได้และอย่างเหตุการณ์ที่สำคัญที่ได้เกิดขึ้นยกตัวอย่างปี 1984 ผู้ปกครองบาวาเรียก็ได้ออกกฎหมายมาหนึ่งกฎหมายก็คือกฎหมายห้ามก่อตั้งสมาคมลึกลับและได้ทำการจับกุมชิกของกลุ่มอิลลูมินาติและกลุ่มก็ได้ถูกยุบลง

แต่ในการเคลื่อไหวในกลุ่มในชมาชิกอิลลูมินาติที่ยังลอดอยู่ถึงแม้จะถูกยุบไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังได้มีการเคลื่อไหวและยังได้มีการทำผลงานกันอยู่เรื่อยๆยกตัวอย่างเช่นการปฏิวัติในปี1789 ของฝรั่งเศสและในการปฏิวัติของรัสเซียในปี1905และในปี1917และในปัจจุบันก็ยังได้มีสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างมีลัญลักษณ์อิลลูมินาติติดอยู่นั่น

ก็คือธนบัตร1ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาถ้าจะให้ย้อนความกลับไปในปี1782สหรัฐอเมริกาก็ได้ออกตราแผ่นดินใหม่ขึ้นมา โดยด้านหลังของตราจะเป็นรูปพีระมิดที่ยังสร้างไม่เสร็จและได้มีสามเหลี่ยมที่ลอยอยู่ด้านบนและมีดวงตาอยู่ตรงกลาง โดยได้มีภาษาลาตินที่เขียนว่า Novus Ordo Seclorum โดยหลายคนได้เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์กลุ่มของอิลลูมินาติ

เพราะดาวตาบนยอดของพีระมิดมันหมายถึงสมาชิกของกลุ่มที่กำลังจ้องมองโลกและคำว่า Novus Ordo Seclorumหรือโลกใหม่ที่มี4จักรพรรดิปกครองอยู่เอาจริงๆแล้วNovus Ordo Seclorumคือการเข้าสู่ในยุคสมัยใหม่ของการปกครองโลกและในปี1935ประธานาธิบดีคนที่32ได้ประกาศให้ตีพิมพ์สายสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติลงในธนาบัติในปีนั้นอีกด้วย

โดยลายละเอียดภายในจะมีรูปเหยี่ยวออยู่ด้านหน้าพีระมิดที่ยังสร้างไม่เสร็จโดยมียอดปลายแหลมที่ลอยอยู่ด้านบนและมีตราอยู่ตรงกลางอยู่ทางด้านหลังโดยความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้มันค่อนข้างที่จะละเอียดซับซ้อน

 

สนับสนุนโดย  next88 มือถือ

ตำนานกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

       เรื่องเล่าตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่นั้นเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีการสร้างหลักฐานไว้เป็นเจดีย์ดูตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่นั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีหญิงชาวนาคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายเดินในทุกๆวันนั้นลูกชายจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปทำนาแต่เช้าส่วนผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นหญิงชรานั้นก็จะอยู่บ้านค่อยหุงหาอาหารหลังจากนั้นก็จะนำอาหารนั้นไปให้กับลูกชายที่ทำงานอยู่ที่นาในทุกๆวันอยู่มาวันหนึ่ง

ในขณะที่ลูกชายออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมานั้นหญิงชราก็ได้เตรียมอาหารให้กับลูกชายตามปกติแต่ว่าวันนี้เกิดอาการที่หญิงชรานั้นระหว่างเดินทางเอาอาหารไปให้กับลูกชายนั้นด้วยความแก่ชรามากแล้วเธอจึงเดินไปล้มลุกคลุกคลานไปทำให้กว่าจะเดินทางไปถึงที่ลูกชายทำไร่ไถนาอยู่นั้นก็เป็นเวลาสายมากแล้วทางด้านลูกชายเองนั้น

ก็เฝ้ารอว่าแม่เมื่อไหร่จะนำอาหารมาให้เนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาสายแล้วและตนเองก็หิวข้าวมากแล้วแต่รอแล้วรอเล่าแม่ก็ยังไม่มาสักทีจนเมื่อช่วงเวลาเกือบใกล้เที่ยงแม่ก็เดินทางมาถึงด้วยความโมโหหิวจากการที่แม่นั้นเอาข้าวมาส่งช้าและเมื่อมองเห็นกล่องข้าวที่แม่เอามาให้นั้นก็มองเห็นว่ากล่องเล็กนิดเดียวซึ่งเขาคิดว่ากล่องข้าว

