สัตว์เมนูแปลกที่ต้องยกนิ้วให้กันเลย

วันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่พวกมนุษย์นำเอามาเป็นอาหารที่แสนจะอร่อยที่มีรูปร่างที่ดูน่าเกลียดและน่ากลัวเหล่านี้สิ่งมันจะทำให้คุณนั้นถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงกันเลยที่เดียวและมันจะมีสัตว์อะไรบ้างนั้นไปดูกัน

ปลาออเรนจ์

สำหรับเจ้าปลาชนิดนี้ซึ่งเรามองไปทั้งตัวของมันแล้วลำตัวของมันก็จะมีสีแดงโดยมันได้เป็นปลาทะเลแดงที่มันมีราคาแพงและหาได้ยากมาเลย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการออกล่าปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมากเพื่อนำเอามาใช้แทนปลาทูน่าเจ้าปลาชนิดนี้มันก็เริ่มเหลือน้อยลงไปทุกทีเนื่องจากว่าปลาชนิดนี้นั้นมันได้ขยายพันธุ์ได้ยากมากและเมนูที่ได้ใช้เจ้าปลาเหล่านี้มาเป็นอาหารก็คือทอด สเต็ก ต้มยำอะไรทำนองนี้ซึ่งมันจะเป็นอาหารของคนที่เขานั้นรวยกันก็ปล่อยพวกเขาไป

หมูป่าวอร์ทธ็อก

สำหรับสัตว์หมูป่าที่มันได้มีรูปร่างที่ประหลาดตัวนี้มันจะถูกให้จัดอยู่จำพวกหมูแอฟริกาที่มันได้มีงาสองงาและจมูกสองข้างที่มันได้อยู่ห่างกันแลละยังได้มีเดือยสองข้างที่มันได้โพล่ออกมาอยู่ด้านข้างของใบหน้าและมันจะมีเส้นผมที่ได้อยู่บนหัวประมาณเล็กน้อย นอกจากนี้พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ว่าเจ้าหมูป่าชนิดนี้นั้นมันได้กลายมาเป็นอาหารที่เอาไว้เรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว โดยคนส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้านำเอาเนื้อของหมูป่าชนิดนี้นำเอามาปิ้งทำบาร์บีคิวและมันก็ยังได้มีรสชาติที่อร่อยเอามากๆเลยทีเดียว

แร้งไก่งวง

ไม่น่าเชื่อกันเลยใช่หรือไม่ว่าเจ้านกรูปร่างน่าตาประหลาดมีหัวที่ดูคล้ายกับไก่งวงตัวนี้มันได้กลายมาเป็นเมนูกับเขาไปด้วยซึ่งในที่จริงแล้วมันก็ได้เป็นนกแร้งที่ได้อยู่สายพันธุ์เดียวกันกับเหยี่ยวที่มันได้มีรูปร่างน่าตาน่าเกลียดตัวนี้ก็อย่างที่ทุกคนนั้นได้ทราบกันดีว่าเจ้านกเหล่านี้มันกินซากศพเป็นอาหาร ซึ่งเมื่อได้ดูรูปร่างของพวกมันแล้วนั้นมันก็จะคิดว่ามันไม่น่ากินกันเลยใช่หรือไม่แต่เนื่องด้วยตามวัฒนธรรมของเขานั้นก็ได้เชื่อกันว่าใครที่ได้รับประทานเจ้าแร้งไก่งวงนี้คุณก็จะมีอายุที่ยืนยาวและก็มีสุขภาพที่แข็งแรงพอได้ยินแบบนี้แล้วทุกคนก็ได้ออกล่าหามาทำเมนูจานเด็ดไม่ว่าจะเป็นสเต็กย่างก็ว่ากันไปเอาที่สะดวกกันเลย

สถานที่ที่หลายประเทศอยากครอบครอง

ทวารกา

นอกจากนี้มันคือสสถานที่โบราณที่มันได้อยู่ใต้น้ำทะเลที่มันได้อยู่ในประเทศอินเดียที่จะต้องดำน้ำลึกลงไปถึงประมาณเกือบ40เมตรถึงจะได้เห็น เนื่องจากด้านชาวฮินดูเขาก็ยังได้เชื่อว่า สถานที่เมืองทวารกาแห่งนี้นั้นมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยพระเจ้ากฤษณะ ซึ่งมันได้เป็นร่างอวตารในร่างหนึ่งของพระนารายณ์และสถานที่เมืองแห่งนี้ยังได้เป็นเมืองที่เป็น1ใน7ที่เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุด

ที่อยู่ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้ในความสวยงามเหล่านี้มันได้อยู่ตรงที่รูปเลขาคณิต ที่ได้ทำให้เหล่านักโบราณคดีคต้องตกใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้พูดกันอีกว่าสถานที่เมืองแห่งนี้นั้นได้มีพระราชวงค์อยู่ถึงประมาณ7หมื่นแห่งที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาด้วยทองคำเงินรวมไปถึงโลหะที่มันได้มีค่ารวมไปถึงชนิดอื่นๆอีกมากมาย ถือได้ว่ามันได้เป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดเลยทีเดียว

