ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแส

ทองคำในถ้ำลิเจียที่เป็นกระแสในช่วงปี1995-2001

ทองคำในน้ำทะเล

ถ้าในขณะที่ร่างกายของมนุษย์นั้นยังมีทองคำแล้วในน้ำทะเลก็ยังมีทองคำนั้นปะปนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ทางNational Ocean Serviceก็ได้ออกมาเปิดเผยผลทางวิจัยแล้วว่ามันจะเป็นไปได้ยากมากที่เรานั้นจะระบุว่าในน้ำทะเลนั้นจะมีทองคำที่มากและน้อยมากแค่ไหนและในปริมาณในทองคำเหล่านั้นก็ได้ถือว่ายังมีอยู่เบาบางมากๆมิลว่าซึ่งในจากการคำนวนการข้อจำกัดและจากผลการศึกษาต่างๆที่น่าจะสมเหตุสมผลในปัจจุบัน

พวกเขาได้ประเมิลว่าในน้ำทะเลในทุกๆ1ลิตรจะมีทองคำที่ได้ปะปนอยู่เฉลี่ยที่ประมาณ13/1,000,000,000กรัมและถ้าหากว่าเรานั้นได้นำเอาทองคำที่มีอยู่ในนำทะเลทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้มารวมกันมันก็จะมีน้ำหนักมากที่สุดถึง20ล้านตันและเมื่อคุณได้ฟังแบบนี้แล้วคุณยังสงสัยว่าทำไมไม่มีการสกัดเอาทองคำจากน้ำทะเลมาใช้ในคำตอบก็คือเป็นกลอนในเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่เอื้อนอำนวยเท่าไรนักเพราะในต้นทุนที่ใช้นั้นอาจจะมากกว่ามูลค่าของทองคำที่สามารถสกัดได้

ทองคำในถ้ำลิเจิย

หลังจากที่เรานั้นก็ได้ทราบเกี่ยวกับในยุคตื่นทองในที่รัฐแคลิฟอร์เนียกันแล้วคราวนี้เรามาดูเรื่องที่มันได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยกันบ้าง ซึ่งมันต้องย้อนกลับไปในปีประมาณ1995-2001 ซึ่งมันก็ได้มีกระแสข่าวใหญ่โตที่เกี่ยวกับทองคำแท่งและในด้านของสมบัติต่างๆที่ทางการทหารญี่ปุ่นนั้นได้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้ภายในถ้ำตามแนวรถไฟสายมรณะและที่สำคัญนั้นในถ้ำลิเจียที่ได้อยู่ใน อําเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในยุคนั้นก็ได้กล่าวกันมาว่าทหารญี่ปุ่นนั้น

ต่างก้ได้นำเอาทรัพย์สมบัติเหล่านี้นำเอามาซุกซ่อนเอาไว้พร้อมกับขบวนรถไฟตั้งแต่สมัยของสงครามโลกครั้งที่สองประกอบกับว่ามีรายงานมาว่ามีชาวบ้านบางคนได้เก็บกำไรได้และได้นำเอาไปขายและได้เงินเป็นจำนวนถึงประมาณ8ล้านบาทและ อีกทั้งในเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยในบางส่วนต่างก้ได้มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ภายในถ้ำลิเจียแห่งนี้

มันได้มีทองคำซ่อนอยู่จริงๆจากนั้นมาก็ได้เป็นกระแสที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆแต่จนท้ายที่สุดแล้วก้ไม่ได้มีการค้นพบทองคำแต่อย่างใดแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ได้มีชาวบ้านบางคนที่ยังเชื่อว่าภายในคำของลิเจียมันยังมีทองคำนั้นซุกซ่อนอยู่จริงเพียงแต่ถูกผีบังตาไม่ให้เราพบเห็นเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามในสมันนั้นก็ได้มีการประเมิลเอาไว้ว่าหากมีการค้นพบทองคำจริงๆมันจะสามารถแปลเป็นงบประมาณของประเทศไทยได้มากถึง20ปีเลยที่เดียว

ตำนานผีเปรต

      

       ในปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักเปรต  แต่ในอดีตนั้นเปรตเป็นผู้ที่ชาวบ้านจะพากันกลัวมากเพราะพวกมันมักจะออกมาให้พบเห็นยามค่ำคืน  ซึ่งเปรตนั้นบางคนชื่อว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ให้กำเนิด

ซึ่งเราเรียกเปรตเหล่านี้ว่า โอปาติกะ ต้นกำเนิดของเปรตนั้นมาจากคนที่ตอนมีชีวิตอยู่แล้วนิสัยไม่ดีเช่นชอบดุด่าพ่อแม่ทุบตีพ่อแม่เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดใหม่กลายเป็นเปรต ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกเพื่อชดใช้กรรม และเมื่อหมออายุขัยในนรกก็ต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์แทน แต่ด้วยกรรมที่เคยทำเอาไว้ยังไม่หมด

ทำให้ต้องมาชดใช้กรรมต่อที่โลกมนุษย์ โดยมีการเรียกชื่อเปรตเหล่านี้ว่า เปรตาวิสัย  และยังมีเปรตอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจจะทำความชั่วไม่มากนักไม่จำเป็นต้องไปรับกรรมถึงในนรกแต่ให้มารับกรรมที่โลกมนุษย์แทนเลย ซึ่งเปรตเหล่านี้จะมีการชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์ยาวนานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการทำชั่วของตนเองว่ามีการทำชั่วมามากน้อยแค่ไหนไป

แต่ละตัวจะมีอายุขัยแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับผลกรรมของตนเองที่เคยทำมา ซึ่งเปรตมีหลายประเภท เช่น หากในสมัยที่ยังเป็นคนมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเมื่อตายไปจะกลายเป็นเปรตซึ่งลักษณะรูปร่างจะเป็นก้อนเนื้อล่องลอยอยู่ในกลางอากาศและจะมีเหล่านกกามาคอยจิกกิน หรือบางตัวหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเหมือนคนก็มี และยังมีเปรตที่มีปากเหม็นทั้งที่รูปร่างสวยงาม สำหรับเปรตชนิดนี้ เกิดมาจากตอนที่สมัยเป็นคนนั้นชอบด่าว่าพระสงฆ์เมื่อตายไปเป็นเปรตแล้ว

จึงกลายเป็นเปรตที่มีรูปร่างสวยงามแต่มีปากที่เน่าเหม็น   สำหรับลักษณะของเกรดที่มีการพูดถึงกันส่วนใหญ่จะพูดถึงความสูงของเปรตที่มีความสูงมากกว่าต้นตาลมีรูปร่างผอมโทรมแขนยาวคอยาวมีผมยาวและมีมือใหญ่เท่ากับใบตาล ผิวดำและท้องใหญ่มาก ที่สำคัญปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ทำให้กินอะไรก็ไม่ได้ มือก็ใหญ่เกินไปก็หยิบอะไรกินไม่ได้

ทำให้ผู้คนมักจะบอกว่าเปรตมักจะมาขอส่วนบุญตามงานบุญต่างๆและถึงแม้มันจะมาขอส่วนบุญก็ไม่สามารถที่จะกินบุญได้เนื่องจากว่าผลกรรมที่ทำมาทำให้ปากเล็กเท่ากับรูเข็ม ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าทำบาปเกี่ยวกับอะไรไว้ เปรตแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันก็คือเปรตที่จะต้องกินผลบุญจากคนที่มีการทำบุญให้ถ้าไม่มีใครทำบุญให้ก็จะต้องกินเลือดเนื้อของตนเอง  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นเป็นเปรตที่มักจะหิวโหยอยู่เสมอเพราะไม่มีอะไรกิน

  และเปรตประเภทที่สามจะเป็นเปรตที่มักจะถูกไฟเผาทำให้ร่างกายต้องร้อนรุ่มตลอดเวลาและเปรตกลุ่มสุดท้ายเป็นเปรตอสุรกาย ในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะพบเห็นเปรตเดินออกมาขอส่วนบุญในช่วงเวลากลางคืนอยู่เสมอแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏการพูดถึงเปรตเลย

ตำนาน เจ้าหญิงไม้ไผ่ ตำนานดังของญี่ปุ่น

  ตำนานเจ้าหญิงไม้ไผ่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการนำมาเล่าต่อต่อกันให้เด็กๆได้ฟังตำนานกลายมาเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ 

ตำนานของเจ้าหญิงไม้ไผ่นั้นมีการเล่าขานต่อๆกันมาว่ามีชายชราและภรรยาอาศัยอยู่กลางป่ามีอาชีพตัดไม้ไผ่ไปขายอยู่วันหนึ่งขณะที่ชายชรากำลังตัดไม้ไผ่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กทารกดังมาจากกอไผ่ข้างๆเมื่อไปแหวกกอไผ่ดูก็พบมีเด็กทารกตัวเล็กนอนอยู่ในนั้น หลังจากนั้นชายชราจึงได้นำเด็กทารกนั้นไปให้ภรรยาดู

และทั้งสองคนก็เลี้ยงเด็กทารกนั้นตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนเติบใหญ่จากเด็กทารกกลายเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านที่ใครๆต่างก็หมายปองแต่ไม่ว่าใครจะมาจีบหญิงสาวคนดังกล่าวก็ไม่สนใจโดยหญิงสาวคนนี้มีนามว่า  คางุยะฮิเมะ  ความงามของเธอเรื่องหรือไปถึงหูของกษัตริย์ที่ปกครองประเทศญี่ปุ่นพระองค์จึงเดินทางมาดูความงามของ   คางุยะฮิเมะ   ด้วยตนเองและเมื่อพระองค์ได้เห็นนางก็ทรงตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็ไม่สนใจพระองค์จึงได้ขอเป็นเพื่อนกับนาง ต่อมาไม่นาน   คางุยะฮิเมะ  จะได้บอกกับพ่อแม่ของนางว่านางจะไม่สามารถอยู่ที่โลกมนุษย์ได้อีกแล้ว