แค่นี้เขาไม่พอกินอย่างแน่นอนด้วยความที่เขาหิวมากจึงทำให้มีอารมณ์โกรธมากดังนั้นเขาจึงได้เอาคันไถที่อยู่ในมือของเขานั้นฟาดไปที่แม่ของเขาจนล้มลงหลังจากนั้นเขาก็เอาข้าวกล่องที่แม่เตรียมมานั้นมากินแต่ข้าวกล่องเพียงน้อยนิดที่เขาเห็นในครั้งแรกนั้นเมื่อเขากินเข้าไปยังไม่ถึงครึ่งกล่องเขาก็รู้สึกอิ่มทันทีหลังจากนั้นเขาก็พยายามกิน

แต่กินเท่าไหร่ก็กินข้าวกล่องนั้นไม่หมดเขาจึงได้ย้อนกลับมาดูแม่ซึ่งก็พบแม่ว่าเสียชีวิตแล้วเขารู้สึกเสียใจมากเมื่อเขาอิ่มเขาก็เริ่มได้สติว่าสิ่งที่เขาโมโหแม่ไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะถึงแม้ว่าข้าวกล่องที่เห็นเป็นกล่องน้อยนิดนั้นแต่เมื่อกินเข้าไปจริงๆแล้วก็ทำให้เขาอิ่มได้เขารู้สึกเสียใจมากที่เห็นแม่นอนเสียชีวิตจากฝีมือของเขาเองเขาจึงได้นั่งร้องไห้อยู่ตรงบริเวณที่ฆ่าแม่หลังจากนั้น

เขาก็มีการสร้างพระธาตุขึ้นมาตรงบริเวณที่เขาฆ่าแม่ของเขาเพื่อนำอัฐิของแม่ของเขานั้นมาเก็บไว้โดยเขาหวังว่าพระธาตุที่เขาสร้างขึ้นมาให้แม่เขาอยู่นี้จะสามารถทดแทนบาปกรรมที่เขาได้ทำร้ายแม่เขาลงไปได้หลังจากนั้นเป็นต้นมาพระธาตุดังกล่าวก็ถูกชาวบ้านเรียกขานกันเรื่อยมาว่าพระธาตุก่องข้าวน้อยซึ่งเรื่องราวนี้ก็เป็นตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นยายตกทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลานเลยมาเกี่ยวกับเรื่องของความโมโหทำให้คนเรามักขาดสติและทำอะไรโดยที่ไม่ได้ตั้งใจลงไปนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay thailand

การค้นพบเจอ อนุภาคTachyon,เตคีออน

ถ้าสมมุติมนุษย์เราสามารถยอตัวให้เล็กลงได้และเราทำให้Space timeหรือกาลอวกาศเกิดการโค้งงอได้และเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงระดับใกล้เคียงกับแสงหรือเทียบเท่ากับแสงได้เราก็อาจจะไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกไปเป็นสิบยี่สิบเท่าตามที่ทฤษฎีที่บอกก็เป็นได้และตรงนี้ก็น่าจะมีอีกหนึ่งคำถามที่ตั้งขึ้นมาเช่นกันว่าแล้วถ้าเกิดสมมุติว่าเราย่อตัวเล็กได้เราสามารถเข้าไปอยู่ในมิติที่เวลายืดออกได้และเราสามารถที่จะไปปกลับอดีตหรืออนาคตได้ใช่หรือไม่

คือตรงนี้มันคือคนละหลักทฤษฎีกันคือถ้าเกิดว่าเราได้พูดถึงเรื่องของหลักการไปกลับอนาคตหรือSpace timeเราจะต้องมองทฤษฎีในเรื่องของทฤษฎีLiht Cone,หรือกรวยแสงแต่ถ้าเกิดเราพูดถึงเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาหรือว่าการไปในอดีตเราจะนึกถึงเรื่องของทฤษฎีรูหนอนหรือว่าEinstein Rosen Bridge Theory

ซึ่งตรงนี้มันได้แตกต่างกับกรวยแสงอยู่นิดหน่อยและถ้าเราจะพูดให้เห็นภาพทีละอย่างแล้วอย่างทฤษฎีกรวยแสงภาพที่เราได้เห็นมันออกมาตามงานวิทหรือตามงานสิ่งที่เราเคยเรียนมามันจะเป็นรูปที่มัมนคล้ายกับมีกรวยอยู่สองอันโดยทางด้านก้นกรวยจะติดกัน โดยไอน์สไตน์ เขาได้บอกเอาไว้ว่ากรวยแสงตรงนี้มันจะมีเส้นแนวขวางที่พุ่งขึ้นไปมันคือเส้นความเร็วแสง

