พระแก้วมรกต

อยากรู้กันไหม ทำไมพระแก้วมรกตถึงต้องเปลี่ยนเครื่องทรง 3 ฤดู

  พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่ทุกคนทั่วทั้งประเทศเคารพนับถือเป็นอย่างมากเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจของคนไทยทุกคนซึ่งองค์พระแก้วมรกตนั้นปัจจุบันจะประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพมหานคร เครื่องทรงเมื่อแรกสร้าง สร้างขึ้นด้วยในพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทำการทรงสถานปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีซึ้งต่อจากนั้นก็ได้ทรงให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นมาในบริเวณของพระบรมมหาราชวัง

หลังจากนั้นจึงได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตขั้นมาประดิษฐานในพระอุโบสถ และได้มีพระราชศรัทธาให้สร้างเครื่องทรงฤดูร้อนและเครื่องทรงฤดูฝนถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพื่อเป็นพุทธบูชา จนต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้วเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างเครื่องทรงฤดูหนาว ถวายเป็นพุทธบูชา ถวายแด่พระมหามณีรัตนปฎิมากรเพิ่มอีกหนึ่งชุด และหลังนั้นพระแก้วมรกตจึงทรงมีเครื่องทรงครบทั้ง 3 ฤดูตั้งแต่นั้นเป็นมา และนี่คือต้นกำหนดของพระราชพิธีของการเปลี่ยนเครื่องทรงทั้ง3 ฤดูของ พระมหามณีรัตนปฎิมากรมาจนถึงปัจจุบัน

และกำหนดการในการพระราชดำเนินในพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงของพระมหามณีรัตนปฎิมากรมีรายละเอียดดังนี้

  1. การเปลี่ยนเครื่องทรงในฤดูร้อนจะทำในวันแรม  1 ค่ำ เดือน4 หรือประมาณเดือน March
  2. การเปลี่ยนเครื่องทรงในฤดูฝนจะกระทำในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 หรือประมาณเดือน July
  3. การเปลี่ยนเครื่องทรงในฤดูหนาวจะกระทำในวันแรม 1 ค่ำเดือน 12 หรือประมาณเดือน November

พระมหากษัตรแห่งราชจักรีวงจะทรงประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระมหามณีรัตนปฎิมากร ในวันเริ่มฤดูเป็นประจำทุกปี   ในกรณีที่ทรงติดพระราชกรณียกิจอื่นใดไม่อาจจะเสด็จด้วยพระองค์เองได้ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ แต่มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เครื่องทรงทั้ง 3 ฤดูมีสภาพชำรุดยากแก่การซ่อมแซมบูรณะให้สวยงามเหมือนดั่งอดีต ประจวบกับเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์สมบัติครบ  50 ปี

กรมธนารักษ์เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลเครื่องทรงทั้ง 3 ฤดูจึงได้ทรงขอพระราชทานอนุญาตดำเนินการสร้างชุดใหม่ทั้ง 3 เพื่อแทนชุดเดิมและเพื่อเป็นการถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยเครื่องทรงที่สร้างทั้ง 3 ชุดนี้ยังเป็นเครื่องทรงที่ใช้ในงานพระราชพิธีมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราว  BK8

ตำนานของพระราหูที่วัดศีรษะทอง

พระราหูที่วัดศีรษะทอง จังหวัดนครปฐม 

     ที่จังหวัดนครปฐม จะมีวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  อยู่หลายวัดด้วยกัน และหนึ่งในวัดที่กล่าวมาก็คือ วัดศีรษะทอง เพราะประชาชนจะรู้จักวัดศีรษะทองเพราะที่นี่จะมีการสักการบูชาพระราหู โดยมีการจัดงานอย่างใหญ่กันเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการนำของดำ จำนวน 9 อย่างมาไหว้พระราหูเพื่อความเป็นสิริมงคล และให้ช่วยปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไป เปลี่ยนจากความโชคร้ายให้กลายเป็นความโชคดี 

