2เรื่องนี้ที่นักวิทยาศาสตร์จะต้อง งง

Near-death Experienceภาพนิมิตใกล้ตาย

สำหรับเรื่องนี้มันก็ยังมีจำนวนผู้คนในหลายครั้งแล้วที่เขานั้นกำลังใกล้จะตายที่ได้ออกมาบอกเล่าเรื่องถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเห็นในภาพต่างๆ อย่างเช่นภาพของอูโมงค์ที่มันได้มีแสงสว่างอยู่ที่ด้านปลายอุโมงค์ในความรู้สึกนั้นมันเหมือนกำลังบินได้ หรือการที่คุณนั้นได้เห็นใบหน้าของคนที่คุณรัก สิ่งที่มันได้ขึ้นมาได้ปรากฏการณ์สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่มีนามว่าNear-death Experienceแล้ว

ทางนักวิทยาศาสตร์เยอะแยะมากมายก็ไม่อาจจะอธิบายมันได้ก็คือทำไมคนที่ป่วยอยู่บางคนถึงได้มีความสามารถที่จะจดจำในลฃายละเอียดที่มันเกิดขึ้นได้กับพวกเขา ณเวลาที่พวกเขานั้นใกล้ตายถึงแม้ว่ามันจะเป็นลายละเอียดที่มันเล็กมากที่สุดแล้วก็ตามแต่

Ghostผี

นอกจากนี้ในส่วนของเรื่องราวผีนั้นเรามักจะได้มีการรับรู้แล้วยังได้มองเห็นผ่านตาจากโรงภาพยนตร์ละครและตลอดจนในวิธีกรในรายการต่างๆทางด้านของโทรทัศน์หรือจะเป็นในส่วนของเรื่องเล่าทางด้านวิทยุที่ได้มีการนำเอาเรื่องของความเชื่อในด้านประสบการณ์ตรงและการพาเข้าไปพิสูจน์แต่มาถึงในทุกๆวันนี้เรื่องของผีนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องที่ข่มเครือและมันก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ว่าในทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้อย่างไรก็ตามก็ได้มีทุกคนในจำนวนมาก

ที่จะต้องการค้นพบในเรื่องจริงที่มันได้มีความเกี่ยวกับผี จากนั้นก็ได้มีการหาข้อพิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆที่จะตามล่าหาความจริง ซึ่งได้มีอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆได้มีการนำเอาเข้ามาช่วยในด้านต่างๆที่จะทำการหาตรวจจับสัญญาณอย่างเช่น เครื่องตรวจรังสีเครื่องตรวจจับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเครื่องตรวจจับโลหะเหล็กกล้องอินฟาเรดและไมค์โครโฟนที่มันมีคุณภาพสูงสุด แต่มันไม่มีอุปกรณ์ชนิดใดที่มันจะทำให้เรานั้นได้เห็นว่ามันจับสัญญาณของผีนั้นได้จริงหรือว่าผีนั้นมันอาจจะไม่มีจริง

หรือจากในสิ่งที่มันจะสามารถเข้ามาตรวจจับได้มันอาจจะเป็นสัญญาณหรือด้านพลังงานบางอย่างเท่านั้นและอย่างไรก็ตามในส่วนของเรื่องผีนั้นก็ยังไม่มีใครที่จะออกมาการันตีได้ว่าเร่ืองสำหรับผีนั้นมันไม่มีอะไรที่มันจะสามารถเข้ามาจับผีได้จริงเลยซักอย่างเพราะในส่วนของเรื่องนี้เองมันเป็นสิ่งที่มนุษย์คนเรานั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นมันด้วยตาเปล่าได้เพราะผีนั้นเป็นแค่วิญญาณไม่ได้มีร่างตัวตนอย่างพวกเราทั้งนี้ถึงอย่างไรก็ถามมันก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนที่จะบอกได้ว่าผีนั้นมันมีจริงหรือไม่มีกันแน่

