ประวัติความเป็นมาของศิลาแบบคลัง

บาลายแห่งนี้ปัจจุบันได้เรียกว่าหนองบัวลายซึ่งมันอาจจะหมายถึงสระสีสุริยะซึ่งปรากฏในศิลาจาลึกได้พบที่ปราศาสตร์พนมรุ้งอีกด้วยจากการศึกษาด้านประติมานวิทยาจากรูปแบบศิลปะที่ประดับตกแต่งศาสตร์สถานเทียบเคียงแบบแผนของปราสาทเขรมพนวดกับเนื้อแผนในการอ่านแปลความในสมัยหลักศิลาจาลึต่างๆได้สันนิษฐานว่าได้เริ่มมีศาสตรสถานรุ่นแรกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่15ได้มีการก่อสร้างศาสตร์สถานต่างๆเพิ่มเต็มในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง17จนถึงราวพุทธศตวรรษที่18จึงได้ถูกทิ้งล้างไป

โดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดหลักฐานปราสาทในสมัยแรกสร้างได้พบหลักฐานปราสาทอฐิรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่สองหลังมีเสาประดับกอบประตูศิลปะเขรมแบบบาแขงตอนปลายต่อกับแบบเกาะแกในตอนต้นนอกจากนี้ยังได้พบประติมากรรมลอยตัวศิลปะแบบเกาะแกอยู่สองรูปสันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่15การก่อสร้างขึ้นในสมัยที่2จากข้อความในศิลาจาลึกมีบทบทสรรเสริญพระเกียรติพระเจ้าราเชนทรวรมันที่2การประดับประตาเทวสถานสร้างสระน้ำทำก่ออฐิถวายอาสังค์พร้อมทั้งคาดธาตุและภาชนะต่างๆ

ได้สันนิษฐานว่าหมายความถึงการบูรณะปราสาทที่ได้สร้างขึ้นมาอยู่ก่อนแล้วหรือสร้างปราสาทน้อยทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้งานศิลปะกรรมที่ได้ปรากฏเป็นศิลปะแบบคลังได้สร้างขึ้นกลางราวพุทธศตวรรษที่16ในสมัตที่3เป็นสมัยที่มีการสร้างปราสาทประทานศิลาทรายสีชมพูและองค์ประกอบที่สำคัญที่เห็นได้แน่ชัดในปัจจุบันปรากฏความในจาลึกกล่าวถึงพระนามของพระมหากษัตริย์พระราชวงค์และสายสกุลที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มหิดลธาราปุระแห่งอาณาจักรเขรมโบราณหลายพระองค์เช่นพระเจ้าชัยวรมันที่6และพระเจ้าชัยวรมันที่ 2บุคคลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างปราสาทประทานนเลนถราทิศ

ผู้ที่มีความสัมผัสทางสายโรหิตกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 2ผู้ที่ได้สร้างปราสาทนครวัดจาลึกได้กล่าวถึงความงามความชะเหลียวฉลาดความสามารถในการรบแลได้กล่าวว่าทรงเสด็จออกจาอเมืองพระนครราชธานีอาณาจักรของกัมพูชามายันพนมรุ้งทรงสสถาปนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นเทวาลัยแห่งพระศิวะในช่วงบั้นปลายชีวิตท่านนเรศ ทราทิศได้บวชเป็นฤาษีเชื่อกันว่าพระองค์ได้บรรลุโมกขธรรมละประชาชนให้ความเพราพศรัทธาท่านประหนึ่งองค์พระศิวะดั้งปรากฏในภาพสลักทับหลังด้านทิศใต้ชั้นในของปราสาทประทานเป็นรูปบุคคลสวมสวมมงกุฎแบบของกษัตริย์กำลังให้พรามหรือฤาษีเป็นผู้ที่ประกอบพิธีกรรมให้ซึ่งนักวิชาการได้สันนิษฐานว่าเป็นภาพพิธีอภิเษกท่านนเรศ ทราทิศ

การค้นพบชิ้นส่วนของพระศิวะในเมืองเกาะแกร์

ซึ่งก็คือรูปสลักจากเกาะแกรูปสลักที่สองจะมีความสำคัญในการศึกษาปราสาทขอมของชาวฝรั่งเศษคนหนึ่งในอีกไม่ช้านี้และรูปแกะสลักสอรูปนี้ได้ถูฏนำกลับมาที่ประเทศฝรั่งเศษในปี1883เป็นอีกหนึ่งที่บุคคลนี้ได้ค้นพบในเมืองพระนคร ซึ่งชาวฝรั่งเศษคนนี้ก็ได้วางเมืองปราสาทขอมเอาไว้มากมายซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นเอกสารที่ล้ำค่าสำหรับนักโบราณคดีในปัจจุบัน