สำหรับวัดศีรษะทองนี้ตามประวัติแล้วว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งสมัยนั้นจะตรงกับช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่าในตอนนั้นรัชกาลที่1 ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดในกรุงเทพ พร้อมกันนั้นพระองค์การอนุญาตให้มีการอพยพชาวเวียงจันทน์ ให้มาอยู่ในไทยด้วยเช่นกัน

โดยชาวเวียงจันทร์ที่เดินทางอพยพเข้ามานั้นได้มีการกระจัดกระจายกันอยู่ ตามริมแม่น้ำและอีกหลายหลายที่ ซึ่งมีกลุ่มคนชาวเวียงจันทน์กลุ่มหนึ่งได้ย้ายมาอยู่ตางแม่น้ำท่าจีนแห่งนี้ และมีการตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยตั้งชื่อหมู่บ้านของตัวเองว่าหมู่บ้านหัวทอง แต่ต่อมามีคนในหมู่บ้านขุดพบเศียรของพระ 

ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าเศียรของพระเป็นสีทอง ทางชาวบ้านจึงได้มีความคิดกันว่าจะทำการสร้างวัดไว้ตรงบริเวณนี้ เพราะต่างก็เชื่อว่าการที่ขุดไปเจอกับเศียรพระพุทธรูปนั้นคือลางบอกเหตุว่าจะมีแต่เรื่องดีดี หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา และต่อมาทางหน่วยงานราชการก็ได้เข้ามาขุดคลองแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นคลองแยกมาจากแม่น้ำท่าจีน เพื่อเป็นการเปิดเส้นทาง ทางน้ำเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เดินทางเสร็จไปไหว้พระปฐมเจดีย์ ชาวบ้านจึงพากันย้ายมาอยู่ที่ริมคลองเจดีย์บูชา

และหลังจากนั้นทางการก็มีการเปลี่ยนชื่อตำบล มาเป็นตำบลศีรษะทอง และเพื่อให้เป็นการสะดวกในการเดินทางไปทำบุญที่วัดหัวทอง จึงได้มีการย้ายวัดหัวทอง มาอยู่ตรงทีใหม่นี้ด้วยและมีการเปลี่ยนชื่อวัดให้ใหม่จากวัดหัวทอง เป็นวัดศีรษะทองนับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่วัดแห่งนี้มีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ที่มีความเก่าแก่ ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางวัดได้มีการสร้างพระราหูที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามากราบไหว้ขอพร  ขอโชคลาภ ซึ่งนับตั้งแต่มีการสร้างพระราหูมาก็มีคนมากราบไหว้ขอพรกันอย่างเนืองแน่น

ประวัติของพระวัดกลางบางแก้ว

ที่อำเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่นี่จะมีพระเกจิดังท่านหนึ่งชื่อว่าหลวงปู่บุญ

ซึ่งท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสของวัดกลางลางบางแก้ว หรือที่ชาวบ้านเคยเรียกกันว่าวัดคงคาราม  วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีประวัติมาอย่างยาวนานมากมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าจะมีมาตั้งแต่สุนทรภู่ได้มีการแต่งนิราสพระแท่นดงรัง ซึ่งในนิราสของท่านจะมีการพูดถึงวัดนี้เอาไว้ด้วย ที่วัดแห่งนี้ประชาชนต่างก็รู้จักเพราะมีหลวงพ่อชื่อดังนั่นก็คือ หลวงปู่บุญ ซึ่งท่านเกิดในปี พ.ศ. 2390 ที่อำเภอกระทุ่มแบบจังหวัดสมุทรปราการ  เหตุที่ท่านได้ชื่อว่าบุญก็เพราะว่าตอนที่ท่านยังเป็นเด็กท่านไม่สบายหนักมากจนสลบ โดยพ่อคิดว่าท่านตายไปแล้วก็เลยเตรียมพิธีการจัดงานศพ

แต่ในระหว่างนั้นท่านก็ฟื้นขึ้นมาพ่อของท่านก็เลยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่าเป็นชื่อบุญ หลังจากนั้นพ่อก็พาท่านย้ายบ้านมาอยู่ที่จังหวัดนครปฐมแล้วก็มาบวชที่วัดกลางบางแก้ว ซึ่งนับตั้งแต่ท่านบวชมาเป็นพระที่นี่ท่านก็ดูแล บูรณะวัดให้มีแต่ความรุ่งเรืองมาโดยตลอด จนท่านได้ถูกเรียกว่าเป็นพระนักพัฒนา 