เนื่องจากนางจะต้องกลับไปที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นที่ที่นางจากมาเมื่อตากับยายได้รู้เรื่องดังกล่าวก็ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับกษัตริย์ฟังของกษัตริย์ก็ได้สั่งให้พลทหารมาล้อมรอบบ้านของ   คางุยะฮิเมะ  เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาพาตัว  คางุยะฮิเมะ  ไปได้แต่ในที่สุดเมื่อในวันพระจันทร์เต็มดวง หลังจากนั้นแสงจากพระจันทร์ก็ส่องสว่างจ้าจนทุกคนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้และไม่นานทุกคนก็ไม่สามารถขยับตัวได้ซึ่งขณะนั้นเองก็ได้มีขบวนรถมาจากดวงจันทร์ตรงเข้ามาที่   คางุยะฮิเมะ   และมาพาตัว คางุยะฮิเมะ 

ไปจากบ้านของตายายเมื่อพระจันทร์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งทุกคนก็ไม่เห็น  คางุยะฮิเมะ แล้วและหลังจากนั้น กษัตริย์ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากพระองค์ทรงให้ทหารหาภูเขาที่สูงที่สุดที่ใกล้กับพระจันทร์มากที่สุดนั่นก็คือภูเขาที่จังหวัดสุรุงะ แล้วพระองค์ก็ให้ทหารนำยาอายุวัฒนะไปเผาที่นั่น พระองค์ไม่อยากมีชีวิตเป็นอมตะอีกต่อไป

เนื่องจากไม่มี   คางุยะฮิเมะ  และความหมายของคำว่าอมตะในภาษาญี่ปุ่นก็คือคำว่าฟูจิซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภูเขาลูกนั้นก็กลายมาเป็นชื่อภูเขาไฟฟูจิเป็นต้นมา

     ตำนานความเชื่อความศรัทธากลายมาเป็นตำนานจริงของภูเขาไฟซึ่งมีให้เห็นจริงอยู่ในปัจจุบันซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็เดินทางพากันไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นประจำกันทุกปีเรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

การเดินป่าของพรานแก้ว นายมาก และ นายนอง

ผืนป่าแน่นทึบชื้นแฉะเยือกเย็นไม่มีทีท่าว่ามันจะหมดไปสักทีพอหนักเข้าพรานแก้วที่เดินอยู่ด้านหน้าก็หยุดเดินแล้วหันมาบอกว่ามืดเสียแล้วพวกเองจะเอาอย่างไรจะเดินกันต่อหรือไม่ไม่ไหวก็หาที่พักเอาแถวนี้แหละมากกับไอนองได้หันมามองหน้ากันนองลงไปแวกน้ำในหนองขึ้นมาสูบหน้าแล้วถามขึ้นว่าอีกนานหรือไม่พรานแก้ว

ถ้าไม่นานก็เดินต่อข้าเมื่อยจนจะก้าวขาไม่ออกแล้วนี่ตอบไม่ได้ว่ะบอกแล้วว่าข้าไม่เคยมาทางนี่งั้นก็ลองเดินไปอีกสักพักสิถ้าไม่พ้นดงก็นอนมันที่นั่นแหละไอมากได้พูดขึ้นเหมือนตัดสินใจคนทั้งสามก็ได้เดินทางไปในความมืดสลัวพรานแก้วได้เอาไฟฉายมาส่องนำหน้าป่าที่ชื้นแฉะเยือกเย็นอยู่แล้วเมื่อต้องตกอยู่ในความมืดก็ต้องยิ่งเย็นมากขึ้น

และวังเวงจนหน้าขนลุกจนอีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะพ้นป่าแห่งนี้เสียทีหนักเข้าไอมากกับไอนองก็หมดความอดทนมืดก็มืดทั้งเหนื่อยทั้งหิวแค้งขาแข็งเหมือนต้นไม้ หมดแรงแล้วพรานแก้วพักก็พักกันเถอะข้าก็ไม่ต่างจากเองลองดูสิพอจะมีที่แห้งให้หุงข้าวกินข้างมั้ยพรานแก้วฉายไฟไล่ไปตามพื้นมีกอหวายและเถาวัลย์พันเกี่ยวกับเหมือนกับงูเลื้อยบนราบเนินโครต้มมะค่าใหญ่มีกองหินเป็นแผ่นราดพื้นผิวปกคุมไปด้วยคราบตะไคร่น้ำแต่ดุแล้วมันก็หน้าจะดีกว่านั่งนอนตรงพื้นดินแฉะตรงนั้นพรานแก้วส่องไฟฉายไปทั่วเอามันตรงนี้แหละ

ยังไงมันก็เป็นหินเอา เอาไฟฉายออกไปหาฟืนกันทุกคนมีไฟฉายติดตัวจึงกระจายกันออกไปรอบๆป่าเปลียกชื้นนั้นเมื่อแสงแดดส่องลงไม่ถึงพื้นฟืนแห้งก็หายากมากแต่หลังจากพยายามกันอย่างเต็มที่จึงได้ฟืนกันมากันอย่างละสามสี่ท่อนแล้วจุดไฟกันอย่างยากเย็นทั้งช่วยเป่าช่วยพัดกันอีกพักใหญ่ท่อนฟืนจึงเริ่มจะติดไฟขึ้นเมื่อท่อนฟืนติดไฟดีแล้ว

แสงสว่างช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปความอบอุ่นจากกองไฟช่วยให้อุ่นใจขึ้นมาไม่น้อยพรานแก้วมองป่ารอบตัวแล้วได้แต่คิดว่าบรรยากาศไม่น่าจะไว้ใจเลยอย่างไรเสียคืนนี้ต้องจัดเวณเฝ้ายามจะหลับกันอย่างสบายอย่างเมื่อคืนไม่ได้แล้วเด็ดขาดอาหารไม่สู้ที่จะมีรสชาติเท่าใดนักแม้ทุกคนจะหิวจนตารายแต่ข้าวไม่สุก