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สำหรับจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นได้มีการปกครองแค่เวลาเพียงไม่นานประมาณ15ปีและก่อนจะสิ้นพระชนม์ราชศ์ฉินจะมีการล่มสลายนั่นเขายังได้ทำเรื่องราวให้กับแผ่นดินจีนอย่างมาก และยังได้จัดสร้างทำสุสานจักรพรรดิซึ่งเป็นที่สำหรับเอาไว้ฝั่งศพหลังที่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อจะใช้ชีวิตยังปรโลกและในวันนี้เราจะนำคุณมารู้จัดกับสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ว่าจะมีอะไรกันบ้างมาดูกัน

สมบัติมากมาย ค่ายกลลึกล้ำ

สำหรับในปัจจุบันนั้นทางการของประเทศจีนได้ทำการขุดค้นเปิดกรุของสุสานของจิ๋นซีไปในบางส่วนแล้วนั้นก็คือส่วนของสุสานของทหารจิ๋นซีหรือสุสานทหารดินเผาในขณะที่ส่วนที่เป็นส่วนฝั่งของพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้หรือสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นวันนั้นก็ยังได้เก็บรักษาคงสภาพเดินให้คงอยู่เอาไว้และได้มีลักษณะที่เป็นเนินดินที่มีขนาดใหญ่คล้ายกับพีระมิดได้มีความสูงประมาณ70เมตรและในเหตุที่ยังไม่ได้มีการขุดค้นเปิดสุสานที่ได้ฝั่งพระศพจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นในด้านของทางวิชาการมันน่าจะมาจากเทคโนโลยี

ที่ยังได้มีไม่พร้อมเพราะสิ่งต่างๆที่อยู่ในนั้นเมื่อได้มีการขุดนำเอาขึ้นมาเจอกับสภาพในปัจจุบันมันก็อาจจะมีการที่จะทำให้เสียหายเสื่อมสภาพหรืออาจจะทำให้มันเปลี่ยนสีได้และด้วยอีกหนึ่งเหตุผลของความเชื่อตามในเรื่องเล่าดั้งเดิมนั้นที่ได้ระบุว่าเนื่องจากสุสานที่ได้เอาไว้ฝั่งพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นได้มีทรัพย์สมบัติที่ได้บรรจุอยู่มากมายช่างโบราณจึงได้สร้างกลไกซ้อนมันเอาไว้เพื่อป้องกันพวกจอมโจรเข้ามาขุดสุสาน ซึ่งมันก็ได้ส่งผลกระทบต่อนักโบราณคดีที่จะเข้ามาสำรวจทำการขุดค้นที่สุสานนั่นเอง

กองทัพทหารดินเผาอันเกรียงไกร

สุสานจิ๋นซีได้มีไฮไลท์และภาพจำที่สำคัญก็คือสุสานของทหารจิ๋นซีอันเกรียงไกรเนื่องจากได้มีการขุดค้นและเปิดหลุมให้ได้เข้าไปเที่ยวชมโดยจะมีข้อมูลได้ละบุว่ากองทัพของทหารดินเผานั้นได้มีทั้งหมด8หลุมที่ได้มีการขุดค้นด้วยกันแต่ในปัจจุบันนั้นทางการประเทศจีนได้มีการขุดเปิดแค่เพียง3หลุมเพียงเท่านั้น

หลุมแรกเป็นเหล่าแนวหน้าหน่วยกล้าตายมีขุนทหารที่ได้ทำท่าถืออาวุธจำพวกหอกดากกว่า6,000นายหลุมที่สองมีหุ่นพลรบประมาณ1,000นายส่วนที่เหลือนั้นได้เป็นขบวนหุ่นม้าศึกและรถม้าหลุมที่สามได้มีซากของกระดูกสัตว์ที่อยู่ข้างด้านหน้าว่ากันว่าเป็นเครื่องพิธีในการบูชายักษ์ศพและได้มีรถม้า ม้าศึกรวมกันประมาณ70ตัว