จากที่เป็นเพียงแค่วัดเล็กเล็ก ที่นี่ก็กลายเป็นวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และมีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับทางพระพุทธศาสนามากมาย โดยถือว่าเป็นวัดให้มีชื่อเสียงวัดหนึ่งของอำเภอ นครชัยศรี ท่านสร้างทั้งหอไตร มณฑป ศาลาลอย ศาลาเรียน และอื่นอื่นอีกมากมายและท่านยังได้สร้างโรงเรียนพระขึ้นมาอีกด้วย ที่วัดแห่งนี้จะมีความสวยงามทั้งรูปปั้นและจิตกรรมตามฝาผนัง และในอุโบสถ จะมีพระประธานที่เก่าแก่ ชาวบ้านต่างนิยมมากราบไว้ แต่ที่ทำให้วัดกลางบางแก้วแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็เพราะว่า หลวงปู่บุญท่านได้สร้างเครื่องรางของขลังขึ้นมา

พระยาหอม และเบี้ยแก้เสีย  ซึ่งเครื่องรางทั้งสองนี้สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมาก ซึงในครั้งแรกทีท่านสร้างเครื่องรางขึ้นมา ท่านสร้างแล้วนำมาแจกให้กับชาวบ้านที่มาทำบุญ ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสไปหลายรุ่นแล้ว เพราะแต่ละท่านก็มีการละสังขารไปแล้วนั้น

ชื่อเสียงของวัดก็ยังเป็นที่โด่งดังและผู้คนก็ยังนิยมเดินทางมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้ไม่ว่าจะมาไหว้พระขอพร หรือบางคนต้องการที่จะมาเช่าเครื่องรางของขลัง หรือบางคนต้องการมาดูความงดงามของวัดที่มีการสร้างต่อเติมเอาไว้อย่างสวยงาม และหากใครได้มีโอกาสที่จะเดินทางมาทอ่งเที่ยวที่จังหวัดนครปฐมแห่งนี้ ก็อย่างลืมแวะมาเที่ยววัดกลางบางแก้วกันนะคะ

ประวัติความเป็นมาของศิลาแบบคลัง

บาลายแห่งนี้ปัจจุบันได้เรียกว่าหนองบัวลายซึ่งมันอาจจะหมายถึงสระสีสุริยะซึ่งปรากฏในศิลาจาลึกได้พบที่ปราศาสตร์พนมรุ้งอีกด้วยจากการศึกษาด้านประติมานวิทยาจากรูปแบบศิลปะที่ประดับตกแต่งศาสตร์สถานเทียบเคียงแบบแผนของปราสาทเขรมพนวดกับเนื้อแผนในการอ่านแปลความในสมัยหลักศิลาจาลึต่างๆได้สันนิษฐานว่าได้เริ่มมีศาสตรสถานรุ่นแรกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่15ได้มีการก่อสร้างศาสตร์สถานต่างๆเพิ่มเต็มในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง17จนถึงราวพุทธศตวรรษที่18จึงได้ถูกทิ้งล้างไป

โดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดหลักฐานปราสาทในสมัยแรกสร้างได้พบหลักฐานปราสาทอฐิรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่สองหลังมีเสาประดับกอบประตูศิลปะเขรมแบบบาแขงตอนปลายต่อกับแบบเกาะแกในตอนต้นนอกจากนี้ยังได้พบประติมากรรมลอยตัวศิลปะแบบเกาะแกอยู่สองรูปสันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่15การก่อสร้างขึ้นในสมัยที่2จากข้อความในศิลาจาลึกมีบทบทสรรเสริญพระเกียรติพระเจ้าราเชนทรวรมันที่2การประดับประตาเทวสถานสร้างสระน้ำทำก่ออฐิถวายอาสังค์พร้อมทั้งคาดธาตุและภาชนะต่างๆ