เพราะฟืนนั้นเปลียกกับข้าวก็มีเพียงน้ำพริกและเนื้อแห้งย่างทำให้กินได้อย่างฟืดคออย่างเต็มทีกินเสร็จพรานแก้วก็ช่วยออกไปตัดไม้แห้งมาสุมไฟเพิ่มอีกหลังจากได้กันมาคนละท่อนพรานแก้วก็บอกให้เลิกเสียเพราะต้องการที่จะประหยัดไฟฉายกองไฟท่ก่อเอาไว้ก็ไม่สว่างมากนักเนื่องจากท่อนฟืนมีอย่างจำกัดยังไม่สามทุ่มป่าแห่งนี้ก็มืดมิดและเงียบสงบเหมือนอยู่ในโลกแร้ง

โลงศพที่ได้ถูกค้นพบในพีระมิดอย่างเป็นปริศนา

คลื่นความร้อนในพีระมิด

คลื่อความร้อนที่อยู่ในพีระมิดถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาที่เกี่ยวกับพีระมิดมากกว่าหลายปีแล้วและมันอาจจะได้พบกับคำตอบที่เป็นปริศนาบางอย่างแล้วแต่มันก็ยังมีความลับบางอย่างที่เราไม่รู้อีกมากมายจากนั้นมันจึงได้ทำให้โครงการที่จะสแกนพีระมิดเกิดขึ้นมาโดยทางวิจัยก็จะใช้ในคลื่นความร้อนเป็นตัวสำรวจจากนั้นก็คอยบันทึกสิ่งความที่ผิดปกติต่างๆที่ได้เกิดขึ้นอยู่ภายในนั่นเองและเทคโนโลยีเหล่านี้แหละที่มันทำให้พวกเขานั้นสามารถที่จะค้นพบในสิ่งต่างๆ

ที่มันได้ซ้อนอยู่ภายในได้อย่างง่ายดายและยังได้ทำแผนผังของภายในของพีระมิดได้อย่างละเอียดด้วยการที่ใช้ภาพถ่ายที่ได้ถ่านมากจากรังสีอินฟราเรดนั่นมันจึงได้ทำให้รู้ว่าที่ด้านหลังของกำแพงพีระมิดนั้นได้มีช่องว่างห้องหรือทางเดินแบบไหนและยังรวมไปถึงชนิดวัตดุสิ่งปลูกสร้างโดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าไปสำรวจหรือจะต้องขุดหาตัวอย่างเลยสักนิดเดียวแต่ในบางครั้งในขณะที่ได้ทำการสำรวจอยู่ก็ได้เกิดความผิดปกติของอุณหภูมิที่ได้แตกต่างกันมามันจึงได้ทำให้นักวิจัยได้มีความมึนงงเป็นไก่ตาแตกกันเลยว่าสรุปแล้วนั้นมันได้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ถึงแม้ว่าจะมีการตั้งคำสันนิษฐานเอาไว้แล้วแต่พวกเขานั้นก็จะต้องศึกษาเพิ่มเต็มเพื่อที่จะได้ไขปริศนากันในอนาคต

โลงปริศนาสีดำ

ทุกคนนั้นต่างก็ได้รู้กันดีว่าภายในพีระมิดนั้นมักจะมีเรื่องราวลักลับที่ชวนทำให้ขนหัวลุกอยู่เสมอๆจากจากมัมมี่และคำสาปที่สุดเฮี้ยนแล้วได้ว่ากันว่าในทางตอนใต้ของมหาพีระมิดกรีกซาจากนั้นก็ยังได้มีการขุดค้นพบโลงศพที่เป็นปริศนาสีดำฝังอยู่มากถึง24โลงจึงได้ทำให้นักโบราณคดีที่เห็นก๋ถึงกับตกใจอย่างไม่น้อยและด้วยปริมาณที่มันได้มากมายขนาดนั้นพวกเขานั้นได้ก่อสร้างมันขึ้นมาเพื่ออะไรกันเนื่อจากนี้ในแต่ละโลงศพนั้นก็ยังได้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตซึ่งได้มีความแข็งแรงทรทาน

และโดยในแต่ละโลงนั้นได้มีการตัดก้อนหินอย่างสวยงามที่ดูแล้วมันอาจจะดูเหนือเกินไปกว่าฝีมือคนธรรมดาจากนั้นมันจึงได้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้คิดว่ามันอาจจะเป็นของมนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้แต่ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการสรุปมันได้เลยว่ากล้องเหล่านี้นั้นมันคืออะไรแต่ทางด้านักโบราณคดีของชาวอียิปต์ก็ได้สันนิษฐาน

เอาไว้ว่าโลงที่มีสีดำเหล่านี้มันอาจจะถูกใช้ให้เป็นสุสานของวอเอพีชซึ่งได้เป็นตัวแทนของพระทาเทพอุปถัมภ์ของนครเมมฟิสซึ่งมันได้เป็นที่เคารพนับถือกันในยุคนั้นมันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าแต่มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้กว่ามันจะแล้วเสร็จก็คงจะใช้เวลานานหลายปีแน่เลย