ที่เขาบอกว่ามนุษย์เราจะสามารถเห็นได้เพียงสิ่งที่อยู่ในเส้นของความเร็วแสงนี่เท่านั้นถ้าเกิดออกไปจากเส้นความเร็วแสงนี่มนุษย์เราจะไม่สามารถที่จะเห็นได้แต่ถามว่ามันมีอะไรที่อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนี้มั้ยเขาก็ยังบอกไม่ได้และยังยืนยันไม่ได้ว่ามันมีหรือเปล่าแต่เขาคาดการณ์กันว่ามันน่าจะมีและเขาได้บอกว่าการตรวจสอบล่าสุดเขาได้ค้นพบอนุภาคหนึ่งอย่างที่ชื่อว่า อนุภาคTachyon,เตตคีออนอยู่ในพื้นที่ที่มันได้อยู่นอกเส้นของความเร็วแสงนั่นก็เเสดงว่า

ซึ่งนี้น่าจะยืนยันได้แล้วเกือบร้อยเปอร์เซนว่ามันน่าจะมีบางอย่างที่มนุษย์เราไม่สามารถมองเห็นได้และได้อยู่เหนือการมองเห็นขอบเขตของมนุษน์เรานั้นเอง โดยถามว่าถ้ามันได้อยู่เหนือขอบเขตการมองของมนุษย์ได้มันจะสามารถเกิด Liht Coneได้ยังไง ซึ่งถ้าหากเราสงเกตุดูว่ามันจะมีเส้นสีแดงที่เป็นเส้นความเร็วของแสง 

ซึ่งตรงจุดนี้มันได้เป็นจุดที่ได้ค้นพบTachyon ซึ่งในปัจจุบันมนุษย์เราสามารถที่จะมองเห็นได้แค่เส้นความเร็วของแสงแต่ว่าถ้าเราสามารถเอาตัวเราไปอยู่นอกจุดของเส้นความเร็วแสงได้นั่นก็แสดงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าหรือเดินทางย้อนกลับก็ได้นั่นก็คือทาง Liht Coneนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88

ถ้าวิทยาศาสตร์สามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตได้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ถ้าเราพูดถึงเกี่ยวกับการคืนชีพสิ่งมีชีวิตเอาจริงๆแล้วมันมีข่าวสำหรับเรื่องนี้มันสักพักหนึ่งแล้วทั้งเรื่องของการคืนชีพมนุษย์จากการแช่แข็งหรือกระบวนการไครโอนิกส์การทดลองคืนชีพสัตว์โดยใช้หัวของรัสเซียเมื่อประมาณ1900กว่าๆแล้วก็การคืนชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์จากการสักดีเอ็นเอและเอาไปฝากสิ่งที่มีชีวิตที่มีสปีชีส์ที่ใกล้เคียงกันกับสัตว์ตัวนั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือการคืนชีพจากผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดแล้ว

หัวข้อที่เราได้บอกว่าถ้าเราสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตหรือว่าควบคลุมการตายการเกิดของประชากรสิ่งมีชีวิตได้มันจะเกิดอะไรขึ้นอย่างกรณีแรกคือการคืนชีพมนุษย์หรือกระบวนการไครโอนิกส์ซึ่งตรงนี้เราได้เคยบอกไปแล้วและเราจะขอสรุปให้ฟังกันสั้นๆให้ฟังก็แล้วกัน สำหรับกระบวกการไครโอนิกส์ถ้าเอาตามหลักทฤษฎีเขาบอกว่าจะนำเอามนุษย์ที่พึ่งเสียไป

ได้ไม่นานเข้าไปในกระบวนการแช่แข็งที่มีอุณหภูมิติดลบหลายร้อยองศาเพื่อเป็นการเก็บรักษาเซลล์ที่อยู่ในร่างกายอวัยวะต่างๆให้มีสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุดและรอการคืนชีพจากวิทยาการมนุษย์ในอนาคต ซึ่งแนวคิดตรงนี้มันจะเป็นแนวคิดเดียวกันกับการทำมัมมี่แต่มันจะต่างกันในด้านการใช้เทคโนโลยีถ้าอย่างการทำมัมมี่หลายๆคนก็น่าจะรับรู้กันแล้วว่ามันเป็นเพียงแค่การนำเอาร่างกายนำเอาอวัยวะต่างๆ