ประวัติความเป็นมาของปราสาทเขาพนมรุ้ง

ปราสาทพนมรุ้ง นานนับพันๆปีมาแล้วบนที่ลาบสูงของโคราช

ได้ปรากฏร่องรอยทางวัฒนธรรมที่มนุษย์หลายยุคหลายสมัยได้ทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้ให้เราได้ศึกษาทางด้านประวัติความเป็นมาและชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นได้ร่องรอยทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่ได้มีการศึกษาด้วยวิธีการทางโบราณคดีนั้นสามารถสะท้อนให้เห็นรูปแบบความเชื่อพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตายการนับถือผี

ซึ่งได้พบในเหล่าฝังศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ระบบความเชื่อและพิธีกรรมเป็นแรงบันดานใจที่สำคัญให้มนุษย์สร้างสรรค์ศิลปะกรรมและได้พัฒนาไปสู่การสร้างเสาโบราณวัตถุที่งดงามใหญ่โตก็ได้รับอิทธิพลในทางศาสนาและวัฒนธรรมทราวดีในพุทธศตวรรษที่13ถึง14และวัฒนธรรมเขรมโบราณซึ่งแผ่เข้ามาพุทธศตวรรษที่15ถึง18ยังได้ปรากฏซากศาสตร์สถานที่ได้เรียกกันทั่วไปว่าปราสาทและโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาฮินดูและพูทธศาสนาเป็นจำนวนมากปราสาทหรือเทวาลัยแท้ที่จริง

แล้วเป็นศาสตร์สถานที่สถิตของเทพเจ้าโดยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีการบูชาเทพด้วยความศรัทธาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในบันดาปราสาทที่สร้างด้ยหินทายศิลาแลงหรือก่อด้วยอฐิในประเทศไทยปราสาทพนมรุ้งที่อําเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์นับว่าสวยงามเป็นหนึ่งควรแก่การศึกษาหาความรู้และความเพลินตาเพลินใจไม่น้อย ตามความเข้าใจและรับรู้ของชาวบ้านเดิมทีเชื่อกันว่าปราสาทพนมรุ้งคงจะเป็นปราสาทราชวังค์ของกษัตริย์ในสมัยโบราณมาตั้งแต่เก่าแก่ก่อนการศึกษาทางด้านวิชาการได้เริ่มขึ้นเมื่อนายเอเตียน เอมอนิเยร์ผู้แทนรัสในอารักขาฝรั่งเศทได้เดินทางเข้ามาสำรวจและนำเอาข้อมูลเขียนบทความของภาษาฝรั่งเศทตีพิมพ์ในพุทธศักราช2445หลัง

จากนั้นได้มีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติศึกษาเรื่องราวของปราสาทพนมรุ้งอยู่เรื่อยมากรมศิลปากรปรากาศขึ้นทะเบียนทางโบราณสถานในพุทธศักราช2478ได้มีการสำรวจศึกษาและได้ทำการบูรณะได้พบข้อมูลลายละเอียดเกี่ยวกับปราสาทพนมรุ้งได้กระจางชัดขึ้นปราสาทพนมรุ้งเป้นศาสตร์สถานในศาสนาศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูระทิใสวนิกายนับถือพระศผิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุดกลุ่มอาคารศาสตร์สถานได้สร้างขึ้นบนยอดภูเขาไฟเก่าที่ได้ดับสนิดแล้วชื่อพนมรุ้งชื่อดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจาลึงได้พบที่ปราสาทพนมรุ้งในนามวานำรุงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาทรงศึกษาจาลึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง

ทรงสันนิษฐานว่าวนำรุงหมายถึงภูเขาอันกว้างใหญ่ผู้ที่ได้ก่อสร้างปราสาทได้เลือกภูมิสถานต้องตามคติเทียบได้กับเขาไกลราชที่สถติของเทพเจ้าบนสวรรค์และยังเป็นศูนย์ของจักรวาลตามความเชื่อในศาสนาฮินดูอีกด้วยบริเวณเชิงเขาพนมรุ้งด้านทิศตะวันออกมีบาลายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำของชุมชนแล้วยังเป็นสัญลักษณ์ของทางศาสนาอีกด้วย

