สมัยรัชกาลที่5พระองค์ก็ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่นำความเจริญเข้ามาแบบก้าวกระโดด

พอเทคโนโลยีดีวัฒนธรรมก็เติบโตแพร่หลายในหมู่สามัญชนเช่นดนตรีบลูส์ ดนตรีแจ๊ส ดนตรีของคนรากหญ้าดังกระหึ่มทั่วโลกยุคนี้ยังเป็นยุคเริ่มเฟื่องฟูของภาพยนตร์ทำให้คนสามารถหาความบันเทิงได้ในราคาถูกมีให้ดูทุกวันตั๋วไม่แพงเหมือนละครทีวี หรือ คอนเสิร์ตต่างๆภาพยนตร์เงียบดังสุดๆในช่วงนี้เลย

ประเทศแบบเยอรมันกลายเป็นผู้นำเรื่องศิลปะภาพยนตร์เลยทีเดียวพอการเมืองดีรัฐก็เริ่มลงทุนในชนชั้นแรงงานที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงปี ค.ศ.1920กระแสสังคมนิยมกำลังมาแรงในอังกฤษพรรคแรงงานก้าวขึ้นมาสู่สีกับพรรคอนุรักษ์นิยมมีการออกกฎหมายที่ขยายผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก5ล้านคนกลายเป็น12ล้านคนแต่ผู้หญิงก็ยังไม่ได้เลือกตั้งทุกคนอยู่ดีทำให้มีความเท่าเทียบกันมากขึ้นมีกฎหมายสวัสดิการจ่ายเงินให้คนว่างงานประชากรมีกำลังซื้อบ้านของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกันกับประเทศสุดฮิตที่เจ้านายไทยสมัยนี้นิยมส่งลูกหลานไปเรียนก็คือเยอรมันที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐหรือที่เรียกว่า สาธารณรัฐไวมาร์แม้จะมีอายุสั้นไม่กี่สิบปีแต่ก็มีความเป็นประชาธิปไตยมีการออกกฎหมายจำกัดชั่วโมงการทำงานที่ค่อนข้างเป็นสากลคือ48ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เริ่มมีสวัสดิการรัฐซึ่งนี่คือปี ค.ศ.1919หรือ พ.ศ.2462ช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่6เลยทีเดียวกลับมามองกันที่ระบอบการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นตอนนั้นเราปกครองด้วยระบอบรัฐบรรณาการหมายความว่าเราไม่ได้ปกครองหัวเมืองต่างๆโดยตรงแต่เมืองต่างตกลงจะส่งบรรณาการให้เราเพื่อเป็นการคุ้มครองแต่พอถึง

สมัยรัชกาลที่5พระองค์ก็ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ถือว่าเป็นการปกครองแบบสมูรณาญาสิทธิราชย์เต็มตัวคืออำนาจอยู่กับพระองค์ทั้งหมด

โดยบริหารงานราชการทั่วราชาณาจักรผ่านระบบราชการซึ่งนำความเจริญเข้ามาแบบก้าวกระโดดเลยระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานก็เกิดขึ้นมีรถไฟมีถนน

แต่จนถึงปีพ.ศ.2475ประเทศสยามก็ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมไม่สามารถกางข้ามไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมได้ความเจริญที่ได้เข้ามาก็มีเพียงแค่จุดๆเดียวนั่นก็คือพระนครที่ทางของสยามก็คือการขายสินค้าเกษตรป้อนตลาดให้กับโลกอุตสาหกรรมชาวนาคือฐานรากที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตและเรากำลังจะเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี1930ทั้งๆแบบนี้ด้วยพอเรายังเป็นสังคมกสิกรรมในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเติบโตที่ทางของสยามก็คือเป็นประเทศการส่งออกสินค้าเกษตรเช่นข้าวแต่ปัญหาก็คือที่ดิน

ซึ่งได้เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดนั่นแหละแล้วเจ้าของที่ดินจะเป็นใครไปได้นอกจากขุนนางเก่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

ซึ่งล้วนแต่ถูกแต่งตั้งโดยคนกลุ่มเดียวที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ช่วงเวลานั้น นายคาร์ล ซิมเมอร์แมนนักวิชาการชาวอเมริกันที่ทางการของสยามเคยจ้างให้เข้ามาสำรวจระบบเศรษฐกิจก็พบว่าในภาคกลาง36%ของชาวชนบทไม่มีกรรมสิทธิในที่ดินทำกินเลย

 

สนับสนุนโดย  dewabet