มาทำความสะอาดและดูดความชื่นออกให้หมดด้วยการนำเอาอวัยวะเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในภาชนะและนำเอาทรายมากบจนมิดหลังจากนั้นพออวัยวะเหล่านั้นแห้งก็จะนำเอากลับที่เดิมก่อนที่จะนำไปใส่ในโลงศพและยัดทรายเข้าไปในโลงศพไปด้วยส่วนหนึ่งเพื่อดูดความชื่นศพที่อยู่ในโลงจะได้ไม่เน่าเปื่อยซึ่งตรงนี้มันได้เป็นหลักการในการทำมัมมี่ที่เขาได้มีการเฉลี่ยกันออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ในกรณีของการทำมัมมี่นั้นเซลล์ที่มันได้อยู่ในร่างกายที่มันไม่เน่าไม่เปื่อยก็จริงแต่มันไม่ได้รับการคงรักษาเอาไว้ให้มีสภาพที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากที่สุดมันก็เลยมากไกลจากคำว่าจะคืนชีพมนุษย์จากมัมมี่ได้แต่ทว่ากระบวนการไครโอนิกส์เขาได้บอกว่าจะเอาร่างกายของมนุษย์ที่พึ่งจะเสียชีวิตไปได้เมื่อไม่นานเอาไปแช่แข็งด้วยไดรโตเจนเหลวแล้วก็รักษาให้คงอยู่สภาพแบบนั้นไว้เพื่อรอวิทยาการของมนุษย์ข้างน่าที่จะมาละลายร่างกายอวัยวะต่างๆแล้วก็ฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

พบวัตถุปริศนาที่มีนามว่าJ002E3

ภารกิจวันที่348บนดาวอังคาร

ในวันที่17มีนาคมปี2017ยานสำรวจดาวอังคารออพพอร์ทูนิตีที่ได้ทำการอัพโหลดภาพจากพื้นที่ราบเมอริดีอานี ของดาวอังคารภาพนี้ปรากฎถึงวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนกับเหล็กที่ส่องแสง โดยมีคนที่เชื่อในเรื่องยูเอฟโอบนโลกออนไลน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “วัตถุปริศนาที่อยู่ในภาพนั้นเหมือนกับมีแสงส่องออกมาจาก ซึ่งมันก็ได้ทำให้ดูเหมือนกับว่ามันได้เป็นยานอวกาศจริงๆ

โดยขนาดของวัตถุนั้นก็ได้คาดการณ์ว่ามันน่าจะมีขนาดเล็ก เมื่อได้นำเอามาเทียบจากมาตราส่วนของภาพซึ่งรูปภาพดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกบัยทึกเอาไว้ได้จากการปฏิบัติภารกิจในวันที่348บนดาวอังคาร ซึ่งมันก็ได้ตรงกับเดือนมกราคม ปี2005บนโลก โดยที่ยังไม่ได้มีคำอธิบายว่าเหตตุใดภาพจึงเพิ่งปรากฎออกมาซึ่งมันก็ได้มีแค่เพียงที่นักวิทยาศาสตร์ของภารกิจก็ได้ออกมายืนยันว่าสิ่งนั้น “เป็นสิ่งประดิษฐ์บางอย่าง”แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะรู้สาเหตุที่มาของพวกมันได้

J002E3

ในวันที่3เดือนกันยายน ในปี2002 ซึ่งนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นนามว่า บิลล์ ยัง เขาก็ได้พบเห็นวัตถุประหลาดซึ่งมันได้อยู่ในวงโคจรของโลกโดยพวกเขาก็ได้ตั้งชื่อให้กับมันว่าJ002E3และไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นมันก็ได้ถูกพบอีกครั้ง ซึ่งก็คือภาพนี้ที่ถูกถ่ายไว้ได้ที่หอดูดาวสเกียปาเรลลี่ของอิตาลีประมาณกาไว้ว่าความยาวของมันมีขนาดประมาณ18เมตร