คำสาปของสุสานมันมี่มีอยู่จริงหรือไม่

ส่วนผสมปูนลึกลับ

เนื่องจากปริศนาเรื่องของการขนหินที่ก้อนใหญ่มหึมาแล้วแต่ก็ยังจะมีส่วนผสมที่ยังคงเป็นปริศนาของสิ่งก่อสร้างพีระมิดที่จะทำให้นักโบราณคดีในหลายๆคนก็ยัง งงว่ามันจะมีเคล็ดลับอะไรที่ถูกซ้อนอยู่กันแน่ว่ากันว่าในสมัยนั้นชาวอียิปต์โบราณเขาก็ยังๆได้ใช้ปูนเพื่อเปนการเชื่อมต่อของหินในแต่ละก้อนเหมือนอย่างกับสิ่งที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในปัจจุบันเลย

แต่มันก็ยังมีความแข็งแรงและมีความทนทานมากกว่าที่คิดเผยๆมันก็อาจจะมากกว่าก้อนหินที่ได้นำเอามใช้เป็นวัตดุหลักในการก่อสร้างเสียอีกเพราะก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานับปีขนาดนี้มันก็ยังไม่มีทีถ้าว่ามันจะผุกร่อนไปตามกาลเวลาเลยจากนั้นจากที่นักโบราณคดีที่ได้มาสำรวจและได้มีการวิจัยถึงส่วนองค์ประกอบของมัน

เพราะว่าในส่วนผสมหลักที่ได้นำเอามาใช้มันน่าจะเป็นปูนยิปซั่มแปรรูปที่ได้เกิดจากการส่วนผสมของหลายอย่างแต่อย่างไรมันก็หน้าแปลกที่ไม่ว่าเรานั้นจะใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์สัดส่วนหรือส่วนผสมอื่นๆอย่างไรมันก็ไม่สามารถที่จะพบสูตรที่จะเหมือนกับการที่นำเอามาใช้ก่อสร้างพีระมิดได้อย่างเหมือน100%มันจึงทำให้ส่วนผสมนี้มันก็ยังคงได้เป็นความรับอยู่ต่อไป

คำสาปมันมี่

ได้ยินชื่อนี้ก็หวาดกลัวกันเลยทีเดียวกับคำสาปมันมี่ฟาโรห์ตุตันคามุนที่ได้เชื่อว่าถ้าหากว่าได้มีใครที่เข้าไปรบกวนก็จะต้องมีอันเป็นไปซึ่งในตอนแรกนั้นก็ไม่ได้มีใครที่จะเชื่อมากเท่าไหร่หลังจากที่ได้มีการเสีชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเป็นสปอนเซอร์ในการเปิดสุสานขึ้นมากมันก็จะยิ่งหน้ากลัวเข้าไปใหญ่แต่ก็จะว่าไปแล้วมันก็จะมีแค่เพียงประมาณ6จาก26คนเท่านั้น

ที่ได้โดนของดีเข้าไปอย่างจังนอกจากนี้  เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ผู้ที่เป็นคนเปิดสุสานเป็นคนแรกแทนที่กลับจะไปก่อนเพื่อนแต่ดันกลับมีชีวิตอยู่รอดมาได้ประมาณ20อีกด้วยจริงๆแล้วมมันได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่และจากเรื่องราวที่ได้มีการเกิดขึ้นมันจึงได้ทำให้นักเขียนที่มีชื่อดังอยู่หลายวคนได้นำเอาคำสาปต่างๆมาสร้างสีสัน

และได้ตอกย้ำความเชื่อของคนทั่วโลกให้เข้าใจว่ามันได้เฮี้ยนไปอีกทั้งในที่นักโบราณคดีที่ได้มีการศึกษาในเรื่องนี้พวกเขาเองก็ยังอยู่ได้ครบ32และยังได้กินอยู่อย่างสบายเหมือนเดิมแต่ถึงจะไม่รู้ว่ามันจะเป็นเพราะอะไรแต่เอาเป็นว่าของแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

สถานที่ที่ต้องห้ามไม่ให้ใครเข้า

แอ่งดานาคิล  ประเทศเอธิโอเปีย

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยของความแห้งแร้งและยังยากที่จะย่างกายเข้ามาในขณะที่ว่าไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือสิ่งที่มีชีวิตชนิดใดที่จะสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้เลยแอ่งดานาคิล ก็ได้ตั้งอยู่ในทะเลทรายดานาคิล ทางตะวันออกเฉียงเหนืองของประเทศเอธิโอเปีย แอ่งดานาคิล  นั้นได้เป็นแอ่งรูปพัดมีความกว้างใหญ่ที่ได้มีอุณหภูมิสูงกว่า 50องศาเซลเซียสและยังมีความลึกอยุ่ที่ประมาณ100เมตรจากนำทะเล ณ ทั่วทุกพื้นที่ของแอ่งดานาคิลนั้น