ได้สันนิษฐานว่าหมายความถึงการบูรณะปราสาทที่ได้สร้างขึ้นมาอยู่ก่อนแล้วหรือสร้างปราสาทน้อยทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้งานศิลปะกรรมที่ได้ปรากฏเป็นศิลปะแบบคลังได้สร้างขึ้นกลางราวพุทธศตวรรษที่16ในสมัตที่3เป็นสมัยที่มีการสร้างปราสาทประทานศิลาทรายสีชมพูและองค์ประกอบที่สำคัญที่เห็นได้แน่ชัดในปัจจุบันปรากฏความในจาลึกกล่าวถึงพระนามของพระมหากษัตริย์พระราชวงค์และสายสกุลที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มหิดลธาราปุระแห่งอาณาจักรเขรมโบราณหลายพระองค์เช่นพระเจ้าชัยวรมันที่6และพระเจ้าชัยวรมันที่ 2บุคคลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างปราสาทประทานนเลนถราทิศ

ผู้ที่มีความสัมผัสทางสายโรหิตกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 2ผู้ที่ได้สร้างปราสาทนครวัดจาลึกได้กล่าวถึงความงามความชะเหลียวฉลาดความสามารถในการรบแลได้กล่าวว่าทรงเสด็จออกจาอเมืองพระนครราชธานีอาณาจักรของกัมพูชามายันพนมรุ้งทรงสสถาปนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นเทวาลัยแห่งพระศิวะในช่วงบั้นปลายชีวิตท่านนเรศ ทราทิศได้บวชเป็นฤาษีเชื่อกันว่าพระองค์ได้บรรลุโมกขธรรมละประชาชนให้ความเพราพศรัทธาท่านประหนึ่งองค์พระศิวะดั้งปรากฏในภาพสลักทับหลังด้านทิศใต้ชั้นในของปราสาทประทานเป็นรูปบุคคลสวมสวมมงกุฎแบบของกษัตริย์กำลังให้พรามหรือฤาษีเป็นผู้ที่ประกอบพิธีกรรมให้ซึ่งนักวิชาการได้สันนิษฐานว่าเป็นภาพพิธีอภิเษกท่านนเรศ ทราทิศ

การค้นพบชิ้นส่วนของพระศิวะในเมืองเกาะแกร์

ซึ่งก็คือรูปสลักจากเกาะแกรูปสลักที่สองจะมีความสำคัญในการศึกษาปราสาทขอมของชาวฝรั่งเศษคนหนึ่งในอีกไม่ช้านี้และรูปแกะสลักสอรูปนี้ได้ถูฏนำกลับมาที่ประเทศฝรั่งเศษในปี1883เป็นอีกหนึ่งที่บุคคลนี้ได้ค้นพบในเมืองพระนคร ซึ่งชาวฝรั่งเศษคนนี้ก็ได้วางเมืองปราสาทขอมเอาไว้มากมายซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นเอกสารที่ล้ำค่าสำหรับนักโบราณคดีในปัจจุบัน

สำหรับรูปนี้ก็เป็นรูปที่แกะสลักของเทพสตรี

ที่เป็นชายาของพระศิวะนางมีหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนของพระศิวะร่ายรำฉะนั้นนางจะร่ายรำไปพร้อมๆกับพระองค์ชิ้นส่วนในแต่ละชิ้นได้ถูกขนย้ายอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยวิธีชักรอกเป็นวิธีเดี่ยวกันที่ใช้ในยุคขอมโบราณในเวลาต่อมาชิ้นส่วนก็ได้ถูกนำไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์นโรดมสีหนุซึ่งก็อยู่ไกล้กับกลุ่มปราสาทเมืองพระนครชิ้นส่วนที่ได้ถูกขุดค้นพบในระหว่างการขุดค้นปราสาทพระศิวะก็ไปถูกนำเอามารวมกันเอาไว้ที่นี่ที่พิพิธภัณฑ์ทีมงานประกอดไปด้วยนักโบราณคดีจากมหาวิทยลัยและมหาวิทยาลัยกรุงพนมเปญได้กับการสแกนชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุดจากนั้นเขาก็ได้รวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดได้ประมาณ10,000ชิ้นในจำนวนนั้นมีหนึ่งพันชิ้นที่มันยังพบดูออกว่ามันเป็นส่วนไหนจากนั้นก็ได้เลือกชิ้นที่สำคัญเอาออกมา100ชิ้นจาก1,000ชิ้น