สำหรับรูปนี้ก็เป็นรูปที่แกะสลักของเทพสตรี

ที่เป็นชายาของพระศิวะนางมีหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนของพระศิวะร่ายรำฉะนั้นนางจะร่ายรำไปพร้อมๆกับพระองค์ชิ้นส่วนในแต่ละชิ้นได้ถูกขนย้ายอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยวิธีชักรอกเป็นวิธีเดี่ยวกันที่ใช้ในยุคขอมโบราณในเวลาต่อมาชิ้นส่วนก็ได้ถูกนำไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์นโรดมสีหนุซึ่งก็อยู่ไกล้กับกลุ่มปราสาทเมืองพระนครชิ้นส่วนที่ได้ถูกขุดค้นพบในระหว่างการขุดค้นปราสาทพระศิวะก็ไปถูกนำเอามารวมกันเอาไว้ที่นี่ที่พิพิธภัณฑ์ทีมงานประกอดไปด้วยนักโบราณคดีจากมหาวิทยลัยและมหาวิทยาลัยกรุงพนมเปญได้กับการสแกนชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุดจากนั้นเขาก็ได้รวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดได้ประมาณ10,000ชิ้นในจำนวนนั้นมีหนึ่งพันชิ้นที่มันยังพบดูออกว่ามันเป็นส่วนไหนจากนั้นก็ได้เลือกชิ้นที่สำคัญเอาออกมา100ชิ้นจาก1,000ชิ้น

และจะใช้ชิ้นส่วน100ชิ้นนำมาประกอบเป็นองค์พระศิวะในการประกอบที่เสมือนจริงนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการบูรณะของจริงซึ่งพวกเขาก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคตปฏิบัติการนี้ใช้เวลาประมาณ5สัปดาห์โดยมีการแสดงชิ้นส่วนรูปสลักให้เป็นข้อมูลดิจิตอลจากนั้นเรามาดูที่ฮาแบ็คที่นี้รูปสลักพระศิวะจะกลับคืนสู่รูปเดิมและได้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของเยรมันนีและมีคณะที่นำเอาวิชาคณิตศาสตร์นำเอามาประยุคใช้กับโบราณคดีซึ่งเขาจะทำให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนสองชิ้นนี้มันต่อกันได้อย่างพอดี

เขาจึงได้เปลี่ยนมาใช้ภาพที่มีความละเอียดสูงและได้จัดการเรียงชิ้นส่วนให้ตรงกันโดตตรวจพบได้ทันทีในหลักการคณิตศษสตร์ซึ่งในกรณีนี้ชิ้นส่วนทั้งสองชิ้นมันจะต่อเข้ากันได้อย่างชัดเจนแบบพอดี พระศิวะมีสิบกลอน5เศียรแต่ละเศียรนั้นมีมือสองข้างแต่เราเจอแค่เพียง6กลอนเท่านั้นจากนั้นพวกเขาก็ต้องพยายามที่จะประกอบมันเพื่อให้มันนั้นเข้าที่เมื่อเขานั้นได้ประกอบเข้ากันเรียบร้อยแล้วและอีกส่วนมือที่เหลือนั้นมันหายไปไหนและมือที่หายไปนั้นเอาไว้ใช้ถืออะไรบ้างจากนั้นพกเขาก็ได้ทำการค้นหาจากทางคณิตศษสตร์ว่าส่วนที่หายไปนั้นรูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างและจพได้ทำการค้นหาใหม่เพิ่มเติมในอีกครั้ง

ท่องเที่ยวกับเมืองโบราณและสัมผัสไปกับอารยธรรมของโบราณ

ในยุคสมัยนี้กรตามรอยโบราณล้วนเป็นการตามรอยของประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมาได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะพาไปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ใกล้ๆกรุงเทพ เผื่อใครที่สนใจและไม่อยากเดินทางไกลให้ตามมากันเลยนะ เพราะเรานั้นได้คัดสถานที่ประวัติศาสตร์แบบเด็ดและไม่ต้องเดินทางไกลมาฝาก แถมรับรองได้ว่าถ่ายรูปออกมาได้สวยงามอีกด้วย

อันดับแรกเริ่มกันที่นี่เลยวัดนิเวศธรรมประวัติ

จะเห็นได้ว่าเป็นเสน่ห์ของวัดไทยที่เต็มไปด้วยสไตล์ที่มีการตกแต่งแบบโกธิก  วัดนิเวศฯ ซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นวัดในรัชกาลที่5  ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเพื่อเป็ฯการให้สร้างเลียนแบบดังเช่นโบสถ์ของเหล่าชาวฝรั่งนั่นเอง ซึ่งก็ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ. 2421  สำหรับภายในของอุโบสถนั้นจะมีการประดับประดาไปด้วยกระจกที่มีความงดงามและยังมีสีสวยงามตามแบบของโบสถ์ฝรั่งทที่เรารู้อีกด้วย มีลวดลายที่มีการออกแบบๆวิจิตรตระการตามาก แถมยังมีพระประทานคือ “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส”  นอกจากนี้  ณะที่วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ที่เป็นการบรรจุอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม ที่เป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ 4  โดยเจ้าจอมมารดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และราชกุลดิศกุล