มันก็ได้เต็มไปด้วยเกลือและจึงทำให้ไม่มีพืชชนิดใดๆสามารถที่มันจะเจริญเติบโตได้สักต้นและในของทุกๆปีนั้นระดับน้ำในแอ่งก็จะค่อยๆลดลงอย่างน้อยประมาณ100มิลลิเมตรจึงได้ส่งผลให้มีการขาดแคลนน้ำและยังได้มีการแห้งแร้งอย่างหนักแถมยังแอ่งในท่แห่งนี้นั้นมันยังคงอยู่ในเขตของพื้นที่ของภูเขาไฟดารอภูเขาไฟที่ยังมีการปะทุอยู่และยังได้มีการเกิดการปะทุของราวาอยู่บ่อนครั้งมันจึงได้ทำให้สถานที่แห่งนี้นั้นจึงเป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่มีความโหดร้ายมากที่สุดในที่หนึ่งของโลกและยังจึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งความตายหรือนรกบนดินนั้นเอง

แต่ในความโหดร้ายดังกล่าวนั้นมันก็ยังสามารถที่จะทำให้สถานที่แห่งนี้นั้นได้ดูสวยงามและยังสามารถเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวนั้นได้เข้ามาชมส่งต่างๆที่ดูแปลๆละมีความโหดร้ายมากแต่ถึงอย่างไรเมื่อไปที่นั้นแล้วยังเหมือนกับว่าเรานั้นได้ไปเยี่ยบดาวดวงอื่นเลยและด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 50องศาเซลเซียสนั้นเองมันจึงได้ทำได้ยากที่จะมีคนที่จะกล้าเข้ามาย่างกายแต่ในที่แห่งนี้นั้นมันก็ยังพอมีคนที่ยังได้อาศัยอยู่ซึ่งนั้นก็เป็นคนงานในเหมืองเกลือที่ได้ทำงานกลางสภาพแวดล้อมที่ได้ยากแสนจะลำบากมานานนับพันปีและได้เดินทางโดยการใช้อูฐนั้นเอง

Area 51 ประเทศสหรัสอเมริกา

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของมนุษย์เสมอก็คือเราอยู่เพียงลำพักบนโลกกลมๆใบนี้จริงๆหรอและถ้าหากว่าเรานั้นไม่ได้อยู่ตามลำพักล่ะแล้วมนุษย์ที่เราเรียกว่า ต่างดาวนั้นมันอยู่ที่ไหนกันแน่อันที่จริงแล้วคำตอบเหล่านั้นมันอาจจะอยู่เลยไม่ไกลเลยก็ได้เพราะในโลกของเรามีสถานที่ลับสุดยอดที่ได้ถูกเรียกว่า Area 51นั่นเอง Area 51 เป็นสถานที่ของทางการทหารสหรัสตั้งอยู่อย่างโดดเดียวในทะเลทรายของทะเลทรายเนวาด้ามันเป็นสถานที่ที่ได้เรียกว่าเป็นความลับสุดยอดของทางสหรัสผู้ที่สามารถเดินทางไปยัง Area 51ได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเท่านั้นและระดับสูงที่ว่านั้นแม้แต่ประธานาธิบดีเองก็ไม่อาจร้องเรียกเอาข้อมูลหรือที่จะเข้าไปเยี่ยมชมได้

 

สนับสนุนโดย  sagame

อังกฤษได้มอบเอกราชให้กับพม่า

ในช่วงที่อังกฤษได้มอบเอกราชให้กับทางพม่านั้นทำไมรัฐฉานถึงไม่เลือกอยู่กับประเทศไทยทั้งๆที่ดินแดนรัฐฉานมีชาติพันไทใหญ่ที่ได้มีความเกี่ยวพันกันกับคนไทยในสยามจนถึงปัจจุบันก็ยังมีความสัมผัสอันนี้อยู่ ทำไมในช่วงที่อังกฤษได้มอบเอกราชให้กับทางพม่านั้นทำไมรัฐฉานทำไมไม่เลือกที่จะอยู่กับไทยตั้งแต่แรก

แต่เดิมนั้นประเทษรัฐฉานตกเป็นของประเทศพม่าในสมัยพระเจ้าอลองพญาภายหลังจากที่ประเทศอังกฤษนั้นได้ยึดประเทศพม่าได้และได้ขยายอาณาเขตไปยังเมืองเชียงตุงก็ได้ประกาสว่าอังกฤษได้ยึดเอาเมืองไตไปเรียบร้อยแล้วหากแต่แตกต่างตรงพม่าที่คือประเทศพม่าได้เป็นเมืองใต้อนานิคมแต่รัฐฉานเป็นเมืองใต้อารักขา

กล่าวคือประเทศไทใหญ่นั้นไม่ใช่ประเทศพม่าและก็ไม่ใช่ประเทศไทยอีกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้อยู่ภายใต้อารักขาของประเทศอังกฤษแต่ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นทางประเทศญี่ปุ่นได้ขอให้ประเทศไทยยกกำลังทหารได้เข้ายึดรัฐฉานและเชียงตุงจากทหารจีนและโดยญี่ปุ่นนั้นก็ได้ส่งให้ประเทศไทยผนวกเป็นสหรัฐไทเดิมเป็นจังหวัดไทใหญ่ซึ่งโดยในช่วงนี้รัฐฉานมีสถานภาพเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยและได้มีชื่อว่าสหรัฐไทเดิมโดยต่อมาได้รับอิสระภาพนอกจากประเทศญี่ปุ่นนั้นได้แพ้สงครามประเทศไทยจึงต้องส่งคืนให้สหประชาชาติทางอังกฤษจึงได้ผนวกเข้ากับพม่าแทนโดยหลังจากที่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองผ่านมาทางการพม่าพยายามโน้มน้าวเจ้าฟ้าเหล่าบันดาไทใหญ่