และจะใช้ชิ้นส่วน100ชิ้นนำมาประกอบเป็นองค์พระศิวะในการประกอบที่เสมือนจริงนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการบูรณะของจริงซึ่งพวกเขาก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคตปฏิบัติการนี้ใช้เวลาประมาณ5สัปดาห์โดยมีการแสดงชิ้นส่วนรูปสลักให้เป็นข้อมูลดิจิตอลจากนั้นเรามาดูที่ฮาแบ็คที่นี้รูปสลักพระศิวะจะกลับคืนสู่รูปเดิมและได้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของเยรมันนีและมีคณะที่นำเอาวิชาคณิตศาสตร์นำเอามาประยุคใช้กับโบราณคดีซึ่งเขาจะทำให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนสองชิ้นนี้มันต่อกันได้อย่างพอดี

เขาจึงได้เปลี่ยนมาใช้ภาพที่มีความละเอียดสูงและได้จัดการเรียงชิ้นส่วนให้ตรงกันโดตตรวจพบได้ทันทีในหลักการคณิตศษสตร์ซึ่งในกรณีนี้ชิ้นส่วนทั้งสองชิ้นมันจะต่อเข้ากันได้อย่างชัดเจนแบบพอดี พระศิวะมีสิบกลอน5เศียรแต่ละเศียรนั้นมีมือสองข้างแต่เราเจอแค่เพียง6กลอนเท่านั้นจากนั้นพวกเขาก็ต้องพยายามที่จะประกอบมันเพื่อให้มันนั้นเข้าที่เมื่อเขานั้นได้ประกอบเข้ากันเรียบร้อยแล้วและอีกส่วนมือที่เหลือนั้นมันหายไปไหนและมือที่หายไปนั้นเอาไว้ใช้ถืออะไรบ้างจากนั้นพกเขาก็ได้ทำการค้นหาจากทางคณิตศษสตร์ว่าส่วนที่หายไปนั้นรูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างและจพได้ทำการค้นหาใหม่เพิ่มเติมในอีกครั้ง

ท่องเที่ยวกับเมืองโบราณและสัมผัสไปกับอารยธรรมของโบราณ

ในยุคสมัยนี้กรตามรอยโบราณล้วนเป็นการตามรอยของประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมาได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะพาไปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ใกล้ๆกรุงเทพ เผื่อใครที่สนใจและไม่อยากเดินทางไกลให้ตามมากันเลยนะ เพราะเรานั้นได้คัดสถานที่ประวัติศาสตร์แบบเด็ดและไม่ต้องเดินทางไกลมาฝาก แถมรับรองได้ว่าถ่ายรูปออกมาได้สวยงามอีกด้วย

อันดับแรกเริ่มกันที่นี่เลยวัดนิเวศธรรมประวัติ

จะเห็นได้ว่าเป็นเสน่ห์ของวัดไทยที่เต็มไปด้วยสไตล์ที่มีการตกแต่งแบบโกธิก  วัดนิเวศฯ ซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นวัดในรัชกาลที่5  ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเพื่อเป็ฯการให้สร้างเลียนแบบดังเช่นโบสถ์ของเหล่าชาวฝรั่งนั่นเอง ซึ่งก็ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ. 2421  สำหรับภายในของอุโบสถนั้นจะมีการประดับประดาไปด้วยกระจกที่มีความงดงามและยังมีสีสวยงามตามแบบของโบสถ์ฝรั่งทที่เรารู้อีกด้วย มีลวดลายที่มีการออกแบบๆวิจิตรตระการตามาก แถมยังมีพระประทานคือ “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส”  นอกจากนี้  ณะที่วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ที่เป็นการบรรจุอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม ที่เป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ 4  โดยเจ้าจอมมารดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และราชกุลดิศกุล