จากนั้นก็ยังได้มีการสันนิษฐานเอาไว้ว่า สถานที่แห่งนี้มันได้จมอยู่ในใต้ท้องทะเลหลังจากที่พระเจ้ากฤษณะได้เสียชีวิตลง บอกได้เลยว่าเมืองแห่งนี้ที่คนชาวฮินดูจะต้องลงไปสักการะให้ได้ในครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

PORT ROYAL

นอกจากนี้ในพื้นที่ของPORT ROYALแห่งนี้นั้น ซึ่งได้ตั้งอยู่บนหมู่เกาะบริเวณเขตอินดิสที่อยู่ด้านฝั่งตะวันตกแถวทะเลแคริบเบียน เนื่องจากเกาะแห่งนี้นั้นได้มีการค้นพบโดยคริสโตเฟอร์ โคโลบัสเมื่อในปี1494 จากนั้นทางด้านPORT ROYALซึ่งก็ได้เป็นสถานที่ที่เหมาะที่จะเป็นเมืองท่าเพราะเนื่องจากบรรดาเรือที่ทำการค้าขายสามารถที่จะแล่นผ่านไปมาได้อย่างสะดวก

และยังได้เป็นสถานที่ทำการค้าทางด้านทะเล นอกจากนี้PORT ROYALยังได้กลายเป็นสิ่งที่หลายๆประเทศนั้นอยากจะได้เอาไว้ในครอบครอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับท่าเรือแห่งนี้มันก็ได้ตกลงไปอยู่ในภายใต้ของการครอบครองในสหราชอาณาจักรในสมัยช่วงศตวรรษที่17 ซึ่งในทำทะเลที่ดูเหมือว่าจะได้รับมาจากพรของพระเจ้านี่มันก็จะดูเหมือนกับว่าจะถูกคำสาปของซาตานไปพร้อมๆกัน เนื่องจากได้มีการค้าขายกันอย่างเฟื่องฟู

ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่จะสามารถดึงดูดเงินให้เข้ามายังหมู่เกาะแห่งนี้อย่างมากมายแล้วทั้งนี้มันยังได้นำพาเอาความโลภของมนุษย์เหล่านี้มาอีกด้วยเนื่องจากที่หมู่เกาะPORT ROYALนั้นมันได้เต็มไปด้วยสถาบันเทิงและยังได้เป็นแหล่งที่กบดานของโจรขโมยผู้ร้ายดังนั้นตำรวจทั้งหลายก็ยังได้ต้องอยู่ในอำนาจของเหล่ามิจฉาชีพที่จะมีทั้งอาวุธและเงินตราไปโดยปริยาย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  nowbet

ตำนาน เจ้าหญิงไม้ไผ่ ตำนานดังของญี่ปุ่น

  ตำนานเจ้าหญิงไม้ไผ่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการนำมาเล่าต่อต่อกันให้เด็กๆได้ฟังตำนานกลายมาเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ 

ตำนานของเจ้าหญิงไม้ไผ่นั้นมีการเล่าขานต่อๆกันมาว่ามีชายชราและภรรยาอาศัยอยู่กลางป่ามีอาชีพตัดไม้ไผ่ไปขายอยู่วันหนึ่งขณะที่ชายชรากำลังตัดไม้ไผ่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กทารกดังมาจากกอไผ่ข้างๆเมื่อไปแหวกกอไผ่ดูก็พบมีเด็กทารกตัวเล็กนอนอยู่ในนั้น หลังจากนั้นชายชราจึงได้นำเด็กทารกนั้นไปให้ภรรยาดู

และทั้งสองคนก็เลี้ยงเด็กทารกนั้นตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนเติบใหญ่จากเด็กทารกกลายเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านที่ใครๆต่างก็หมายปองแต่ไม่ว่าใครจะมาจีบหญิงสาวคนดังกล่าวก็ไม่สนใจโดยหญิงสาวคนนี้มีนามว่า  คางุยะฮิเมะ  ความงามของเธอเรื่องหรือไปถึงหูของกษัตริย์ที่ปกครองประเทศญี่ปุ่นพระองค์จึงเดินทางมาดูความงามของ   คางุยะฮิเมะ   ด้วยตนเองและเมื่อพระองค์ได้เห็นนางก็ทรงตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็ไม่สนใจพระองค์จึงได้ขอเป็นเพื่อนกับนาง ต่อมาไม่นาน   คางุยะฮิเมะ  จะได้บอกกับพ่อแม่ของนางว่านางจะไม่สามารถอยู่ที่โลกมนุษย์ได้อีกแล้ว