เพื่อให้เข้าเรียกร้องเอกราชโดยเจ้าฟ้าไทใหญ่จึงได้รวมลงนามในสนธิสัญญากับชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆเพื่อที่จะได้ขอเอกราชจากอังกฤษโดยสัญญาดังกล่าวเพื่อจะนำไปสู่การร่างประธรรมนูญซึ่งได้ระบุให้ชนชาติที่ได้ร่วมลงนามในสัญญาสามารถที่จะแยกตัวไปเป็นอิสระได้หลังจากที่ได้อยู่รวมกันคบ10ปีและก็ได้กล่าวคือทางไทใหญ่ได้ประกาสไม่ได้อยากอยู่ประเทศพม่าหรือประเทศไทยแต่จะต้องการอยู่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับใครโดยเมื่อทางอังกฤษได้ให้เอกราชกับพม่าและไตรัฐบาลกลางพม่าก็ไม่ยอดทำตามสัญญา

และพยายามทำการรวมดินแดนให้เป็นของประเทศพม่าด้วยเหตุนี้จึงได้ทำให้ชาวไตหรือชาวไทใหญ่จึงไก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติของตนเองขึ้นมาโดยหลังจากที่ประเทษอังกฤษนั้นได้ให้เอกราชกับพม่าและชาวไทใหญ่อังกฤษก็ได้ถามว่าจะอยู่กับประเทศไทยหรือประเทศพม่าตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นสามารถเข้ายึดประเทศพม่าได้และให้ประเทศไทยนั้นไปปกครองเชียงตุง

 

สนับสนุนโดย  dewabet

สัตว์ที่ได้สูญพันธ์ไปแล้วไปถูกค้บพบอีกครั้ง

การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ของโลกที่กลายเป็นที่รู้จักกันดีมาที่สุดคือ การสูญพันธ์ของไดโนเสาร์แต่ทว่าทุกวันนี้ก็ได้มีการสูญพันธ์อย่างรวดเร็วหลายสปีชีส์ในโลกและที่สำคัญต้นเหตุระยะหลังนี้ซึ่งได้มาจากมนุษย์สาเหตุทั้งนั้นแต่หน้าเสียดายที่มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยน้ำมือของมนุษย์และวันนี้จะมีสัตว์สายพันธ์ไหนกันบ้างมาดูกันเลย

1 สุนัขป่า นิวกินี ไฮแลนด์ – เกาะนิวกินี

เป็นเวลากว่า50ปีที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถการดำรงค์ชีวิตอยู๋ของสุนัขป่าสายพันธ์นี้ได้จนกระทั่งเมื่อในปี2016พวกเขาไปพบร่องรอยเท้าของพวกมันอยู่บริเวณที่ราบสูง นิวกินีและได้ตั้งกล้องจับภาพมันได้อย่างน้อย15ตัวรวมถึงตัวเมียที่กำลังตั้งท้องและลูกน้อยอีกด้วยนี่ถือว่าเป็นสัตว์สายพันธ์สุนัขโบราณที่หายากที่สุดในปัจจุบันนี้

2 เสือทัสมาเนีย – ออสเตรเลีย

ยังไม่มีใครที่จะสามารถที่จะถ่ายภาพมันได้แต่มีชาวออสเตรเลียคนหนึ่งที่ยืนยันการพบเห็นของ เสือทัสมาเนีย ที่สูญพันธ์ไปตั้งแต่ศตวรรษที่1940ถึงแม้ว่ามันจะได้ชื่อว่าเป็นเสือแต่มันกลับดูเหมือนตะกูลสุนัขแต่ว่ามันก็ไม่ใช่สัตว์ตะกูลสุนัขอยู๋ดีเพราะมันถูกจัดว่าอยู่ในประเภคสัตว์ที่กินเนื้อที่มีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้และโคอาลานั้นเอง

3 นกกะรางแก้มแดง – เนปาล

นกกะรางแก้มแดงไม่เคยถูกพบในภาคตะวันออกของเนปาลมานานกว่า178ปีที่ผ่านมาแล้วจนกระทั่งทุกคนต่างก็คิดว่ามันได้สูญพันธ์ไปแล้วแต่เมื่อไม่นานมานี้มันกับได้ถูกพบโดยกลุ่มนักศึกษาวิทยาในระหว่างการทัวร์ชมนก10วันในเนปาลซึ่งในตอนแรกพวกเขาได้พบนกกะรางแก้มแดงแค่เพียง2ตัวและในวันถัดมาก็ได้เจอเพิ่มอีกเป็น8ตัว

4 กบต้นไม้ลายด่าง – ออสเตรเลีย 

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ต่างก็คิดว่ามันได้สูญพันธ์ไปแล้วนานกว่า15ปีกับต้นไม้ลายด่างก็ได้ถูกค้นพบอีกครั้งในอุทยานแห่งชาติในประเทศออสเตรเลียซึ่งครั้งสุดท้ายที่เคยถูกพบคือในปี 2001 เนื่องจากพวกมันต้องล้มตายกันไปโดยเพราะเชื่อลา