โดยแท่งปริศนานั้นจะหมุนรอบตัวหนึ่งครั้งต่อนาทีจึงทำให้เกิดแสงสว่างที่แตกต่างกันเจ้าหน้าที่จากโครงการสำรวจวัตถุใกล้โลกของนาซากล่าวว่า จากการสแกนหาวัตถุที่เข้ามาใกล้โลกวัตถุปริศนานั้นไม่ได้ปรากฏในลักษณะของดาวเคราะห์น้อยและได้ชี้ว่า”มันอาจจะเข้ามาสู่วงโคจรของโลก เมื่อไม่นานมานี้อีกทั้งยังมีเรื่องที่หน้าแปลกเพราะว่ามันมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับยานอวกาศใดๆที่เพิ่งได้มีการปล่อยออกไปมีการคาดเดาว่าจะเป็นยานของเอเลียน

แต่ด้วยการโคจรของมันที่ดูไม่สเถียรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั่นหมายถึงมันน่าจะเจอวัตถุบางอย่างที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองในช่วงแรกทางด้านนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อว่าวัตถุJ002E3ได้เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กแต่จากการวิเคราะห์สเปกตรัมของแสงอาทิตย์ที่ได้สะท้อนกับวัตถุนี้

ก็ได้พบว่าสีที่ได้ปรากฎตรงกับสีของของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ทางด้านนาซาเคยใช้ในโครงการอพอลโล เมื่อหลายทศวรรษที่แล้วจากการติดตามวงโคจรของมันแบบย้อนหลังนักวิทยาศาสตร์ก็ได้คำนวณออกมาได้ว่ามันได้ออกจากวงโคจรของโลกไป เมื่อในปี1971และมันได้ไปโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ประมาณ30รอบก่อนที่มันจะโคจรกลับมายังโลกนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่ได้ถูกใช้ในโครงการอพอลโล12นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

สตอรี มัสเกรฟ ได้เป็นคนเดียวที่โดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา

ลีแลนด์ เมลวิน

ลีแลนด์ เมลวิน นักบินอวกาศปลดเกษียณได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศมาแล้วกว่า565ชั่วโมง ซึ่งมันก็ได้มีอยู่สองภารกิจที่เขาได้เคยปฏิบัติหน้าที่โดยเขาได้ถูกส่งขึ้นไปด้วยกระสวยอวกาศแอตแลนทิส และหนึ่งในภารกิจที่ เมวิน ได้รับหน้าที่นั้นเขาก็ได้เล่าว่าเขาได้พบบางอย่างสิ่งผิดปกติที่ได้ผ่านทางหน้าต่างของกระสวยอวกาศ “ซึ่งสิ่งนั้นมันได้มีลักษณะที่โปร่งแสง โค้งมนและมันได้ดูคล้ายเหมือนกับสิ่งที่มันได้มีชีวิต”

  ที่มันได้ล่องลอยมาจากบริเวณที่เก็บสัมภาระของยาน ออกไปสู่อวกาศเขาก็ได้รายงานกับสิ่งที่เขาได้พบกลับไปทางนาซาแต่ทางศูนย์เขากลับบอกว่า “มันได้เป็นเพียงแค่ก้อนน้ำแข็งธรรมดาเท่านั้น” ซึ่งได้คาดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นอยู่บริเวณรอบๆของกระสวยอวกาศ เมื่อมันได้แตกตัวออกจึงทำให้มันมีลักษณะเป็นทรงโค้งมน โดยสื่อออนไลน์เขาก็ได้ถาม เมวิน ว่า “มันจะเป็นไปได้ไหมว่านาซาอาจจะปกปิดอะไรบางอย่าง” ซึ่งเขาได้ตอบว่า “คงไม่หรอก แต่ก็ไม่แน่ใจใครจะไปรู้” 

สตอรี มัสเกรฟ

นักบินที่ได้ปลดเกษียณของนาซา มีนามว่าสตอรี มัสเกรฟได้เป็นบุคคลที่ได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศนานกว่า1,200ชั่วโมงและยังได้เป็นนักบินอวกาศเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เคยโดยสารบนกระสวยอวกาศทั้งห้าลำของนาซา โดยตั้งแต่ที่เขานั้นได้ปลดเกษียณเขาก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงประสบการณ์ที่ได้อยู่บนอวกาศของเขาและยังได้กล่าวในบางสิ่งที่เขาได้พบเจอ

ซึ่งเขาก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ จากการที่ได้สัมภาษณ์ที่ได้ผ่านทางทีวีมัสเกรฟเขาก็ได้เผยภาพฟุตเทจของภารกิจ เอสทีเอส-80ที่เกิดขึ้นในปี1996 ซึ่งเขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม มัสเกรฟเขาได้เห็นวัตถุบางอย่างปรากฎอยู้เหนือเส้นขอบฟ้าของโลกโดยเขาก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรและเมื่อได้มีการตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่สิ่งนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลก

ที่อยู่ในกาแล็กซี่ของเรามัสเกรฟกล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก มีอารยธรรมที่พัฒนาไปไกลมากและมีอยู่มานานกว่าร้อยล้านปีแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงความก้าวหน้าหรือสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ได้” อีกทั้งเขายังบอกอีกว่า ถ้ามีสิ่งมีชีวิตนั้นเข้ามาในโลกโดยมีข้อเสนอที่จะพามนุษย์โลกไปกับพวกเขาเขาจะยอมไปด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขเลย

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

การขโมยแล็บใต้ทะเล

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำการวิจัยใต้ทะเลที่มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถยนต์ซึ่งโดยมันจะมีน้ำหนักโดยรวมประมาณ740กิโลกรัมซึ่งมันก็ได้ถูกขโมยไปจากใต้ทะเลบอลติกและอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ก็ได้รับการดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมหาสมุทร จีโอมาร์ เฮล์มโฮล์ทซ์ ซึ่งมันได้ถูกใช้เพื่อการเก็บรักษาข้อมูลต่างๆและวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมของสิ่งต่างๆในทะเลมาตั้งแต่ปี1957

และเมื่อได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในวันที่21สิงหาคม ปี2019 เมื่อได้มีนักวิจัยที่ไม่ได้รับข้อมูลจากแล็บที่อยู่ใต้น้ำในช่วงตอนแรกนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คิดว่าระบบในการที่จะส่งข้อมูลนั้นมันอาจจะมีปัญหาจึงได้มีการส่งเหล่านักดำน้ำให้ลงไปทำการตรวจสอบจากนั้น เมื่อพวกเขาได้เข้าไปถึง

ในอุปกรณ์ดังกล่าวพวกเขากับพบว่าอุปกรณ์ทั้งหมดนี้มันกลับหายไป โดยได้เหลือเอาไว้อยู่สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งเอาไว้ก็คือสายไฟที่มันได้ขาดเท่านั้น จากนั้นนักชีววิทยาทางทะเล เฮอร์แมนน์ แบนจ์  จากศูนย์วิจัยจีโอมาร์ ก็ได้กล่าวว่า “เมื่อนักดำน้ำได้มาถึงที่ก้นทะเลพวกเขาก็ได้พบเพียงแต่สายเคเบิลที่มันได้มีการฉีกขาดเพียงเท่านั้น

ซึ่งมันได้ถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์”  จากนั้นทางด้านตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนค้นหากันอย่างต่อ เนื่องและทางด้านศูนย์วิจัย จีโอมาร์ ก็ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือจากทางสาธารณะเพื่อที่จะทำให้ในการรายงานข้อมูลหากมีการพบเจออะไรก็ตามที่มันได้มีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ อุปกรณ์ของนักวิจัยต่างๆที่อยู่ใต้ท้องทะเลดังกล่าวที่มันได้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเมืองคีลประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มันได้ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยรายงานก็ยังได้ระบุเอาไว้ว่า ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ

ที่เกี่ยวกับทางธรรมชาติใดๆรวมถึงกระแสพายุหรือสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในอีกด้วยและทะเลที่จะสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์นี้ได้ โดยมันจะต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อประกอบไปด้วยโครงสร้างของทั้งสองส่วน ซึ่งแต่ละส่วนนั้นมันมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมมีเซ็นเซอร์ เพื่อวัดอุณหภูมิความเค็มออกซิเจนความเข้มข้นและของมีเธนและระบบจ่ายไฟ

เมื่ออุปกรณ์นี้จะมีมูลค่าถึง300,000ยูโรก็ตามแต่นักวิจัยได้กล่าวว่า ถ้าข้อมูลภายในหายไปมันก็ “ไม่มีค่า” อะไรในขณะเดียวกันมันก็มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับผู้ที่ขโมยอุปกรณ์ โดยคาดว่าแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ คือการค้าโลหะโดยการกู้โลหะจากใต้ท้องทะเลได้กลายเป็นวิถีชีวิตเหล่าโจรที่จะออกมาหาทำการปล้นเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือเรือของทหารที่จะอยู่ ในช่วงก่อนยุคที่ใช้พลังงานของนิวเคลียร์ต่างๆในยุคนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020