เนื่องจากนางจะต้องกลับไปที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นที่ที่นางจากมาเมื่อตากับยายได้รู้เรื่องดังกล่าวก็ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับกษัตริย์ฟังของกษัตริย์ก็ได้สั่งให้พลทหารมาล้อมรอบบ้านของ   คางุยะฮิเมะ  เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาพาตัว  คางุยะฮิเมะ  ไปได้แต่ในที่สุดเมื่อในวันพระจันทร์เต็มดวง หลังจากนั้นแสงจากพระจันทร์ก็ส่องสว่างจ้าจนทุกคนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และไม่นานทุกคนก็ไม่สามารถขยับตัวได้ซึ่งขณะนั้นเองก็ได้มีขบวนรถมาจากดวงจันทร์ตรงเข้ามาที่   คางุยะฮิเมะ   และมาพาตัว คางุยะฮิเมะ 

ไปจากบ้านของตายายเมื่อพระจันทร์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งทุกคนก็ไม่เห็น  คางุยะฮิเมะ แล้วและหลังจากนั้น กษัตริย์ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากพระองค์ทรงให้ทหารหาภูเขาที่สูงที่สุดที่ใกล้กับพระจันทร์มากที่สุดนั่นก็คือภูเขาที่จังหวัดสุรุงะ แล้วพระองค์ก็ให้ทหารนำยาอายุวัฒนะไปเผาที่นั่น พระองค์ไม่อยากมีชีวิตเป็นอมตะอีกต่อไป

เนื่องจากไม่มี   คางุยะฮิเมะ  และความหมายของคำว่าอมตะในภาษาญี่ปุ่นก็คือคำว่าฟูจิซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภูเขาลูกนั้นก็กลายมาเป็นชื่อภูเขาไฟฟูจิเป็นต้นมา

     ตำนานความเชื่อความศรัทธากลายมาเป็นตำนานจริงของภูเขาไฟซึ่งมีให้เห็นจริงอยู่ในปัจจุบันซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็เดินทางพากันไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นประจำกันทุกปีเรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานของพระราหูที่วัดศีรษะทอง

พระราหูที่วัดศีรษะทอง จังหวัดนครปฐม 

     ที่จังหวัดนครปฐม จะมีวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  อยู่หลายวัดด้วยกัน และหนึ่งในวัดที่กล่าวมาก็คือ วัดศีรษะทอง เพราะประชาชนจะรู้จักวัดศีรษะทองเพราะที่นี่จะมีการสักการบูชาพระราหู โดยมีการจัดงานอย่างใหญ่กันเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการนำของดำ จำนวน 9 อย่างมาไหว้พระราหูเพื่อความเป็นสิริมงคล และให้ช่วยปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไป เปลี่ยนจากความโชคร้ายให้กลายเป็นความโชคดี 

สำหรับวัดศีรษะทองนี้ตามประวัติแล้วว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งสมัยนั้นจะตรงกับช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่าในตอนนั้นรัชกาลที่1 ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดในกรุงเทพ พร้อมกันนั้นพระองค์การอนุญาตให้มีการอพยพชาวเวียงจันทน์ ให้มาอยู่ในไทยด้วยเช่นกัน

โดยชาวเวียงจันทร์ที่เดินทางอพยพเข้ามานั้นได้มีการกระจัดกระจายกันอยู่ ตามริมแม่น้ำและอีกหลายหลายที่ ซึ่งมีกลุ่มคนชาวเวียงจันทน์กลุ่มหนึ่งได้ย้ายมาอยู่ตางแม่น้ำท่าจีนแห่งนี้ และมีการตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยตั้งชื่อหมู่บ้านของตัวเองว่าหมู่บ้านหัวทอง แต่ต่อมามีคนในหมู่บ้านขุดพบเศียรของพระ 

ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าเศียรของพระเป็นสีทอง ทางชาวบ้านจึงได้มีความคิดกันว่าจะทำการสร้างวัดไว้ตรงบริเวณนี้ เพราะต่างก็เชื่อว่าการที่ขุดไปเจอกับเศียรพระพุทธรูปนั้นคือลางบอกเหตุว่าจะมีแต่เรื่องดีดี หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา และต่อมาทางหน่วยงานราชการก็ได้เข้ามาขุดคลองแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นคลองแยกมาจากแม่น้ำท่าจีน เพื่อเป็นการเปิดเส้นทาง ทางน้ำเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เดินทางเสร็จไปไหว้พระปฐมเจดีย์ ชาวบ้านจึงพากันย้ายมาอยู่ที่ริมคลองเจดีย์บูชา

และหลังจากนั้นทางการก็มีการเปลี่ยนชื่อตำบล มาเป็นตำบลศีรษะทอง และเพื่อให้เป็นการสะดวกในการเดินทางไปทำบุญที่วัดหัวทอง จึงได้มีการย้ายวัดหัวทอง มาอยู่ตรงทีใหม่นี้ด้วยและมีการเปลี่ยนชื่อวัดให้ใหม่จากวัดหัวทอง เป็นวัดศีรษะทองนับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่วัดแห่งนี้มีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ที่มีความเก่าแก่ ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางวัดได้มีการสร้างพระราหูที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามากราบไหว้ขอพร  ขอโชคลาภ ซึ่งนับตั้งแต่มีการสร้างพระราหูมาก็มีคนมากราบไหว้ขอพรกันอย่างเนืองแน่น