5 ปลาแซลมอนซ็อกอาย – นิวซีแลนด์

ถ้าคุณมีโอกาสเดินทางไปยังเกาะทางตอนใต้ของนิวซีแลนด์คุณอาจจะได้เห็น ปลาแซลมอนซ็อกอาย หลายร้อยตัวได้ไม่ยากในขณะที่ก่อนหน้านี้มันถูกเชื่อว่าสูญพันธ์ไปแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่1980แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกมันนั้นกลับมามีจำนวนมากขึ้นกว่า1,000ตัวทะเลสาบปูคากิและตอนนี้มันก็ได้ถูกจัดให่เป็นสัตว์คุ้มครองของนิวซีแลนด์อย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  entaplay

นักเดินเรือโจรสลัด

อาวุธของโจรสลัดที่ไม่มีใครเหมือนและมีพลังร้ายแรงมาก

สำหรับนักเดินเรือโจรสลัดคือสิ่งหนึ่งที่หน้ากลัวไปกว่าไม่แพ้คลื่นยักษ์หรืออสูรกายที่อยู่ใต้ทะเลจริงมั้ยเพราะว่าจะต้องปล้นสะดมและยังได้แย้งชิงความเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลาส่วนอาวุธที่พวกเขามีนั้นแต่ละชนิดนั้นมันไม่ธรรมดาแถมยังมีอีกหลายประเภคเพื่อเอาไว้ใช้ปล้นและปกกันตัวเรายามที่ถูกศัตรูโจมตีแต่ละอย่างจะมีความแปลกและเด็ด7ย้านน้ำขนาดไหน

ปืนปลายดาบ

เป็นการมิกแอนแมทระหว่างปืนพกที่ใช้กระสุนขนาดไม่เกิน .54นำเอามาประกอบเข้ากับดาบสั้นถือว่ามันไม่ธรรมดาเลยจริงๆเพราะว่ามันมีความข้องตัวและยังสามารถทำศัตรูนั้นได้รับบาดเจ็บได้อย่างเช่นกันว่าวกันว่าได้เริ่มเอามาใช้กันอย่างจริงจังในช่วงของศตวรรษที่16ถึง17ถึงแม้ว่ารูปร่างนั้นมันจะไม่สั้นเหมือนกับมีดป่าวๆแต่ก็เอาไว้ใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดได้ดีเลยทีเดียวและไม่ว่าจะศัตรูหน้าไหนก็จะม่สามารถที่จะเข้าไกล้ไปกว่านี้ไม่ได้เพราะเนื่องจากอาจจะถูกมีดฟันเข้าให้อย่างระยะระยะประชิดแล้วดีไม่ดีก็อาจจะโดนลูกกระสุนปืนเป็นของแถมเลยก็ได้

ฟังชั่นแรงจัดขนาดนี้โจรสลัดจึงไม่พลาดที่จะนำเอามาใช้เพราะว่าในช่วงงระยะเวลาที่มีการตะลุมบอนอย่างหนักและหากพลาดท่าทำปืนล่มไปแล้วเจ้าปืนปลายดาบอันนี้แหล่ะซึ่งมันจะเป็นตัวสำรองชั้นดีที่จะทำให้ศัตรูสะยบแทบเท้ากันได้เลยถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของดาบปลายปืนนั้นมันจะดูแลปกไปหน่อยแต่ถ้ามันจะสร้างความร้ายกายเอาไว้แบบนี้จะมีใครที่จะกล้าเข้ามายุ่งด้วยอีกไหม

ปืนลูกซอง9ลำกล้อง

ถ้าหากว่าปืนลูกซองที่มีอยู่นั้นมันดูธรรมดาเกินไปถ้าอย่างนั้นลองมาเจอกระบอกนี้หน่อยเป็นยังไงปืนลูกซอง9ลำกล้องจัดว่าเด็ดที่ไม่มีใครเหมือนเพราะถ้าหากในเวลายิงนั้นลูกกระสุนจะออกมาที่เดียว9นัดและไม่ว่าจะเจอศัตรูที่มีกองทัพใหญ่ขนาดไหนเจอเจ้าปืน9ลำกล้องเข้าไปทีเดียวอันเป็นต้องตายอนาจเลยทีเดียวและด้วยความที่มีตั้ง9ลำกล้องมันก็เลยจะมีน้ำหนักมากว่าปืนธรรมดาทั่วไปและจึงไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเอามันมาเล่นได้ตามใจชอบและด้วยรูปทรงที่น่าดูเกรงขามรวมทั้งการใช้งานที่มันจะเป็นการได้เปรียดต่อปืนทั่วไปเหล่ากลุ่มโจรสลัดจึงได้นำเอามาใช้เพราะมันสามารถที่จะใช้งานได้ทั้งในระยะไกล้และในระยะไกลแถมยังมีพลังในการยิงที่รุกแรงสุดๆจึงไม่ต้องนึกเลยว่าศัตรูที่ได้โดยลูกกระสุนปืนพวกนี้เข้าไปสภาพจะเป็นอย่างไร

 

สนับสนุนโดย  next88