สำหรับความน่าตื่นตาตื่นใจที่มีอยู่อีกอย่างนึงนั้นก็คือ เนื่องจากวัดนี้มีที่ตั้งอยู่บริเวณบนเกาะกลางน้ำ ดังนั้นหากมีความประสงค์ที่จะไปจำเป็นต้องนั่งกระเช้าเพื่อเป็นการข้ามไป โดยจะมีเณรที่คอยทำการหมุนกระเช้าให้ แต่ก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใดนะ หรือท่านอาจจะอยากทำบุญก็สามารถบริจาคได้ตามกำลังศรัทธา

อันดับที่สองที่เราแนะนำได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ท่องเที่ยวดูโบราณสถานโบราณที่ได้รับการชื่นชมให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม จะมีบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ทั้งที่เป็นพระราชวังโบราณ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมหาธาตุ, วัดราชบูรณะ, วัดพระราม, วิหารพระมงคลบพิตร และยังมีสถานที่อีกมากมาย เพื่อเป็นการไปสัมผัสเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของสมัยกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีที่ปกครองแผ่นดินมาถึง 417 ปี

อันดับที่สามนั้นได้แก่ วัดมหาธาตุ

แวะดูความงดงามของรูปแบบวัดมหาธาตุ และที่เป็นเศียรของพระพุทธรูปที่อยู่ในต้นไม้  ที่ถูกรากต้นโพธิ์ปกคลุมจนแทบมิด ซึ่งที่เหล่านี้เรียกว่าเป็น Unseen Thailand ที่ประหลาดตามากๆ ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพระปรางค์ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรางค์ของพวกขอม เนื่องจากใช้ศิลาแลงเป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการสร้างเท่านั้น

ดังนั้น วัดมหาธาตุซึ่งอยู่ในใจกลางเมืองของจ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 และมีการอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเพื่อมาบรรจุไว้ในพระปรางค์ประธานเมื่อ พ.ศ. 1927

ประวัติของเรือสุพรรณหงส์มีดังนี้

จากเรื่องราวเราก็ทราบกันดีกับเรื่องของเรือสุพรรณหงส์นี้ แต่ทว่าจะมีใครบ้างที่รู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปหรือประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับเรือสุพรรณหงส์นี้ หากเราเป็นคนสังเกตุดีๆจะเห็นว่าเรือสุพรรณหงส์นี้สามารถนำไปประกอบพิธีต่างๆที่เป้ฯเกี่ยวกับเรื่องราวสำคัญดังนั้นเราควรรู้จักกับประวัติของเรือสุพรรณหงส์นี้ไว้เพื่อเป็นความรู้กล่าวโดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้

“ขบวนพระพยุหยาตราทางชลมารค” เป็น ราชประเพณีสำคัญยิ่งที่ตกทอดกันมาแม้กระนั้นโบราณ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในงานพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ลำตอนนี้ ทำขึ้นใหม่ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เสร็จในยุครัชกาลที่ 6 เมื่อ พุทธศักราช 2454 หัวเรือพระที่นั่งนี้มีโขนเรือรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวเป็นส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองตกแต่งกระจกมีพู่แขวน ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ด้านนอกลงสีดำ ท้องเรือลงสีแดง

ใจกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์สาวรุ่น สำหรับพระราชาหรือราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนกระทั่งท้องเรือ 94 ซม. กินน้ำลึก 41 ซม. น้ำหนัก 15 ตัน ใช้ความรุนแรงพลมี ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงด้านหลัง 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนตอบรับยาว 1 คน คนตอบยาวปฏิบัติหน้าที่สำหรับการร้องตอบรับเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

เรือพระที่นั่งนี้มีโขนเรือรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวเป็นส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับประดากระจกมีพู่แขวน ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ด้านนอกลงสีดำ ท้องเรือลงสีแดง ตรงกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์สาวน้อย สำหรับในหลวงหรือราชวงศ์ชั้นสูง

เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนกระทั่งท้องเรือ 94 ซม. กินน้ำลึก 41 ซม. น้ำหนัก 15 ตัน ใช้ความรุนแรงพลมี ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงด้านหลัง 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนตอบรับยาว 1 คน คนขานรับยาวปฏิบัติภารกิจสำหรับการร้องตอบเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ได้รับรางวัลชมเชยให้เป็นเรือมรดกโลก จากหน่วยงานที่เรียกว่า World Ship Trust เมื่อพ.ศ. 2535