สำหรับความน่าตื่นตาตื่นใจที่มีอยู่อีกอย่างนึงนั้นก็คือ เนื่องจากวัดนี้มีที่ตั้งอยู่บริเวณบนเกาะกลางน้ำ ดังนั้นหากมีความประสงค์ที่จะไปจำเป็นต้องนั่งกระเช้าเพื่อเป็นการข้ามไป โดยจะมีเณรที่คอยทำการหมุนกระเช้าให้ แต่ก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใดนะ หรือท่านอาจจะอยากทำบุญก็สามารถบริจาคได้ตามกำลังศรัทธา

อันดับที่สองที่เราแนะนำได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ท่องเที่ยวดูโบราณสถานโบราณที่ได้รับการชื่นชมให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม จะมีบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ทั้งที่เป็นพระราชวังโบราณ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมหาธาตุ, วัดราชบูรณะ, วัดพระราม, วิหารพระมงคลบพิตร และยังมีสถานที่อีกมากมาย เพื่อเป็นการไปสัมผัสเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของสมัยกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีที่ปกครองแผ่นดินมาถึง 417 ปี

อันดับที่สามนั้นได้แก่ วัดมหาธาตุ

แวะดูความงดงามของรูปแบบวัดมหาธาตุ และที่เป็นเศียรของพระพุทธรูปที่อยู่ในต้นไม้  ที่ถูกรากต้นโพธิ์ปกคลุมจนแทบมิด ซึ่งที่เหล่านี้เรียกว่าเป็น Unseen Thailand ที่ประหลาดตามากๆ ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพระปรางค์ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรางค์ของพวกขอม เนื่องจากใช้ศิลาแลงเป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการสร้างเท่านั้น

ดังนั้น วัดมหาธาตุซึ่งอยู่ในใจกลางเมืองของจ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 และมีการอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเพื่อมาบรรจุไว้ในพระปรางค์ประธานเมื่อ พ.ศ. 1927

ประวัติของเรือสุพรรณหงส์มีดังนี้

จากเรื่องราวเราก็ทราบกันดีกับเรื่องของเรือสุพรรณหงส์นี้ แต่ทว่าจะมีใครบ้างที่รู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปหรือประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับเรือสุพรรณหงส์นี้ หากเราเป็นคนสังเกตุดีๆจะเห็นว่าเรือสุพรรณหงส์นี้สามารถนำไปประกอบพิธีต่างๆที่เป้ฯเกี่ยวกับเรื่องราวสำคัญดังนั้นเราควรรู้จักกับประวัติของเรือสุพรรณหงส์นี้ไว้เพื่อเป็นความรู้กล่าวโดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้

“ขบวนพระพยุหยาตราทางชลมารค” เป็น ราชประเพณีสำคัญยิ่งที่ตกทอดกันมาแม้กระนั้นโบราณ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในงานพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ลำตอนนี้ ทำขึ้นใหม่ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เสร็จในยุครัชกาลที่ 6 เมื่อ พุทธศักราช 2454 หัวเรือพระที่นั่งนี้มีโขนเรือรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวเป็นส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองตกแต่งกระจกมีพู่แขวน ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ด้านนอกลงสีดำ ท้องเรือลงสีแดง

ใจกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์สาวรุ่น สำหรับพระราชาหรือราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนกระทั่งท้องเรือ 94 ซม. กินน้ำลึก 41 ซม. น้ำหนัก 15 ตัน ใช้ความรุนแรงพลมี ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงด้านหลัง 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนตอบรับยาว 1 คน คนตอบยาวปฏิบัติหน้าที่สำหรับการร้องตอบรับเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

เรือพระที่นั่งนี้มีโขนเรือรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวเป็นส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับประดากระจกมีพู่แขวน ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ด้านนอกลงสีดำ ท้องเรือลงสีแดง ตรงกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์สาวน้อย สำหรับในหลวงหรือราชวงศ์ชั้นสูง

เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนกระทั่งท้องเรือ 94 ซม. กินน้ำลึก 41 ซม. น้ำหนัก 15 ตัน ใช้ความรุนแรงพลมี ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงด้านหลัง 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนตอบรับยาว 1 คน คนขานรับยาวปฏิบัติภารกิจสำหรับการร้องตอบเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ได้รับรางวัลชมเชยให้เป็นเรือมรดกโลก จากหน่วยงานที่เรียกว่า World Ship Trust เมื่อพ.ศ. 2535