วัดที่มีประวัติทางประวัติศาสตร์ 

พาเที่ยว วัดกู้ วัดที่มีประวัติทางประวัติศาสตร์ 

            หากพูดถึงวัดในจังหวัดนนทบุรีแล้ววัดกู้หรือ ที่เรียกกันว่าวัดพระนางเรือร่มเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่มายาวนานและมีเหตุการณ์สำคัญสำคัญเกิดขึ้นมากมายโดยวัดแห่งนี้มีการคาดการณ์กันว่าได้ถูกก่อสร้างมาเมื่อช่วงเวลาประมาณปีพ.ศ. 2295 และมีการเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นในพ.ศ. 2423 ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็คือเรือพระที่นั่งของพระบรมราชนเทวีอัครมเหสีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้าได้เกิดอุบัติเหตุเรือร่มมนแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณท่าวัดแห่งนี้

ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการนำซากเรือแล้วกูผสมขึ้นมาจากน้ำแล้วนำมาไว้ที่วัดแห่งนี้หลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดกู้ที่วัดแห่งนี้จะมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์มีอายุเก่าแก่มายาวนานมากกว่า 100 ปีถูกนำมาประดิษฐ์ฐานไว้ตรงบริเวณทางเข้าวัด

ซึ่งจะมีวิหารเปิดโล่งให้ประชาชนเข้าไปทำการกลับไหว้เคารพบูชาและที่นี่ยังมีอุโบสถเก่าแก่ของวัดที่ทางวัดจะมีการทำนุบำรุงรักษาไว้และสามารถให้ประชาชนเข้าไปเยี่ยมชมความงามได้ซึ่งภายในจะมีการวาดภาพเป็นแบบจิตรกรฝาผนังมีเขียนลายดอกไม้ไว้ อย่างสวยงามและที่สำคัญที่วัดแห่งนี้มีหลวงพ่อสมปรารถนาซึ่งประชาชนให้การเคารพนับถือเลยทั้งอยู่ที่นี่ทำให้ในแต่ละวันต่างก็มีประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้พระพุทธรูปและมาทำบุญกับพระสงฆ์กันอย่างเนืองแน่นทุกวัน หากใครเคยมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้จะเห็นว่าวัดยังคงสภาพในความอุดมสมบูรณ์ภายในบริเวณวัดมีความร่มรื่นร่มเย็นเหมาะแก่การมาทำบุญไหว้พระและปฏิบัติธรรม  ที่วัดแห่งนี้ไม่เน้นให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้ขอหวย

 

เพราะเน้นให้ประชาชนเข้ามาปฏิบัติธรรมมากว่า ในปัจจุบันหากเราเดินทางมาที่วัดแห่งนี้เราจะยังคงเห็นซากเรือที่ถูกกู้ขึ้นมา อยู่ในบริเวณศาลา ที่ทางวัดมีการจัดทำเอาไว้ ให้ประชาชนได้เดินทางมากราบไหว้เรือโบราณนี้ด้วย การเดินทางมาที่วัดแห่งนี้สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางน้ำ

 

ซึ่งต้องนั่งเรือเช่ามาจากท่าน้ำปากเกร็ด และทางรถยนต์ก็สามารถขับมาแล้วเอารถเข้ามาจอดที่วัดได้เลย ในวัดจะมีพื้นที่ร่มรื่น และเรายังจะเห็นพระนอนขนาดใหญ่ที่จะอยู่ในศาลากลางแจ้ง สำหรับวัดแห่งนี้ว่ากันว่ามีการสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยมีการออกแบบวัดเป็นแบบศิลปะของชาวมอญ ซี่งเราจะสังเกตุได้จากลักษณะของโบสถ์และการวาดภาพบอกเล่าเรื่องราวเอาไว้ภายในโบสถ์